หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 440)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. President Lincoln’s hometown is _____________________________________________.

(บ้านเกิดของประธานาธิบดีลิงคอล์นอยู่ ________________________________________)

(a) far from here three hundred miles

(b) three hundred miles from here   {(ห่างออกไป)  ๓๐๐  ไมล์จากที่นี่}

(c) far three hundred miles from here

(d) three hundred miles far from here.

ตอบ    –    ข้อ   (b)    มีการเรียงคำ  คือ   “จำนวนระยะทาง + from here  โดยไม่ต้องมีคำว่า   “Far"

 

2. ____________________________________________ no rain here for the next few weeks.

(_____________________________________ ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be   (จะไม่มี)

ตอบ    -    ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

 

3. In the cities ____________________________ live as hard a life as they were in the villages.  

(ในเมืองใหญ่ ___________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆ กับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือ  ย้ายมาอยู่ในเมืองแล้ว  ก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ    -    ข้อ   (c)   “The poor”   หมายถึง   “คนจน”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –    ข้อ     แก้เป็น  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค    (whose purpose…………………..…..the needy)   สำหรับข้อ    (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้   “The”   นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย    ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม  “S”)  เช่น The poor”  (คนจน),  “The rich”  (คนรวย),  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  “The brave”   (คนกล้าหาญ),  “The elderly”  (คนสูงอายุ),  “The young”  (คนหนุ่มสาว),  “The old”  (คนแก่)   นอกจากนั้น   “Verb + ing” (Present participle)  และ  กริยาช่องที่ ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  เช่น “The dying”  (คนที่กำลังจะตาย)   หรือ   “The wounded”  (คนเจ็บ),  “The injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

4. Tom ___________________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_____________________________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยคมีโครงสร้าง   “If + Subject + Had (not) + Verb ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would  (should, could, might, must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือ  เอา  “If clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ   “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                     สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่    ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้) ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.  

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว) เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.  

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้) ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                             จะเห็นว่าในประโยคข้างบน   “If clause”  มี  “Had”  2  ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had” 2 ตัว  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากตัวอย่างข้างล่าง                 

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว) ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

               สรุป   -    ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect”  {Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}

 

5. Neither I nor my sister _______________________________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว __________________ ไปเต้นรำ)  (คือ  ทั้งผมและน้องสาวจะไม่ไปเต้นรำ)

(a) is    (จะ)

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก ประธานประโยค    ตัว  เชื่อมด้วย   “Or, Either…...... ………...or, Neither……..........…….nor, Not only……............…....but also,   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “the television”)

  • Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา    ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ขัดขวางเขาจากการทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “plain laziness”)

 

6. __________________________________________ by the tiger, the hunter ran away.

(_____________________________________________ โดยเสือ, นายพรานวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) Having seen    (ได้เห็นแล้ว)

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) He was seen    (เขาถูกเห็น)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานประโยค  คือ   “The hunter”   เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกเห็น)  จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  (Seen)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Having been seen”  (Perfect participle  ในแบบ Passive voice)  ก็ได้  สำหรับ  ข้อ  (d)  ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากเป็นประโยค  “Simple”  ๒  ประโยค  แต่ไม่มีคำเชื่อมประโยค  (เพียงแต่คั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า)  ถ้าจะใช้โครงสร้างนี้  ต้องแก้เป็นประโยค  “Complex”   คือ  “When he was seen by the tiger, the hunter ran away.”  (เมื่อเขาถูกเห็นโดยเสือ  นายพรานวิ่งหนีไป)   โดย  “When he was seen by the tiger”  เป็นอนุประโยค  (ประโยคย่อย)   ส่วน   “the hunter ran away”   เป็นประโยคใหญ่   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างประโยคใน  ข้อ    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • _______________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค คือ   “I”   เป็นผู้   “ถูกเตือน”   โดยตัว อย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   (Past participle)  ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระ ทำ” (Passive voice)   นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกเตือน”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)         เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Ballet”  เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)   สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”   เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

                               ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา   (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย   “Verb + ing”  (Present participle)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                               สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆ ไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

7. _______________________________________________________ a childhood disease.

( _______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “S”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Physics ___________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ _________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น“  Economics (เศรษฐศาสตร์), Phonetics (วิชาการออกเสียง), Statics (สถิตศาสตร์), Dynamics (พลศาสตร์), Statistics (วิชาสถิติ), Psychics (จิตศาสตร์), Aeronautics (วิชาการบิน), Astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), Aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), Mathematics (คณิตศาสตร์), Politics (การเมือง),  รวมทั้ง  News (ข่าว), Mumps (โรคคางทูม), Measles (โรคหัด),  Means (วิธี), Ashes (เถ้าถ่านศพ), Alms (ทาน),  Billiards (กีฬาบิลเลียด), Cross-roads (จุดที่ถนน สายมาตัดกัน)  เช่น 

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

( แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

8. If I _____________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่     “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I______________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม ______________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                                    ตัวอย่างที่  ๒

  • If you lived closer to the office, you ________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ____________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่   (Present unreal)  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบัน  ที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  สำหรับประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่   (Present unreal)  นี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  ""Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) +  Verb 1"  ส่วนในประโยคย่อย  หรือ   "If clause"  จะใช้  “Subject + Verb 2”  และในกรณี   "If clause"  มี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  

                               สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่   นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็  ()  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่นในประโยค

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                               ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)  (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if ………........…………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในปัจจุบัน หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)  แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                             สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้   “Were”  แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในปัจจุบัน หรือ ในอนาคต)  เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในปัจจุบัน)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน)  (ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

9. Thai people always ______________________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _________________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   {ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง}  สำหรับข้อ  (b)  หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยมผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน  ข้อ  (a)  ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ______________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped   (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget __________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง __________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget _______________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.........................”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ.............................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped ______________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there _____________ on our way to Brighton. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปเมืองไบรตัน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember __________________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)   "Remember + Verb + ing"   =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”   คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

10. After the ice _____________________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ______________________ เป็นเวลา    วัน  เราจึงสามารถเล่นสเกตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์  “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเกตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • In his evidence the policeman said that the accused ____________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ____________ ไล่ออกจากงาน    สัปดาห์ก่อนหน้านั้น)  (คือ  ก่อนหน้าที่จะเกิดอาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา  “ถูกกระทำ”  คือ  ถูกไล่ออกจากงาน)

                                           ตัวอย่างที่       (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี  ๑๙๐๐)  (หมายถึง  ในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ      แก้เป็น   “Had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Cash awards were given to employees who ___________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง___________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (Were givenในที่นี้อยู่ในรูป  “Passive voice”)  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น    เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้  “Past perfect” (Subject + Had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง  ใช้  “Past simple” (Subject + V. 2)  ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ................ ...........................”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล  หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน  จึงใช้   “Past simple”  (Verb 2)  ประโยคในลักษณะนี้  ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before”,  “After”  หรือ  “When”  ปรากฏอยู่ด้วย  ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน  ใช้  “Past perfect”,  การไปอังกฤษเกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน”  เกิดก่อน  จึงใช้ “Past perfect”,  “บอกผม”  เกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่น  หลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน  ใช้  “Past perfect”,  ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”,  หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้  “Past perfect”)

 

11. The criminal ________________________________________________ two weeks later.

(อาชญากร _____________________________________________ สองสัปดาห์ต่อมา)

(a) is hanged

(b) was hung    (ถูกแขวน  -  เช่น  เสื้อผ้า, หมวก)

(c) will be hung    (จะถูกแขวน)

(d) was hanged    (ถูกแขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Hang,  Hanged,  Hanged  =  “แขวนคอ”  (ในประโยคข้างบน  ต้องใช้รูป  “Passive voice”  เนื่องจากอาชญากร  “ถูกแขวนคอ”)  ส่วน  “Hang,  Hung,  Hung”  =  “แขวน”  เช่น  แขวนเสื้อผ้า, หมวก ฯลฯ

 

12. I would rather __________________ for a walk than _________________ a movie tonight.

(ผมอยากจะ _____________ เดินเล่น  มากกว่าที่จะ _______________ ภาพยนตร์  ในคืนนี้)

(a) go ______________ seeing

(b) go ______________ see    (ไป ......................................... ดู)

(c) going ______________ see

(d) to go _____________ to see

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Would rather”  (อยากจะ)  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  รวมถึงหลัง  “Than” (มากกว่า)  ด้วย

 

13. He has many spare-time _____________________; he swims, paints and plays the violin.

(เขามี ______________ ยามว่างเยอะแยะ (เช่น) เขาว่ายน้ำ,  ระบาย (ทา) สี,  และเล่นไวโอลิน)

(a) actions    (การกระทำ, การแสดง)

(b) activities    (กิจกรรม)

(c) exercises    (การออกกำลังกาย)

(d) works    (งาน, ผลงาน)

 

14. Her ______________________________________ for the job of secretary was successful.

(การ __________ ของเธอเพื่องานเลขานุการ  ประสบความสำเร็จ)  (คือ  เธอได้ทำงานเลขานุการ)

(a) conjecture    (การเดา)   

(b) appliance    (เครื่องมือเครื่องใช้)

(c) application    (การสมัครงาน)

(d) bonanza    (บะ-แน้น-ซ่ะ)  (ขุมแร่ใหญ่, ขุมแร่มีค่า, ขุมทรัพย์มหาศาล, โชคลาภที่ยิ่งใหญ่ หรือปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน)

 

15. I can’t believe what you say unless you give me ________________________________.

(ผมไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่คุณพูด  ถ้าคุณไม่ให้ ___________________________ แก่ผม)

(a) description    (การบรรยาย, การพรรณนาลักษณะ)

(b) reasoning    (การใช้เหตุผล)

(c) proof    (หลักฐาน, การพิสูจน์, การทดสอบ, พยาน, การตรวจทาน, การตรวจปรู๊ฟ)

(d) test    (การทดสอบ, การสอบ)

 

16. He said he ______________________________________________ such damage before.

(เขาพูดว่าเขา ____________________________________ ความเสียหายเช่นนั้นมาก่อน)

(a) has never seen

(b) never has seen

(c) had never seen   (ไม่เคยเห็น)

(d) did not see

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจากมาจาก   “Has never seen” (Present perfect tense)  (ไม่เคยเห็น)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had never seen”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่   คือ   “Said”  ทั้งนี้  กฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense”  คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่   “เคยทำ”  (เคยเห็น, เคยดู, เคยกิน, เคยพบ”  และ  “ไม่เคยทำ”  (ไม่เคยเห็น, ไม่เคยพูด, ไม่เคยได้ยิน)   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง   คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน   สังเกตจาก  “Ever”,   “Never”  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

17. We were pleased ________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ___________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่    อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

18. I can’t see any ______________________________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น _______________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ เล่มนี้)

(a) different    (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ในที่นี้    “Any”  (เอ๊น-นี่)   เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  (ขยายหน้าคำนาม)  คือ  Difference

 

19. What we hear cannot be an airplane; I am sure it ______________________ a helicopter.

(สิ่งที่เราได้ยินไม่สามารถจะเป็นเครื่องบิน,  ผมมั่นใจ  มัน _________________ เฮลิคอปเตอร์)

(a) to be

(b) must be    (จะต้องเป็น)

(c) is    (คือ)

(d) may be    (อาจจะเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เมื่อมีข้อความ  “I am sure”  แล้ว  ไม่จำเป็นต้องใช้  “Must be

 

20. Electric engines are very clean, for there is no burning fuel to make __________________.

(เครื่องยนต์ไฟฟ้าสะอาดมาก  เพราะว่าไม่มีเชื้อเพลิงเผาไหม้  ที่จะทำให้เกิด _______________)

(a) smoke or dirty    (ควัน หรือสกปรก)

(b) smoky or dirt    (เป็นควัน หรือสิ่งสกปรก)

(c) smoke or dirt    (ควัน หรือสิ่งสกปรก)  (เป็นคำนามทั้ง    คำ)

(d) smoky or dirty    (เป็นควัน หรือสกปรก)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง  ๒  คำ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Make + Noun (กรรม)”  เช่น

  • He makes a lot of money each year.

(เขาหาเงินได้มากในแต่ละปี)

  • She frequently makes mistake.

(เธอทำผิดบ่อยๆ)

  • I made no comment.

(ผมมิได้ให้ข้อคิดเห็นใดๆ)

  • The boys made so much noise.

(พวกเด็กๆ ทำเสียงดังมาก)

  • She made a suggestion to the project.

(เธอให้คำแนะนำกับโครงการ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป