หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 438)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. When we saw Mary openly flirting with Nellie’s husband, we _________ hardly believe our eyes.

(เมื่อเราเห็นแมรี่เกี้ยวพาราสี (จีบ) สามีของเนลลี่อย่างเปิดเผย  เราแทบจะไม่ __________ เชื่อสายตาของเราเลย)

(a) could    (สามารถ)

(b) couldn’t

(c) can(สามารถ)

(d) can’t

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Could hardly” =  “แทบจะไม่สามารถ”  และเราไม่สามารถใช้    “Couldn’t”  กับ  “Hardly” (แทบจะไม่)  ซึ่งอยู่ในรูปปฏิเสธ  เนื่องจากจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ  (Double negative)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคย่อยเป็น  “When we see Mary……………husband”  จะต้องเปลี่ยนประโยคใหญ่เป็น  “We can hardly……….......…….eyes)   เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกัน

 

2. I _______________________________________________ your salary if you work harder.

(ผม _________________________________ เงินเดือนของคุณ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น)

(a) raise

(b) will raise    (จะเพิ่ม, จะขึ้น)

(c) rose    (ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลอยขึ้น, ผุดขึ้น, สูงขึ้น, เพิ่มขึ้น, ฟูขึ้น)

(d) have raised

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   (If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1)  {ใน  “If clause”  หรืออนุประโยคใช้  “Present simple tense”  คือ  “Subject + Verb 1”  ส่วนใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่  ใช้  “Future tense”  คือ  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”}  กล่าวคือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  (อนุประโยค)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  (คือ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น  ผมก็จะขึ้นเงินเดือนให้คุณ)  และ  {“Raise,  Raised,  Raised”  =  ยก, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ทำให้สูงขึ้น, เพิ่ม, ขึ้น (เงินเดือน), เพาะปลูก, เลี้ยง (สัตว์)  -  ต้องตามด้วยกรรม ส่วน  {“Rise  Rose  Risen”  =  (ดวงอาทิตย์, ราคา) ขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น  -  ไม่ต้องตามด้วยกรรม}

 

3. I cannot go to your party _______________________________ a previous engagement.

(ผมไม่สามารถไปงานเลี้ยงของคุณ_______________________ (มี) การนัดหมายก่อนหน้า)

(a) for

(b) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)

(c) on account of    (เนื่องมาจาก)

(d) in spite of    (ทั้งๆที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   คำในทั้ง    ข้อข้างบนเป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังประโยคข้างล่าง

  • He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ มีการศึกษาที่ต้องเสียค่าเรียนราคาแพง)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

  • She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

4. Your husband doesn’t believe that you are older than _____________________________.

(สามีของคุณไม่เชื่อว่า  คุณแก่กว่า ________________________________________)

(a) I    (ผม{= I am (old)}

(b) me

(c) mine

(d) us

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้  “I”  เนื่องจากเป็น  “Subject”  ของกริยา  “am”  เหมือนกับ  “You are older”  แต่ถ้าเป็นกรรมของกริยา  ก็ต้องใช้  “Pronoun”  ในรูป  “Object”  เช่น

  • He loves his mother more than he loves her (his girlfriend).

(เขารักแม่ของเขามากกว่าเขารักเธอ)  (แฟน)  (ต้องใช้  “Her” เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Love”)

 

5. Susan told me that she felt ___________________________________ about the incident.

(ซูซานบอกผมว่า  เธอรู้สึก __________________________________ เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น)

(a) badly

(b) bad    (ไม่ดี)

(c) more bad

(d) most bad

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I __________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about………........…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ……………......)  และ  “I wonder about………………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ........................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพ เราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                              ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ       แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณ ศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือ  ช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ), Turn  (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

6. This market sells ______________________________________________________ fish.

(ตลาดแห่งนี้ขายปลา _________________________________________________)

(a) lived

(b) live    (ไลฟว)  (มีชีวิต, เป็นๆ,  (รายการ) สด, ซึ่งมีไฟฟ้า,  (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่)  (เป็นคำคุณศัพท์  และต้องใช้ขยายหน้านามเท่านั้น)

(c) alive    (อะ-ไลฟว)  (มีชีวิตอยู่, คงอยู่, กระปรี้กระเปร่า, ร่าเริง, ครึกครื้น, เต็มไปด้วยชีวิตชีวา)    (ขยายหน้าคำนามไม่ได้  ต้องใช้ตามหลัง  “Verb to be)

(d) life    (ชีวิต)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Live”  (ไลฟว)  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “มีชีวิต, เป็นๆ,  (รายการ) สด,  ซึ่งมีไฟฟ้า, (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่, ซึ่งเป็นที่สนใจกันในเวลานี้”   ใช้ขยายหน้าคำนามเท่านั้น  (ไม่ใช้ตามหลัง “Verb to be”)   เช่น

                                               ๑. มีชีวิต, เป็นๆ

  • No people eat live fish.

(ไม่มีผู้ใดกินปลาเป็นๆ)

  • They used live animals in their experiments.

(พวกเขาใช้สัตว์มีชีวิตในการทดลอง)

                                               ๒. (รายการ) สด

  • This is a live program.

(นี่เป็นรายการสด)

  • There was a live broadcast for the football match.

(มีการถ่ายทอดสดสำหรับการแข่งขันฟุตบอล)

                                                ๓. (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่, ยังทำงานอยู่

  • It is a live bomb.

(มันเป็นระเบิดที่ยังทำงานอยู่  -  มีฤทธิ์อยู่)

                                                ๔. ซึ่งมีไฟฟ้า

  • This wire is live(ในกรณีนี้  วาง  “Live” หลัง  “Is” ได้)

(ลวดเส้นนี้มีไฟฟ้า)

  • Live wires are dangerous.

(เส้นลวดที่มีไฟฟ้ามีอันตราย)

                                                ๕. ซึ่งเป็นที่สนใจกันในเวลานี้

  • This is a live topic.

(นี่เป็นหัวข้อที่คนสนใจกันอยู่ในเวลานี้)

                                                สำหรับ  “Alive”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ที่ต้องวางไว้หลัง  “Verb to be”  หรือ   “Verb”  อื่นๆ เท่านั้น  เช่น

  • These crabs are alive.

(ปูพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่)

  • They came back from the war alive.

(พวกเขากลับมาจากสงครามโดยยังมีชีวิต)

 

7. There is no need _____________________________________________ all to study slang.

(ไม่มีความจำเป็น ___________________ เลย  ที่จะศึกษาสแลง)  (คือ  ภาษาตลาด หรือ ภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนหรืออาชีพ)

(a) for

(b) at    (ใดๆ)

(c) to

(d) in

ตอบ    -    ข้อ   (b)   “At all”    มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  หมายถึง   “ไม่.......................เลย”,  “ไม่...........................สักนิด”,   “ไม่..........................โดยสิ้นเชิง”  เช่น    ในประโยค 

  • I don’t like this movie at all.

(ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว)

  • There was no use at all to apologize after you had made such a big mistake.

(ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดที่จะมาขอโทษ  หลังจากคุณได้ทำความผิดอย่างใหญ่โตเช่นนั้น)

  • She does not love him at all.

(เธอไม่ได้รักเขาแต่อย่างใดเลย)

                                   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนัง สือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

8. Do you find __________________________________________ difficult to study German?

(คุณพบว่า _____________________________________ ยากที่จะศึกษาภาษาเยอรมันไหม)

(a) any

(b) yourself

(c) it    (มัน)

(d) (No word is needed.)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

  • We find it hard to believe what he said.

(เราพบว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

  • I found it impossible to win the first price in lottery.

(ผมพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ )

  • She finds it necessary to get a job before getting married.

(เธอพบว่าจำเป็นที่จะต้องได้งานทำก่อนแต่งงาน)

  • They found it unbelievable to see a UFO flying close to their home.

(เขาพบว่าแทบไม่น่าเชื่อที่ได้เห็นจานผีบินอยู่ใกล้บ้านของพวกเขา)

 

9. I’m not used ____________________________________________ to in that impolite way.

(ผมไม่คุ้นเคยกับการ _______________________________ ด้วยในแบบที่ไม่สุภาพเช่นนั้น)

(a) to speak

(b) to be spoken

(c) to being spoken    (ถูกพูดคุยด้วย)

(d) to be speaking

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Be used to”   หรือ   “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นรูป  “Active voice”  (ประธานของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา)   แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Be + Verb 3)  เนื่องจากประธานฯ เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพูดคุยด้วย)   ดังนั้น  เมื่อ  “Gerund” (Verb + ing)  และ  “Passive voice” (Be + Verb 3)   มารวมกัน   จะได้โครงสร้างดังนี้  คือ  “Being + Verb 3”   กล่าวคือ  ได้มาจาก   “Get used to + Verb ing” + “Be + Verb 3”  โดยเอาตัวหลังของคำหน้า  +  ตัวหน้าของคำหลัง  ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็น  “Get used to + Being + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She is (gets) used speaking to her neighbors.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการพูดคุยกับเพื่อนบ้าน)  (เป็น Active voice  เพราะเธอเป็นผู้พูด – ผู้กระทำ)

  • She is not (does not get) used to being spoken to in that rude manner.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกพูดคุยด้วย  ในกริยาท่าทาง (ของผู้พูด) ที่หยาบคายเช่นนั้น)  (เป็น  Passive voice  เพราะเธอเป็นผู้ถูกพูดด้วย – ผู้ถูกกระทำ)

                                         สำหรับตัวอย่างของ  “Be (get) used to”  แบบ  “Passive voice”  เช่น

  • The students are not used to being assigned so much work.

(นักเรียนไม่คุ้นเคยกับการถูกมอบหมายงานให้ทำในปริมาณมาก)

  • We do not get used to being told to get up so early.

(เราไม่คุ้นเคยกับการถูกบอกให้ตื่นนอนแต่เช้ามากๆ)

  • She is not used to being invited to a party filled with so many celebrities.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกเชื้อเชิญไปงานเลี้ยง  ที่เต็มไปด้วยคนมีชื่อเสียงจำนวนมากมาย)

 

10. My brother has a box in which he keeps his ____________________________________.

(น้องชายของผมมีกล่อง ใบ ซึ่งเขาเก็บ ________________________________ ของเขาไว้)

(a) save    (ประหยัด, ออมเงิน) (เป็นคำกริยา)

(b) safe    (ปลอดภัย, ไม่เสียหาย, มั่นคง, แน่นหนา) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving    (การประหยัด, การอดออม, การลดค่าใช้จ่าย) (เป็นคำนาม)

(d) savings    (เงินที่เก็บออมไว้, เงินสะสม) (เป็นคำนาม)

 

11. Travelling by air is not cheap.  ____________________________________ is it enjoyable.

(การเดินทางโดยทางอากาศไม่ได้ราคาถูก ____________________________ สนุกสนานด้วย)

(a) Also

(b) And

(c) Either

(d) Neither   (และไม่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ใช้   “Neither”  หรือ   “Nor”   เพื่อแสดงการคล้อยตามในประโยคปฏิเสธ

                                         สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • A sneeze cannot be performed voluntarily, neither (nor) can it be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ  และมันไม่สามารถถูกระงับได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน)

                                       เนื่องจากการใช้คำ  Neither   หรือ   Nor   ที่หมายความว่า  “ไม่......................ด้วย  เช่นเดียวกัน”  ทั้ง   คำ   เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยค  มีรูปแบบการใช้ดังนี้   คือ

  • Nor (Neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้  (ช่องที่ ไม่มี  “To” )  หรือ
  • Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น  ในประโยค
  • He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

  • He doesn’t like cats and nor (neither) do I.
  • She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

  • They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

  • She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

  • They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

 

12. It was very careless of ______________________________ to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของ _______________________ ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

(a) she

(b) her   (เธอ)

(c) hers

(d) herself

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง..........................เหลือเกิน  ที่...........................”  เช่น

  • It is very kind of you to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

13. She has full authority to do whatever she likes; nobody dares to make any __________ at all.

(เธอมีอำนาจเต็มที่ที่จะทำอะไรก็ตามที่เธอชอบ  ไม่มีใครกล้าทำ _________________ ใดๆทั้งสิ้น)

(a) approval    (การเห็นชอบ, การเห็นด้วย, การอนุมัติ)

(b) proposal    (การเสนอ, ข้อเสนอ, การขอแต่งงาน)

(c) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

(d) nomination    (การเสนอชื่อ)

 

14. Two plane crashes on the same day caused a lot of ______________________________.

(เครื่องบินตก    ครั้งในวันเดียวกัน  ก่อให้เกิด _________________________ อย่างมากมาย)

(a) leisure    (ลี้-เช่อะ หรือ เล้ช-เช่อะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

(b) melody    (เสียงดนตรีที่ไพเราะ, ทำนองเพลง, บทกวีสำหรับร้องเป็นเพลง)

(c) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจ-ปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบปลื้ม-เคลิบเคลิ้ม-ปิติสุข)

(d) damage    (ความเสียหาย, การทำให้เสียหาย หรือได้รับอันตราย)

 

15. His thesis was ______________________________________ because of its poor quality.

(วิทยานิพนธ์ของเขาถูก ___________________________ เนื่องมาจากคุณภาพที่เลวของมัน)

(a) confirmed    (ยืนยัน, รับรอง, ทำให้แข็งแรงหรือแน่นแฟ้นขึ้น)

(b) rejected    (ปฏิเสธ, บอกปัด, ไม่ยอมรับ, ทิ้ง, ละทิ้ง)

(c) cancelled    (ยกเลิก)

(d) aspired    (ใฝ่ฝัน, ปรารถนา, อยากได้)

 

16. You needn’t go home early, ________________________________________________?

(คุณไม่จำเป็นต้องกลับบ้านแต่หัวค่ำ ________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) need you   (ใช่ไหม)

(d) needn’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Need”  เมื่อหมายความถึง  “จำเป็น”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  (Modal verb)  เหมือนกับ  “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, Ought to”  ดังนั้น   เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงใช้  “Not”   ตามหลังคำกริยาเหล่านี้ได้เลย  ไม่จำเป็นต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเหมือนกับกริยาทั่วๆไป  และเมื่อจะทำเป็นรูปบอกเล่า  ก็เอากริยาพวกนี้มาไว้ในส่วน  “Tag”  ได้เลยเช่นกัน

 

17. The work is going to be _______________________________________ than I expected.

(งานนี้จะ __________________________________________ ที่ผมคาดการณ์เอาไว้)

(a) much difficult

(b) difficult more

(c) difficulter    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) more difficult   (ยากกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   และเพราะว่า   “Difficult”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More”  นำหน้า  ไม่ใช้  “Difficulter”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • It takes ________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา __________ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer   (ยาวนาน...............................มากกว่า)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “Than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  “ขั้นกว่า”  เช่น  “Bigger than”,  “Smaller than”,  “Older than”,  “Younger than”  (คือ  เมื่อเป็นคำพยางค์สั้น  ให้เติม “Er” ข้างท้ายคำแต่ในกรณีเป็นคำพยางค์ยาว  ให้ใช้  “More”  นำหน้าคำนั้นๆ   เช่น  “More expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “More spacious than” (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น  แต่สำหรับในประโยคข้างบน   มีข้อความมาคั่นระหว่าง  “Longer” และ  “Than”  คือ  “Time to cross the Pacific Ocean”  ทำให้ประโยคดูมีความซับซ้อนมากขึ้น  ดูตัวอย่างการเปรียบเทียบโดยใช้คำพยางค์ยาว  จากประโยคข้างล่าง

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

 (เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

18. I have __________________________________________ to know how she is getting on.

(ผม __________ จะรู้ (โดยเสมอมา) ว่าเธอประสบความสำเร็จกับงานที่กำลังทำ (หรือหน้าที่ๆรับผิดชอบ)  อย่างไรบ้าง)  (ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ)

(a) long

(b) longed   (ปรารถนา,  อยาก,  ใคร่จะ)

(c) longly

(d) longing

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา  และใช้ในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (กริยา ช่องที่ และ ของ  “Long”  คือ  “Longed”)

 

19. What ______________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ___________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard   (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard” (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า  ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้   “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

20. Although ________ that smoking can cause cancer, a good many people continue to smoke.

(แม้ว่า _______ ว่า  การสูบบุหรี่สามารถก่อให้เกิดมะเร็ง, ผู้คนเป็นจำนวนมากยังคงสูบบุหรี่ต่อไป)

(a) it knows

(b) it is known    (มันเป็นที่รู้กัน)

(c) it is knowing

(d) we are known

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (It + Is (Was) + Known + That + Subject + Verb)  หรืออาจตอบ  “we know”  ก็ได้,  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง    “It + Is (Was) + Known (Verb 3)  + That + Subject + Verb”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • It is known that tortoises live longer than any other animal.

(มันเป็นที่รู้กันว่า  เต่ามีอายุยืนยาวกว่าสัตว์ชนิดอื่นใด)

  • It is believed that men don’t live alone in the universe.

(มันถูกเชื่อว่า  มนุษย์มิได้อยู่ตามลำพังในจักรวาล)  (คือ  มีมนุษย์อยู่ในดาวอื่นๆ ด้วย)

  • It was thought that the earth was flat a long time ago.

(มันถูกคิดว่า  โลกแบนเมื่อนานมาแล้ว)

  • It is found that spring is the most favorite season in Europe.

(มันถูกพบว่า  ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่โปรดปรานที่สุดในยุโรป)

  • It is estimated that next year’s global economic growth will be less than 5 percent.

(มันถูกประมาณการว่า  ความเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะต่ำกว่า    เปอร์เซ็นต์)

  • It is hoped that Thailand’s political situation would be better next year.

(มันถูกหวังว่า  สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยจะดีขึ้นในปีหน้า)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป