หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 430)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I am very sorry that you have ________________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ  “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่      จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

{ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่ง ตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน}

ตอบ   -   ข้อ     แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก  “No”  ใช้นำหน้าคำนาม (woman)  ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า  “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them. 

(= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  ( ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  คน ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  “Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้   โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                                 นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้  “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                                ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ), “No Fishing” (ห้ามตกปลา),  “No Parking” (ห้ามจอดรถ),  “No Smoking(ห้ามสูบบุหรี่)

                                      สำหรับตัวอย่างของ  “No”  และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง  จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย    คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป)  (คือ  โกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

{มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)}  (คือ  เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป)  (คือ  ไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย)  (อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์  เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                                สำหรับ  “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ  คือ ไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือ  ดี)  ทั้ง    คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football matc

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

2. Peter, Bill and I asked the boatman if he would help _______________________________.

(ปีเตอร์, บิล, และผม  ถามคนพาย-แจวเรือว่า  เขาจะช่วย ______________________ หรือไม่)

(a) theirs

(b) ourselves

(c) to us

(d) us    (เรา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมี   “I”  รวมอยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “We” (เรา)  แต่เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Help”  จึงต้องใช้สรรพนามในรูปกรรม  คือ  “Us

 

3. ______________________ the summer holidays we hope to swim, fish and do some sailing.

(____________________ วันหยุดหน้าร้อน  เราหวังจะได้ว่ายน้ำ,  ตกปลา,  และแล่นเรือ-ขับเรือ)

(a) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วย  “Subject + Verb”)

(b) When    (เมื่อ)  (ตามด้วย  “Subject + Verb”)

(c) During    (ระหว่าง  -  ใช้กับเรื่องเวลา)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Between    (ระหว่าง)  (ใช้กับคนหรือสิ่งของ  ๒  สิ่ง)

 

4. I wonder ___________________________________________ we can arrive there in time.

(ผมประหลาดใจว่า  เราสามารถไปถึงที่นั่นทันเวลา _________________________________)

(a) that

(b) why

(c) whether    (หรือไม่)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech” (ถามตรง)  ที่ว่า  “Can we arrive there in time?”  และเมื่อขึ้นต้นประโยคคำถามด้วยกริยาพิเศษ  (Is, Am, Are, Was, Were, Do, Does, Did, Has, Have, Had, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech” (ถามอ้อม)  จะต้องใช้  “Whether” (หรือ ไม่)  หรือ  “If” (หรือไม่)  เชื่อมระหว่างประโยคใหญ่  (ประโยคกล่าวรายงาน)  (ในข้อนี้ คือ   “I wonder”)  และประโยคย่อย  (ประโยคถูกกล่าวรายงาน)  (ในข้อนี้  คือ “We can arrive there in time.”)  เสมอ   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Mary does not know __________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า_____________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • He asked me ______________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว _________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)   หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ  “Reported speech” (I was hungry)   ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student?   (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis?   (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?   (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?   (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                                 ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said(that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                                 สำหรับในกรณีที่  ประโยค “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…................….to find that where it is hiding”

                                                      ตัวอย่างที่        จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก  มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find ……..........….….”จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “where it is……….............…..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน (where is it)  เหมือนเช่นในประโยคคำถามตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

5. When I said that I wished I ___________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม___________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต   ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish I ___________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ______________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้   “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)   และในกรณีที่เป็น   “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                                                          ตัวอย่างที่  ๒

  • I wish you ___________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish I ______________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม __________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were   (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb” แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก   คือ

                                             ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb  ในอนุประโยคเป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                            ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

{เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)(แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

{เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)}  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                             ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”,  “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                            ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                            ๕. อีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  “Wish + กรรม + Noun”  มีความ หมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year.

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

6. On enough logical reasons, the fewer seeds, _____________________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย _______________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอก พจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”  เป็นนามนับได้  พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง............................. ก็ยิ่ง................................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, _______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                                         ตัวอย่างที่  ๒

  • The older he grows, __________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                        ตัวอย่างที่      (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...................ก็ยิ่ง.......................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

7. Let us ____________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ____________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • I __________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม __________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about…….........……”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ.......................) และ  “I wonder about…..….......……” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ.........................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                                 ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ______________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ________________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำ  กริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือ  ช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่   Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ), turn  (กลายเป็น), จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

8. I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่า  ผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “What I really want”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be” (Is)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Tell me _________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”   เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า)  ด้วย  “Question words”  (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี   “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                                 ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                                 ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                                 ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                                 ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป  ๒ - ๓  ชั่วโมง)

                                                 ๕.  ใช้แทนคำนาม (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ    เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน(“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “that  (หรือ which)  he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น   “that (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ  –  จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน  หรือ  กรรม  แต่ถ้าเป็น  “Adjective clause”  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause)

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “Which (That)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “Me”  เป็นกรรมรอง)

 

9. ____________________________________, everybody wants to live in better conditions.

(_____________________________________,  ทุกคนต้องการดำรงชีวิตในสภาพที่ดีขึ้น)

(a) Natural    (โดยธรรมชาติ, เกี่ยวกับธรรมชาติ, เหมือนธรรมชาติ, ธรรมดา, ตามธรรมดา, โดยกำเนิด)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) Naturally    (โดยธรรมชาติ, ตามธรรมดา)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) Nature    (ธรรมชาติ, สันดาน, นิสัย, ลักษณะ, ชนิด, วัตถุ, กฎหรือหลักของธรรมชาติ)  (เป็นคำนาม)

(d) Being natural

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้กริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายข้อความทั้งประโยค

 

10. She speaks English ______________, and her pronunciation is very _______________.

(เธอพูดภาษาอังกฤษ ______________ และการออกเสียงของเธอ ________________ มาก)

(a) fluent ________________ good

(b) fluently ________________ well

(c) fluently _______________ good    (อย่างคล่องแคล่ว .................................... ดี)

(d) fluent ________________ well

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้กริยาวิเศษณ์  “Fluently”   เนื่องจากขยายกริยา  (Speaks)   และใช้คำคุณศัพท์  “Good”   เนื่องจากขยาย   “Verb to be”  (Is)

 

11. Harvard, _________ in 1636, is one of the most prestigious universities in the United States.

(ฮาร์วาร์ด, _________ ในปี  ๑๖๓๖,  เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสหรัฐ)

(a) founding

(b) it was founded

(c) founded    (ถูกก่อตั้ง, ถูกสร้าง)

(d) found    (ถูกค้นพบ, ถูกค้นหา, ถูกเจอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Found, Founded, Founded”  =  “ก่อตั้ง, สร้าง, สถาปนา, วางรากฐาน”   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………........….., which was founded in 1636”  ส่วน  “Find, Found, Found”  =   “พบ, ค้น, ค้นพบ, ค้นหา, เจอ

 

12. One of my friends told me _________________________________ that English course.

(เพื่อนของผมคนหนึ่งบอกผม ____________________________ หลักสูตรภาษาอังกฤษนั้น)

(a) to not choose

(b) not to choose    (ไม่ให้เลือก)  (ไม่ให้ลงทะเบียนเรียน)

(c) to choose not

(d) didn’t choose

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มาจากโครงสร้าง   “Subject + Tell + Someone + To do (Not to do) + Something”   (ประธานฯ  บอกกรรมให้ทำ (ไม่ให้ทำ) อะไร)  เช่น

  • His teacher told him to work harder.

(ครูของเขาบอกเขาให้ขยันมากขึ้น)

  • She told her children not to make a loud noise.

(เธอบอกลูกๆไม่ให้ส่งเสียงดัง)

 

13. _______________________________________________ is better, my drawing or Jim’s?

(_______________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ    –     ข้อ    (b)   ต้องเอา   “Question words”   (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (Do, Does, Did)   เสมอ   เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม   เนื่องจาก  “Question words”  เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค   (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือกรรมของ  “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which”  เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”   คือ เป็นกริยาวิเศษณ์   “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ เป็น  “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

 (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือเป็น  “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)  (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)  (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                                              แต่ในกรณีที่   “Question words”   เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ  เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   มาช่วยสร้างประโยค  แต่ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”   เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา   “Contributed)

(อย่าใช้    “Who did contribute most to…………….............…….…?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้   “What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา   “impresses)

(อย่าใช้   “Which does impress you more, ……………..................……?” )

แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้   “Verb to do”   ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา   “Like)

 

14. I prefer reading to ___________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า _______________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”   ทั้งนี้   “Prefer”  สามารถตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)   ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น  ประโยคข้างบน  อาจใช้อีกอย่างหนึ่ง   คือ

  • I prefer to read to to write.  

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้   เนื่องจากมี “To” ถึง    ตัว)

                                                กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ   “Gerund” (V. + ing)   แล้วความหมายเหมือนกัน ได้แก่   “Begin, Start,  Continue  (ทำต่อไป),  Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด),  Love,  Hate  (เกลียด),  Propose  (เสนอ),  Prefer  (ชอบมากกว่า),  Help,  Intend  (ตั้งใจ), Fear,  Attempt  (พยายาม),  Bear  (ทน)”   เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

15. It is a pity we can’t see ourselves as others see __________________________________.

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น ______________)

(a) us    (เรา)

(b) ourselves    (ตัวของเราเอง)

(c) themselves    (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours    (ของเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้   “Pronoun”  ในรูปกรรม  (เหมือนกับ  “me, you, them, him, her, it, us”)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “See”  เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป   “Reflexive pronoun”  (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves)  มีที่ใช้ดังนี้   คือ

                                                 ๑.  ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง  มิมีผู้ใดช่วย  เช่น

  • He did it himself.

(เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

  • She tries to solve the problem herself.

(เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง – ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

                                                . ใช้เป็นกรรมของกริยาหรือ   “Preposition”  เพื่ออ้างถึงบุคคล  หรือสัตว์  หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้  เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน  หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว   เช่น

  • Tom himself became the manager of the company.

(ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

  • I’ve just talked with David himself.

(ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

  • It was easy for a clever young man like himself (หรือhim) to make a good living.

(มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา  ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม  –  ดีงาม)

                                                ๓.  ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง  คือ  ทำกับตัวเอง  หรือทำให้กับตัวเอง   เช่น

  • He killed himself with a bullet in the head.

(เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน นัดในหัว)

  • She bought herself a gold watch.

(เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

  • James introduced himself to his new neighbor.

(เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

  • He poured himself a whisky.

(เขารินวิสกี้ให้ตนเอง แก้ว)

  • He lacks confidence in himself.

(เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

***** ห้ามใช้     I bought herself a gift for her birthday.”  เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง  แต่เป็นคนละคน   ต้องใช้เป็น   “I bought her a gift for her birthday.”  แต่ใช้   “I bought myself a gift for my birthday.”     (ผมซื้อของขวัญให้ตัวเอง..................................)

 

16. Would you please _____________________________________________ sing so loudly?

(คุณจะกรุณา ________________________________________ ร้องเพลงเสียงดังได้ไหม)

(a) no

(b) to not

(c) not to

(d) not    (ไม่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจากหลัง   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, May, Might, Must)  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)  และเมื่อเป็นปฏิเสธ  ให้เอา   “Not” วางไว้ข้างหน้า  “Verb

 

17. A man ____________________________________ came to see you while you were out.

(ผู้ชาย ___________________________________ มาหาคุณในขณะที่คุณออกไปข้างนอก)

(a) has long legs

(b) with long legs who

(c) had long legs

(d) with long legs    (ที่มีขายาว)

ตอบ   –   ข้อ   “d”   อาจใช้รูปแบบอื่นๆ   คือ   “A man who has long legs came to see you……….....……….”   หรือลดรูปอนุประโยคเหลือเพียง   “A man having long legs came to ………....………..”ก็ได้

 

18. I don’t feel like __________________________________________________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก ______________________________________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating    (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)    หรือคำนาม   ได้แก่   avoid (หลีกเลี่ยง), consider (พิจารณา),  suggest (แนะนำ),  enjoy (สนุกสนาน),  finish (ทำเสร็จ),  appreciate  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),allow  (อนุญาต),  permit  (อนุญาต),   postpone  (เลื่อนออกไป),  practice  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  prohibit  (ห้าม),  mind  (รังเกียจ),  deny  (ปฏิเสธ),  resist  (ยับยั้ง, ระงับ),  recall  (นึกได้, ระลึกได้),  resent  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  cannot stand  (ทนไม่ได้),  admit  (ยอมรับ),  delay  (ประวิงเวลา),  confess  (สารภาพ),  imagine  (นึกคิด, จินตนาการ),  cannot help  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  excuse  (ให้อภัย),  forgive  (ให้อภัย),  dislike  (ไม่ชอบ),  miss  (พลาดโอกาส),  discuss  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย),   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

19. I will give you __________________________________________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด ______________________________________ แก่คุณ ในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก –  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์)  (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

 

20. I ___________________________________________________ to Japan several times.

(ผม ___________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ต้องใช้ในรูป   “Present perfect tense”  ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้   โดยเฉพาะ ข้อ  ๓  และ ข้อ  ๕

                                            ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just  =  เพิ่งจะ, Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                             ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                            ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For  =  เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา), Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                            ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  Ever”  “Never”  เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”, “Several times”  =  หลายครั้ง,  “Sometimes”  =  บางที,  “Over and over”  (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time”  =  นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ )   เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                             ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                             ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “this morning, this week, this month, this year”  เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                                               แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                             ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว   ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

  • I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)
  • I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)
  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                                              แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

21. The man ____________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น _______________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be about to”   หมายถึง   “กำลังจะ  หรือ  จวนจะ  หรือ   พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

22. In this much-travelled world, there are still _____________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี ________ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places    (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบ   –   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้   “Many thousands of places”  (สถานที่หลายพันแห่ง)

 

23. Father left a message for __________________________________________________.

(พ่อทิ้งข้อความไว้สำหรับ _______________________________________________)

(a) I and you

(b) you and I

(c) me and you

(d) you and me    (คุณและผม)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากในภาษาอังกฤษ   ให้กล่าวถึงตัวผู้พูดทีหลังสุด  เพราะแสดงถึงความสุภาพ  และเนื่องจากอยู่หลัง   Preposition   “For”    จึงต้องอยู่ในรูป  “กรรม”   คือ  “Me”   สำหรับ   “You”  เป็นทั้ง  “ประธาน” และ “กรรม”   ในตัวเดียวกัน    ในที่นี้ถือว่าอยู่ในรูป   “กรรม”   เปรียบเทียบกับตัวอย่างข้างล่าง

  • Father left a message for her, him and me.

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป