หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 436)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _______________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(___________________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of   (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เพราะถูกหลักไวยากรณ์  และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

  • Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมา  แทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

  • The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบ ดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                                            สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Nobody has come to see us since we ______________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ____________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since” (ตั้งแต่)  จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอสำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนาม  หรือวลี  หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้  เช่น

  • He has read since the morning.   (Since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m.   (Since + วลี)

{เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว}  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (Since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.   (Since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.   (Since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)  (Since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.   (Since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.   (Since + ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

2. A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

    B: “________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(________________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค (หรือไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่      จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

  • Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัย  เพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “Determine”  เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ......................เพื่อ.......................)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                             ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  ที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  ว่าประธานฯ  ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา,  คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

                                         ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to”  (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง  “เพื่อที่จะ............................”  หรืออาจใช้  “In order to”  หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + Verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

                                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้  เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must………….........…….….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

3. A: “How often do you go to the movies?”

(คุณไปดูหนังบ่อยเพียงใด)

    B: “___________________________________________________________.

(a) Hardly never    (ต้องใช้  “Hardly ever” (แทบจะไม่เคยเลย) เพราะ “Hardly =  แทบจะไม่”  เป็น “Negative”  อยู่แล้ว  ไม่สามารถใช้กับ  “Never”  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ)

(b) Only once a month    (เพียงเดือนละครั้ง)

(c) Well enough    (ดีเพียงพอ)

(d) Once and for all    (ครั้งเดียวและตลอดไป)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับ  “Once an for all”  ใช้ดังนี้  คือ

                                               ๑. ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย  เช่น

  • Let me say, for once and for all, you must not go to the party on Sunday.

(ผมขอบอกนะ  ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายเลย  คุณต้องไม่ไปงานเลี้ยงวันอาทิตย์)

                                              ๒. อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย  เช่น

  • For once and for all, I will not go swimming with you.

(แน่นอนเลย  ผมจะไม่ไปว่ายน้ำกับคุณ)

                                              ๓. อย่างถาวร  เช่น

  • The repair will end the leak once and for all.

(การซ่อมจะยุติการรั่วไหล – ของท่อประปา – อย่างถาวร)

  • The President decided that an air strike would destroy the enemy and terminate the war once and for all.

(ท่านประธานาธิบดีตัดสินใจว่า  การโจมตีทางอากาศจะทำลายข้าศึกและยุติสงครามอย่างถาวร)

 

4. You lost all your money, didn’t you?  You _______________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ _____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried    (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =  “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”  ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้วและสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น  หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”  (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง    แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t ______________________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_____________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ......................... ........... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร __________________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

(c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ.............................ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ................................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                                    ตัวอย่างที่  ๓

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ __________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   เช่นประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (= should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                            จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้ว, คงได้ทำลงไปแล้ว)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  ๔

  • What terrible coffee!  She _________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _____________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1”  =   “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =   “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาด้วยความมั่นใจ  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้  หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (เป็นอดีต)  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว)  (เป็นอดีต)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

5. Last night nobody __________________________________________________ till late.

(เมื่อคืนที่แล้ว  ไม่มีใคร ___________________________________ จนกระทั่งดึกดื่น)

(a) got at home

(b) got to home

(c) got the house

(d) got home    (กลับบ้าน, กลับถึงบ้าน)

 

6. The trees here are the largest and the flowers the most gigantic that I ________________.

(ต้นไม้ที่นี่ใหญ่ที่สุด  และดอกไม้ใหญ่ที่สุด ที่ผม ______________________________)

(a) had ever seen    (เคยเห็น)

(b) ever saw

(c) have ever seen    (เคยเห็นมา)

(d) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้“Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  โดยสังเกตจาก  “Ever”,  “Never”  (แต่ในกรณีที่ประโยคใหญ่  เป็น  “The trees here were the ………....…..…..”   ในประโยคย่อย  ต้องเป็น “………........……that I had ever seen”)  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

(แต่ใช้  “He was one of the best students I had ever talked to.)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

7. More and more people from ___________________________ areas are moving into cities.

(ผู้คนจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นจากพื้นที่ _____________ กำลังอพยพ-เคลื่อนย้ายเข้าสู่เมือง)

(a) urban    (ที่เป็นเมือง, อาศัยอยู่ในเมือง, เกี่ยวกับเมือง, มีลักษณะของเมือง)

(b) extensive    (กว้างขวาง, กว้างใหญ่, แผ่ขยายออกไป)

(c) neutral    (เป็นกลาง, วางตัวเป็นกลาง, ไม่เข้าข้างใด, ไร้สี, สีเทา, ไม่มีลักษณะ เฉพาะ)

(d) rural    (ชนบท, บ้านนอก)

 

8. We should take ____________________________________________ against accidents.

(เราควรดำเนินการ ______________________________________ เพื่อต้านอุบัติเหตุ)

(a) demonstrations    (การสาธิต, การทดลองให้เห็น, การพิสูจน์, การเดินขบวน)

(b) indications    (การบ่งชี้, การชี้บอก, สิ่งที่บอก, เครื่องหมายแสดง, อาการของโรค)

(c) precautions    (การระวังล่วงหน้า, มาตรการป้องกันล่วงหน้า, การระวังหรือป้องกันไว้ก่อน)

(d) inclinations    (ความโน้มเอียง, แนวโน้ม, การเบี่ยงเบน, ผิวหน้าที่เอียงลาด)

 

9. They _________________ his daughter and demanded a $400,000 ransom for her release.

(พวกนั้น _____ ลูกสาวของเขา  และเรียกร้องเงินค่าไถ่  ๔๐๐,๐๐๐  เหรียญ  เพื่อการปล่อยตัวเธอ)

(a) hijacked    (จี้เครื่องบิน-เรือ-รถ ให้ไปยังจุดหมายที่ต้องการ, ปล้น, บีบบังคับ, หลอกลวง)

(b) assassinated    (ลอบสังหาร)

(c) embraced    (โอบกอด, กอดรัด)

(d) kidnapped    (ลักพาตัว)

 

10. _________________________________________ were sold before the end of the month.

(_______________________________________________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products

(b) Much of the products

(c) Many of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้   “Many”   กับคำนามนับได้   พหูพจน์  (Products)   ส่วน   “A large amount, Much, A great deal”   ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้   (และเป็นเอกพจน์เสมอ)

 

11. Fog has always been _________________________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย _____________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  ในโครงสร้าง    “One of the + Adjective  (ขั้นสูงสุด)  + Noun  (พหูพจน์)” 

 

12. Because Mr. Thomson worked only a month, the personnel director would not write a recommendation for him even if he ___________.

(เพราะว่ามิสเตอร์ธอมสันทำงาน (กับบริษัท) แค่เพียงเดือนเดียว   ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลจะไม่เขียนหนังสือรับรองให้เขา   ถึงแม้ว่าเขา___________)

(a) could ask

(b) asks

(c) asked    (ร้องขอ)

(d) will ask

ตอบ   –   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นกริยาในประโยคย่อย  (Even if he asked)  จึงต้องใช้  “Tense”   ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่   (Would not write)

 

13. The physician considers going to bed early to be more sensible ___________________.

(แพทย์เห็นว่าการเข้านอนแต่หัวค่ำ  ฉลาดกว่า _______________________________)

(a) than stay up late

(b) than to stay up late

(c) than staying up lately

(d) than staying up late    (การตื่นอยู่จนดึก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  คือ  “Going to bed”  และ“Staying up late”  คือใช้รูป   Gerund  (Verb + ing)  ทั้ง     ข้อความ  โดยถือว่าตามหลังกริยา  “Consider”  จะต้องเป็นคำนาม  หรือ  “Verb + ing”,  สำหรับ  “Lately”  หมายถึง   “หมู่นี้, เมื่อเร็วๆ มานี้”,   ส่วน  “Late”  เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์   (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  หมายถึง   “ดึก หรือ สาย

 

14. __________ with the answer from the management, the workers threatened to go on strike.

(__________________________ กับคำตอบจากฝ่ายบริหาร   คนงานขู่ที่จะนัดหยุดงานต่อไป)

(a) Disappointing    (น่าผิดหวัง)

(b) Disappointed    (รู้สึกผิดหวัง)

(c) Being disappointing

(d) Having disappointed    (ทำให้ผิดหวัง)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                                    ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่    (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ, เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(__________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆ ส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่     (แสดง “Passive voice)

                                                     ในกรณีใช้กริยา  “Verb + ing”  (Present participle)  ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   ก็เพื่อจะบอกว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  ดังประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ ๓

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่น เต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี  “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  วลีที่ขยายประธาน คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งบ่งชี้ว่าประธานฯ  จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้   ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes”  (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (The travelers were attracted by the scenes) 

                                                        ตัวอย่างที่  

  • ____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(______________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร,  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้)  (ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประ หลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่า  ปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                                กล่าวโดยสรุป  คือ  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)  เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                 สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

15. She forgot to ___________________________ us ______________________________.

(เธอลืมที่จะ ______________________________________________________ เรา)

(a) drop ______________ a letter

(b) drop ______________ a line    (เขียนจดหมาย ..................................... ถึง)

(c) drop ______________ by

(d) drop ______________ out

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Drop someone a line   หรือ  a few lines”  =   “เขียนจดหมาย  หรือ โน้ต ถึงผู้นั้น”   Line (s)  ในที่นี้  หมายถึง  “บรรทัดของหนังสือ

 

16. The price they asked for the car was ___________, so we bought it without much thought.

(ราคาที่พวกเขาเรียกร้องสำหรับรถยนต์คันนั้น ___________,  ดังนั้น  เราเลยซื้อมันโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก)

(a) reason    (เหตุผล)

(b) reasoning    (การให้เหตุผล)

(c) reasonable    (สมเหตุสมผล, พอสมควร, ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป)

(d) reasonably    (อย่างสมเหตุสมผล)

ตอบ   –   ข้อ  (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และอยู่หลัง  “Verb to be”  (was)  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

 

17. Day follows night and night follows day.  This sequence is _________; it is certain to happen.

(จากวันเป็นคืน  และคืนเป็นวัน  ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ นี้ _______ มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน)

(a) inevitable    (ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้, ไม่อาจหลีกเลี่ยง)

(b) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(c) sufficient    (พอเพียง)

(d) abnormal    (ผิดปกติ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   โดยพิจารณาจากข้อความ  It is certain to happen”  (มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน)

      

18. Do you believe ______________________________________________________ God?

(คุณศรัทธา-เชื่อมั่น _______________________________________ พระเจ้าหรือไม่)

(a) on

(b) about

(c) of

(d) in    (ใน)

 

19. Special troops will be garrisoned all along the coast to __________ for enemy airplanes.

(กองทหารพิเศษจะถูกส่งเข้าประจำการตามแนวชายฝั่งทั้งหมด  เพื่อ __________ เครื่องบินของข้าศึก)

(a) watch up

(b) watch on

(c) watch out    (เฝ้าระวัง, ระมัดระวัง)

(d) watch at    (จ้องมอง)

 

20. __________________________ has succeeded in life and become rich before he is fifty.

(___________________________ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  และร่ำรวยก่อนอายุ  ๕๐ ปี)

(a) A many poor boy

(b) Many a poor boy    (เด็กยากจนจำนวนมาก)

(c) A many poor boys 

(d) Many poor boy

(e) Many poor boys

(f) Many a poor boys

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Many a poor boy”  =  “Many poor boys” (เด็กยากจนจำนวนมาก)  แต่ใช้กับโครงสร้างต่างกัน  ดังนี้

  • Many a wise student has got a scholarship.
  • Many wise students have got a scholarship.

(ทั้ง ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  คือ  “นักเรียนที่ฉลาดจำนวนมากได้รับทุนการศึกษา”)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป