หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 441)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Please continue ___________________________________________ for your final exam.

(โปรด ________________________________________ ต่อไป  เพื่อการสอบไล่ของคุณ)

(a) study

(b) studying    (ศึกษา, เล่าเรียน, ดูหนังสือ, พยายาม, มานะบากบั่น)

(c) to studying

(d) for studying

ตอบ    –    ข้อ   (b)   หรือ  “To study”  ทั้งนี้  กริยา  “Continue”  สามารถตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Everyone started to _____________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ ________________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing”  เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing”  จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • She began _________________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรือ  “Realizing”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกัน

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to _____________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer”  สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

  • I prefer to read to to write.  

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                                  กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

2. Do you think our plans ______________________________________________ changed?

(คุณคิดว่าแผนของเรา _____________________________________ เปลี่ยนแปลงหรือไม่)

(a) ought to

(b) should to be

(c) should been

(d) should have been    (ควรได้ถูก ..................(เปลี่ยนแปลง)...................... แล้ว)  (ในอดีต)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Ought to be  หรือ  Should be”  (ควรถูกเปลี่ยนแปลง)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)  หรือ  “Ought to have been”  (ควรได้ถูกเปลี่ยนแปลงแล้ว)  (ในอดีต  ซึ่งเหมือนกับคำตอบใน  ข้อ  D)  ก็ได้  โดยทุกคำตอบต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจาก  “แผนของเรา”  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกเปลี่ยนแปลง

 

3. Please explain ___________________________________________________________

(โปรดอธิบาย ________________________________________________________)

(a) me what it means.

(b) me what does it mean?

(c) to me what it means.    (ให้ผมฟังว่ามันหมายความว่าอย่างไร)

(d) to me what does it mean?

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับกริยา  “Explain”  ต้องตามด้วย   “To” +  “กรรม”  (Explain to me)

 

4. He is _____________________________________________________ to do such work.

(เขา ______________________________________________ ที่จะทำงานประเภทนั้น)

(a) not enough strong

(b) strong not enough

(c) not strong enough    (ไม่แข็งแรงเพียงพอ)

(d) enough strong   

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Is (Was) + (Not) + Adjective + Enough + To + Verb 1 +  ส่วนขยาย”  (หรือ  Subject + Verb + Adverb + Enough + To + Verb 1)  หรืออาจตอบ  “Strong enough”  (แข็งแรงเพียงพอ)  ก็ได้  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมข้างล่าง

  • The room is (not) big enough for us to sleep in.

(ห้อง (ไม่) ใหญ่เพียงพอสำหรับเราที่จะนอนได้)

  • The car is (not) cheap enough for him to buy.

(รถยนต์ราคา (ไม่) ถูกเพียงพอสำหรับเขาที่จะซื้อ)

  • The water is (not) clean enough for her to drink.

(น้ำ (ไม่) สะอาดเพียงพอสำหรับเธอที่จะดื่ม)

  • The question was (not) easy enough for them to answer.

(คำถาม (ไม่) ง่ายเพียงพอสำหรับพวกเขาที่จะตอบ)

  • The baggage is (not) light enough for him to carry.

(กระเป๋าเดินทาง (ไม่) เบาเพียงพอสำหรับเขาที่จะถือ  -  หรือแบก)

  • We walked quickly enough to catch the bus.

(เราเดินเร็วเพียงพอที่จะทันขึ้นรถเมล์)

  • She drove carefully enough to avoid an accident.

(เธอขับรถระมัดระวังเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ)

  • They ran slowly enough for us to catch up with.

(พวกเขาวิ่งช้าเพียงพอสำหรับเราที่จะตามได้ทัน)

  • The soldiers did not fight bravely enough to win the battle.

(ทหารมิได้สู้รบอย่างกล้าหาญเพียงพอที่จะชนะการรบ)

  • She did not study eagerly enough to pass the exam.

(เธอมิได้ศึกษาอย่างกระตือรือร้นเพียงพอที่จะสอบผ่าน)

  • I did not write accurately enough to get a good grade.

(ผมมิได้เขียนอย่างถูกต้องเพียงพอที่จะทำคะแนนได้ดี)

 

5. He is a good football player, but yesterday he played very _________________________.

(เขาเป็นนักฟุตบอลที่เก่ง  แต่เมื่อวานนี้  เขาเล่น ___________________________ มาก)

(a) bad

(b) well

(c) good

(d) badly    (แย่, ห่วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายกริยา  “Played”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และพิจารณาจาก  “But”  (แต่)  ซึ่งแสดงข้อความที่แย้งกัน  (เป็นนักบอลที่เก่ง  แต่เมื่อวานเล่นได้ไม่ดี)

 

6. A: When did he tell you the truth?

(เขาเล่าความจริงให้คุณฟังเมื่อใด)

    B: ____________________________________________________________.

(a) Just after he had died.    (หลังเขาตาย)

(b) Just before he had died.

(c) Just after he died.

(d) Just before he died.    (ก่อนเขาตาย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Clause”  ที่ตามหลัง  “Before”  (ซึ่งเป็นอนุประโยค  หรือประโยคย่อย)  จะอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  ในขณะที่  “Clause”  ที่ตามหลัง  “After”  จะอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  ทั้งนี้  ถ้าประโยคใหญ๋  (ในที่นี้คือคำถาม) อยู่ในรูปอดีต   คือ  "When did he tell you the truth?"

  • I went to school after I had eaten my breakfast.

(ผมไปโรงเรียนหลังจากที่ได้กินข้าวเช้าแล้ว)  (กินข้าวก่อนไปโรงเรียน)

(แต่ใช้  "I go to school after I have eaten my breakfast."

  • She had finished her work before she left the office.

(เธอทำงานแล้วเสร็จ  ก่อนที่เธอจะออกจากออฟฟิศ)  (ทำงานเสร็จก่อน  ออกจากออฟฟิศทีหลัง)

(แต่ใช้  "She has finished her work before she leaves the office.")

                              ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และ   “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  ใน ข้อ  ๑๐  ของหมวดข้อสอบ  TOEIC  (ตอนที่  ๔๔๐)

 

7. If I were you, I wouldn’t risk betting that money __________________________ this horse.

(ถ้าผมเป็นคุณ  ผมจะไม่เสี่ยงพนันเงินจำนวนนั้น ____________________________ ม้าตัวนี้)

(a) for

(b) on    (กับ, ลงไปที่)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Bet money on something”  (พนันเงินไปกับอะไร)

                                 สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

8. Her husband is ________________________________________________________.

(สามีของเธอเป็น _____________________________________________________)

(a) English man

(b) an English

(c) an English man

(d) an Englishman   (คนอังกฤษ, ชาวอังกฤษ)

 

9. The sea is ___________________________________________________________.

(ทะเล ___________________________________________________________)

(a) calm this afternoon more than this morning

(b) calmer this afternoon more than it was this morning

(c) more calmer this afternoon than it was this morning

(d) calmer this afternoon than it was this morning   (สงบในตอนบ่ายนี้  มากกว่าที่มันเป็นอยู่ (สงบ) ในตอนเช้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  จึงต้องใช้  “Calmer”  (เนื่องจากเป็นคำพยางค์สั้น)  และไม่ต้องใช้  “More”  ขยายอีก  (ข้อ (b) และ (c) จึงผิด),  ส่วนข้อ (a) ไม่มีคำว่า  “Calmer”  และมี  “More”  เกินมา  จึงผิด

 

10. He said that he would not answer because he ________________________ to his lawyer.  

(เขาพูดว่าเขาจะไม่ตอบ (คำถาม)  เพราะว่าเขา _______________________ ทนายของเขา)

(a)  did not speak   (ไม่ได้พูด)

(b) would not speak   (จะไม่พูด)

(c) had not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

(d) has not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจาก  “Has not spoken”  (Present perfect tense)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had not spoken”  เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  “Said”  ทั้งนี้  “Present perfect tense”  มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ  “ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว) หรือยังไม่ได้ทำ (ยังมิได้เกิดขึ้น”  ซึ่งในกรณีของประโยคข้างบน  คือ  “ยังมิได้พูดกับทนาย”  อาจกล่าวได้ว่า  กฎหนึ่งของ  “Present perfect tense”  คือ  ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” ( ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

11. ________________________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม __________________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost   (เกือบจะ)

(d) Most of   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  ๑

  • _____________________________________________ would like to live peacefully.

(____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people   (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ   (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้

                                                           ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________ outside of the cities is used for farming.

(________________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ; พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร; สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา  คือ  “Is used”  จึงต้องใช้  “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด,  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ถึง )

  • (1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4) from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็นสีดำ)

ตอบ  –   ข้อ   (3)    แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • the most important thing   (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car   (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student   (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                                     ตัวอย่างที่       (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์กส่วนใหญ่  ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์,  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง,  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง  “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost”  หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้  คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

12. I’m very sorry.  I should ________________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _________________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent   (ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should + Verb 1”  =  “ควรทำ........................ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ.............................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.       

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)    

  • He should have studied harder last semester.

(เขาควรที่จะได้ขยันเรียนมากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว)  (แต่ก็มิได้ขยัน  เลยทำให้เขาสอบตก)

                                  จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  ๑

  • What terrible coffee!  She _________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _____________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น  “Past simple tense”)

(b) must make   (จะต้องชง)

(c) had had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น  “Past perfect tense”)

(d) must have made   (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1”  =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”   ส่วน “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในตัวอย่างที่    เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาด้วยความมั่นใจ  ว่าเหตุการณ์จะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ในอดีต  โดยพิจารณาจากสถานการณ์แวดล้อม  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  ( คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.  

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าเธอจะต้องถูกลอตเตอรี่ฯ แน่นอน  เนื่องจากเธอซื้อบ้านใหม่)

 

13. What kind ________________________________________________________ is he?

(เขาเป็น ___________________________________________________ ประเภทใด)

(a) of a man

(b) of men

(c) of man    (ผู้ชาย, บุคคล)

(d) of the man

ตอบ   -   ข้อ   (c)   แต่ต้องใช้   “What kind of men are they?”

 

14. Mr. West often helps his wife to wash _____________________ the dishes in the evening.

(มิสเตอร์เวสต์มักช่วยภรรยาของเขา __________________ จานใส่อาหารในตอนค่ำ  เป็นประจำ)

(a) down

(b) out

(c) up    (“Wash up”  =  ล้าง, ซักล้าง)

(d) away

(e) off

 

15. We may ____________________________________________________ go for a walk.

(เราอาจไปเดินเล่น ___________________________________________________)

(a) not well

(b) very well

(c) as well    (เช่นเดียวกัน, ด้วย)

(d) so well

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจใช้  “We may go for a walk as well.”  หรือ  “We may go for a walk too.”   ซึ่งทุกประโยคอาจหมายถึง  “นอกจากทำกิจกรรมอื่นๆแล้ว  เราอาจจะไปเดินเล่นด้วยเช่นเดียวกัน”   หรือ   “คนอื่นๆออกไปเดินเล่นกัน  เราก็อาจออกไปเดินเล่นเช่นกัน”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “As well”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • New York’s Statue of Liberty was designed to be a beacon for ships and a monument as well.

(รูปปั้นเทพีเสรีภาพของรัฐนิวยอร์กถูกออกแบบให้เป็นประภาคาร (กระโจมไฟ-สัญญาณไฟ) สำหรับเรือ  และ (เป็น) อนุสาวรีย์ด้วยเช่นกัน)

  • He needs to develop his reading further, and his writing as well.

(เขาต้องการพัฒนาการอ่านของเขาต่อไป  และการเขียนด้วยเช่นกัน)

  • Now she raised the other hand as well.

(ขณะนี้  เธอยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นเช่นกัน)  (หลังจากยกมือขึ้นข้างหนึ่งก่อนหน้านั้น)

  • You’ve already been late for breakfast, and if you don’t eat fast, you’ll be late for school as well.

(คุณสายแล้วนะสำหรับอาหารเช้า  และถ้าคุณไม่กินให้เร็ว  คุณจะไปโรงเรียนสายด้วยเช่นเดียวกัน)

 

16. A button has come _______________________________________________ my shirt.

(กระดุมเม็ดหนึ่งได้หลุด _____________________________________ เสื้อเชิ้ตของผม)

(a) out

(b) off    (ออกมาจาก)

(c) out of

(d) from

 

17. A man who drives after drinking a lot of beer or wine is usually a dangerous driver.  His own life, and the lives of __________, may be in danger.

(บุคคลผู้ซึ่งขับรถหลังจากดื่มเบียร์หรือไวน์จำนวนมาก  โดยปกติแล้วเป็นผู้ขับขี่ที่มีอันตราย  ทั้งนี้  ชีวิตของเขาเอง,  และชีวิตของ ____________ , อาจตกอยู่ในอันตรายได้)

(a) other

(b) others    (ผู้อื่น, คนอื่นๆ)

(c) other’s

(d) others’

 

18. Tell me _________________________________________________ I can do for you.

(จงบอกผมว่า  ผมจะสามารถทำ ___________ ให้คุณได้บ้าง)  (หมายถึง  ผมจะสามารถช่วยเหลืออะไรคุณได้บ้าง)

(a) how

(b) when

(c) why

(d) what    (อะไร)

 

19. His doctor has forbidden him ______________________________________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _______________________________________________)

(a) not to drink   (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink   (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)}  ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ  จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”   ไม่ใช้  “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้  “not to talk”)

  • The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้  “not to come”)

  • Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์  -  หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้  “not to have”)

 

20. Do you mind if I ask ____________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมถาม ____________________________________________)

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question   (ปัญหาคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question”  หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป