หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 428)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He ___________________________________________ nothing to me about the money.

(เขาไม่ _______________________________________ อะไรกับผมเกี่ยวกับเรื่องเงิน)

(a) told

(b) said    (พูด)

(c) talked

(d) spoke

 

2. The small ant is ___________________________________ intelligent as the big elephant.

(มดตัวเล็กๆก็ขยัน ______________________________________ กันกับช้างตัวใหญ่ๆ)

(a) very

(b) so

(c) as    (เหมือน, เท่า)

(d) such

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “As………......…..as”  (.....................เหมือนกันกับ, .....................เท่ากันกับ)   ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน  “So…….........……as” (...................... เหมือนกันกับ, ..................... เท่ากันกับ)  ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว  เช่น

  • He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)

  • She is not as beautiful as her sister.

 (เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)

  • Jim was not so hard-working as his colleagues.

 (จิมไม่ขยันเท่าๆกับเพื่อนร่วมงาน)

***** (ห้ามใช้)    We are so diligent as our neighbors.

*****  (ต้องใช้)   We are as diligent as our neighbors. 

(เราเพียรพยายามเท่าๆ กับเพื่อนบ้านของเรา)

 

3. What is wrong ___________________________________________________ your car?

(มีอะไรผิดปกติ __________________________________________ รถของคุณหรือ)

(a) to

(b) of

(c) with    (กับ)

(d) in

ตอบ    –    ข้อ   (c)    สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                  คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม)  –  “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวัน หยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),   “familiar”  (คุ้นเคย)  -   “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),   “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ)  (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                                                 กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ   “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรก แซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง), “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

  

4. When I say ‘I never drink’, I mean _____________________________________________.

(เมื่อผมพูดว่า  “ผมไม่ดื่มเหล้าเลย  หรือ  ผมไม่ดื่มเหล้าเป็นอันขาด”  ผมหมายความว่า ___________)

(a) I’ve never drunk    (ผมไม่เคยดื่มเหล้า)

(b) I drink very little    (ผมดื่มเหล้าน้อยมาก)

(c) I do not drink    (ผมไม่ดื่มเหล้า)

(d) I drink only fresh water    (ผมดื่มเฉพาะน้ำจืด)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Never”  หมายถึง   “ไม่เคย, ไม่เลย, ไม่เป็นอันขาด”  อย่างไรก็ตาม  เมื่อจะใช้ในความหมาย   “ไม่เคย”  จะต้องใช้ในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เสมอ  ดังในข้อ  (a)  แต่เมื่อใช้ในความหมาย  “ไม่เลย  หรือ  ไม่เป็นอันขาด”  จะต้องใช้ในรูป   “Present simple tense”   (ดังประโยคในข้อ  )  หรือ   “Past simple tense”   เมื่อหมายถึงในอดีต

                           ​                    การใช้   “Present perfect tense”  กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก   “Ever”,  “Never”   เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

5. What she saw made her ________________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Make + กรรม + Verb 1”  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The headmaster watched his students _____________________________ school.

(ครูใหญ่เฝ้ามองนักเรียนของตน___________________________________ โรงเรียน)

(a) leaving from

(b) to leave from

(c) leave    (เดินทางออกจาก)

(d) left

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Subject + Watch +  กรรม + Verb 1” (Verb 1  =  Infinitive without to)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I felt the house ______________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน ______________________________________________________)

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ได้แก่   Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch  ยกเว้นบางตัว  เช่น  “Feel, Watch, See, Hear”  อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  แต่ความหมายต่างกันเล็กน้อยกับเมื่อใช้   “Infinitive without to”  (Verb 1)   ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds ____________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก ____________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ___________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ _____________________________ ด้วยความปลาบปลื้ม เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests _________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ____________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins ____________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ ___________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us ______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ___________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone _______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน ___________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

(c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch”  ต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Verb 1)  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

6. Please take _____________________________________ your shoes before you come in.

(กรุณาถอดร้องเท้าของคุณ __________________________________ ก่อนเข้ามาข้างใน)

(a) out

(b) away

(c) after

(d) off    (ออก)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   “Take off”   มีความหมายหลายอย่าง  ได้แก่  ถอด  (รองเท้า, หมวก, เสื้อผ้า, แว่นตา)  ออก,  (เครื่องบิน)  บินขึ้น,  ประสบความสำเร็จหรือเป็นที่นิยมอย่างมาก,  เดินทางไป (จากบ้าน) มักในแบบกะทันหันและไม่คาดฝัน,  ลบออกไป (รอยเปื้อน, รอยด่าง),  หักออกหรือลบออกจากจำนวนเต็ม,  พาไปหรือนำไป  (โดยผู้ถูกพาไปมักไม่เต็มใจ),  ยกเลิก (บริการรถไฟ-รถยนต์),  ยกเลิกการแสดง (ละคร)  เป็นต้น

 

7. Tell me the reason _________________________________________ your coming here.

(จงบอกเหตุผล ________________________________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for    (สำหรับ)

(c) in

(d) why

(e) that

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “The reason for” +  “วลี”   ส่วน  “The reason why” +  “ประโยค”  เช่น

  • The reason for her failure in business is not known.

(เหตุผลสำหรับความล้มเหลวของเธอในธุรกิจไม่มีใครทราบ)

  • He gave me the reason for his purchase of a new home.

(เขาให้เหตุผลแก่ผมสำหรับการซื้อบ้านหลังใหม่ของเขา)

  • We don’t know the reason why she did not marry him.

(เราไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมเธอจึงไม่แต่งงานกับเขา)

  • The reason why he failed was his poor health.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงล้มเหลว  ก็คือสุขภาพไม่ดีของเขาเอง)

                                             สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อ เสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                            ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ   “For”  เช่น   “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึก อบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต),  “Apply”  (สมัคร)  -  “She applied for a job in a foreign company.”  (เธอสมัครงานในบริษัทต่างประเทศ),  เป็นต้น

                                             สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

8. She is too excited to say __________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด _______________________________________________)

(a) nothing

(b) something

(c) anything    (สิ่งใดๆก็ตาม)

(d) every thing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any”, “Anything”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I’ve been playing tennis for two hours.  I just can’t play _____________________.

(ผมได้เล่นเทนนิสติดต่อกันมา    ชั่วโมงแล้ว  ผมไม่สามารถเล่น __________________)

(a) yet

(b) already

(c) any more    (ต่อไปอีกแล้ว,  มากกว่านี้อีกแล้ว)

(d) no more    (ใช้ไม่ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  “Can’t”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Any”   จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • We had hardly ___________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _______________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)   หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้   คือ

                                            ๑.  ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ  ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”   (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)   เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                            และเมื่อใช้   “Any”  เป็น   “Pronoun”  คือ  อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้  พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์   เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                           อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any”  ในประโยคบอกเล่าได้   ในกรณีต่อไปนี้

                                                            ๑.๑  มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ”  อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                                            ๑.๒  แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                                             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                            ๒.  ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “........................ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้   “Some”  แทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                            ๓.  ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb”  ขั้นกว่า   เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

9. ___________________________________________ like to go to the seaside in summer.

(____________________________________________ ชอบไปชายทะเลในหน้าร้อน)

(a) Most of people

(b) People most

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนใหญ๋)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  อาจใช้   “Most of the people”   ก็ได้

 

10. If you had locked the back gate properly, the robbers ________________ into the house.

(ถ้าคุณได้ล็อกประตูหลังอย่างดี (หรือเหมาะสม)  พวกโจร______________ เข้ามาในบ้านได้)

(a) cannot break

(b) could not be broken

(c) could not break

(d) could not have broken    (คงไม่สามารถงัด)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่    (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์จริงเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  เป็นการสมมติย้อนหลัง  ทั้งนี้  ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  คือ  “เพราะคุณไม่ได้ล็อกประตูหลังให้ดี  พวกโจรเลยงัดเข้ามาในบ้าน”  “If clause”  ประเภทนี้   ในส่วนของ  “If clause”  จะใช้รูป  “Past perfect tense”   (Subject + Had + Verb 3)   ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้   “Subject + Would (Should, Could, Might) + Have + Verb 3”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา __________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _____________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  “I would have been arrested”  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้ คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่   (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับใจความของประโยคในตัวอย่างที่   (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้นผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ______________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)  (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า  หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่    (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                             นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่     และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่     Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่    (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริง  หรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือน หรือปีที่แล้ว)  คุณ ___________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่   “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม__________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Nancy ________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                      ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                               สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่     ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                               จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                               นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือเอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่    หรือ  แบบที่    ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=  Had he studied hard, he would……………..............…….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(=  Had you asked me, I…………............……..……..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(=  Had they not stopped smoking, they……….................…..…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(=  She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                        สรุป  -  ใน   “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ   ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป   “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

   

11. _________________________________________________ stamps, he collects coins.

(________________________________________ แสตมป์  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์)

(a) Except    (ยกเว้น)

(b) Beside    (ข้างๆ)

(c) In addition to    (นอกเหนือจาก)

(d) There are no

ตอบ    -    ข้อ   (c)   สำหรับคำอื่นๆที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   คือ   “Besides  (นอกจาก),  “Apart from”  (นอกเหนือจาก)

 

12. Did you _______________________________________________ your aunt of this ring?

(คุณ _____________________________________ แหวนวงนี้ไปจากป้าของคุณใช่หรือไม่)

(a) steal    (ลักขโมย)

(b) buy    (ซื้อ)

(c) rob    (ชิงทรัพย์, แย่งชิง, ปล้น)

(d) receive    (ได้รับ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Rob someone of something”  (ชิงทรัพย์  หรือปล้นอะไรไปจากใคร)   เช่น  “A man robbed me of my notebook.”  (ชายคนหนึ่งชิงเอาโน้ตบุ๊คของผมไป)   สำหรับการใช้   “Steal”  มีโครงสร้าง  คือ  “Steal something from someone”  (ขโมยอะไรไปจากใคร)  เช่น

  • The boy stole my watch (from me).   

(เจ้าเด็กคนนั้นขโมยนาฬิกาของผมไป)

 

13. Please, doctor, come and see my friend !  He is badly ___________________________.  

(ได้โปรดเถิด คุณหมอ  ช่วยมาดูเพื่อนผมหน่อย  เขาได้รับ _____________________ สาหัส)

(a) to hurt    (ทำให้บาดเจ็บ)

(b) hurting

(c) hurted

(d) hurt    (บาดเจ็บ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”   เพราะว่า   “เขาถูกทำให้  (หรือ ได้รับ)  บาดเจ็บสาหัส”  สำหรับกริยา  ๓  ช่องของ  “Hurt”  คือ  “Hurt,  Hurt,   Hurt”  ส่วนข้อ   (c)   ไม่มีใช้

 

14. An announcement ___________________________________ to be made in Bangkok.

(การประกาศ ___________________________________ ว่าจะถูกทำขึ้นในกรุงเทพฯ)

(a) has believed

(b) believed

(c) had believed

(d) is believed    (ถูกเชื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Passive voice”  {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}   กล่าวคือ   ประธานของประโยค  คือ   “An announcement”  (เป็นเอกพจน์)  ถูกกระทำ  คือ  “ถูกเชื่อ” 

 

15. I met _______________________________________________ on my way to the North.

(ผมพบ _______________________________________ ในระหว่างเดินทางไปภาคเหนือ)

(a) an old friend of mine    (เพื่อนเก่าของผมคนหนึ่ง)

(b) my friend of old

(c) an old friend of me

(d) one of old friends

ตอบ    -    ข้อ  (a)   สำหรับข้อ  (d)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “One of my old friends

 

16. While we were walking in the park, she often stopped _________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking

(c) looked

(d) for looking

ตอบ    -    ข้อ  (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there _______________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น___________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating   (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)  โดยมีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ   เราใช้   “Infinitive with to” (To + verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

17. How did the cat get into the house?  I remember ____________________ it out last night.  

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _______________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ  (c)   (Remember + Verb + ing   =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๑๖  ของข้อสอบชุดนี้

 

18. They _____________________________________________ to go at once to the doctor.

(พวกเขา______________________________________________ ไปหาหมอในทันที)

(a) will    (จะ)

(b) had better    (ควรจะ)

(c) must    (จะต้อง)

(d) have    (จำเป็นต้อง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Have to” (จำเป็นจะต้อง)   ต้องตามด้วย  “Verb 1”  ส่วนอีก    ข้อที่เหลือ  จะต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)   คือ  “Will go”,  “Had better go”,  “Must go

 

19. If you have a bad tooth ______________________________ out, it won’t hurt you again.

(ถ้าคุณให้หมอ _____________ ฟันที่ปวด – หรือผุ – ออกเสีย  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled    (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • What would you have me ___________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ   “Causative use”  (Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)

                                                      สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + Something”  หรือ  (=  Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   มีดังนี้   คือ

                                           ๑. Subject + Have + Someone + Do + Something (กรรมของ  Verb  “Do”)

                                           ๒. Subject + Get + Someone + To do + Something (กรรมของ Verb  “Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                                     ทั้ง    โครงสร้างข้างบน  ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”   เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                                    อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป   “Passive voice”   คือ  {Subject + Have (Get) + Something + Done + (By someone)}  {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ +  (โดยบางคน)}ในกรณีนี้  ทั้ง  “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้  โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ครั้ง)  (คือ  ไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน)  (คือ  ให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว)  (คือ  ให้อู่ล้างให้)

 

20. _________________________________________ by his old friend, he went to talk to her.

(_______________________________________ โดยเพื่อนเก่า, เขาเข้าไปพูดคุยกับเธอ)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้  “ถูกเห็น”  โดยเพื่อนเก่า  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็น   กริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ   (Passive voice)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • __________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ    -     ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  “Cooked”   หรือ  “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • ______________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(___________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned   (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค  คือ   “I”  เป็นผู้   “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่    (Past participle)  ซึ่งแสดงการ   “ถูกกระทำ” (Passive voice)  นำหน้าประโยค  มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ  A   ก็ใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น    “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดังตัวอย่างประโยคอื่นๆ  เช่น

  • Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราว โดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “Ballet”   เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่     (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”   เป็นข้อความที่ขยายประ ธาน  (Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น   “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.  

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.  

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

                                              ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing”  (Present participle)   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                             สำหรับ   “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณ ศัพท์ประเภทหนึ่ง   จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า   คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนน  เป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป  เป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนาม  เป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป