หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 427)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชของคุณตอนนี้ไหม)

   B: “Yes, I’d ___________________________________________________________.”

(ใช่ครับ  ผม ________________________________________________________)

(a) like

(b) like to    (อยากทาน)

(c) liked to

(d) had them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆ ว่า  “Yes, I would like to have my sandwiches now.”  แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆ ว่า  “I would like to.”   โดยต้องมี   "To"  แต่ไม่ต้องมีกริยา  (Have)  กล่าวคือ  เราใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”   นั้นไว้   ใช้แต่  “To”  เพียงคำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง   เช่น

  • I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “Read”  ต่อท้าย  “To”)

  • She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “Finish”  ต่อท้าย  “To”)

 

2. She raced by in a car, with her hair _____________________________________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ _________________________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming    (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากอยู่หลัง  “Preposition” {with (her hair}  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  ๑

  • I get tired of cleaning the house and _________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) ________________________ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง    คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

  • They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

 

3. A: “Daddy, may I drive the car?”

(พ่อครับ  ผมขอขับรถ (ของพ่อ) ได้ไหมครับ)

    B: “No, son.  You must wait a few years till you are _______________________________.

(ไม่ได้ลูก  หนูจะต้องรอไปอีก ๒ – ๓ ปี  จนกว่า (จนกระทั่ง) หนูจะ ______________________)

(a) old    (แก่, ชรา, อายุมาก)

(b) older    (โตขึ้น, อายุมากขึ้น)

(c) oldest    (โตที่สุด, แก่ที่สุด)

(d) oldness    (ความแก่)

 

4. A: “Has Anita had a chance to get in touch with you?”

(แอนนิต้ามีโอกาสติดต่อกับคุณไหม)

    B: “Oh yes, she _____________________________________________ me up last night.

(อ๋อ  มีครับ  เธอ ____________________________________________ ผมเมื่อคืนนี้)

(a) has called

(b) had called

(c) called    (โทรศัพท์มาหา – ที่)  (Call up  =  โทรศัพท์)

(d) calls

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป   “Past simple tense” (Verb 2)   กับการกระทำที่เกิดจบสิ้นไปแล้วในอดีต  และระบุเวลาที่แน่นอน  เช่น  “Yesterday, Last night, Last week, Last year, Two days (weeks, months, years, decades) ago, Last September, Last summer, When I was young, While she was in college, Yesterday morning, A long time ago, etc.” 

                                              อย่างไรก็ตาม  แม้จะมิได้ระบุเวลา  แต่เมื่อเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องในอดีต  และไม่มีส่วนสัมพันธ์กับปัจจุบัน  ก็ต้องใช้  “Past simple tense”  เช่นเดียวกัน  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • I bought this digital camera in Japan.

(ผมซื้อกล้องนี้ในญี่ปุ่น)

  • She gave me this gift on my birthday.

(เธอให้ของขวัญชิ้นนี้ในวันเกิดของผม)

  • They went for a picnic during summer.

(พวกเขาไปปิกนิกระหว่างหน้าร้อน)

 

5. The river has _____________________________ its bank into the surrounding community.

(แม่น้ำได้ ____________________________________ ตลิ่งของมันเข้าสู่ชุมชนรอบๆ)

(a) overflown

(b) overflew

(c) overflowed    (ไหลล้น, เอ่อล้น, ไหลบ่า, ล้น, ท่วม)

(d) overfly

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยาช่อง    และ    ของ  “Overflow”   คือ  “Overflowed”  สำหรับข้อ  (a), (b), (d)  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

6. They are fond _______________________________________ fighting with one another.

(พวกเขาชอบ __________________________________________________ ต่อสู้กัน)

(a) with

(b) on

(c) of

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Fond of”  =  “ชอบ

                                               สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”   ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม),  “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง......................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง....................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบ ด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม), “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา    ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว    ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสห ภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้อง การจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

7. ______________________________________ the wound is kept clean, it will be all right.

(____________________________________ แผลถูกรักษาให้สะอาด  มันก็จะไม่เป็นอะไร)

(a) As far as    (ไกลเท่ากับ)

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่, ถ้าหากว่า)

(c) What

(d) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

 

8. Water is _____________________________________________ of hydrogen and oxygen.

(น้ำ _____________________________________________ ไฮโดรเจนและออกซิเจน)

(a) consisted    (ประกอบด้วย)

(b) composed    (ประกอบด้วย)

(c) comprised    (ประกอบด้วย) 

(d) contained    (บรรจุ, เก็บอยู่ข้างใน)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้   “Be + Composed + Of”  สำหรับคำอื่นๆ  ใช้ดังนี้  คือ

  • Water consists of hydrogen and oxygen.

(น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจน)

  • Water comprises hydrogen and oxygen.

(น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจน)

  • This tank contains a lot of water.

(ถังใบนี้บรรจุน้ำจำนวนมาก)

 

9. The man _______________ the steering wheel of that car ________________ familiar to me.

(ผู้ชาย (ที่นั่งอยู่) _______________ พวงมาลัยรถยนต์คันนั้น ______________ คุ้นเคยกับผม)

(a) behind ________________ seem

(b) of _________________ seem

(c) behind ________________ seems    (ข้างหลัง ..................... ดูเหมือนว่า)

(d) of __________________ seems

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Seems”  เนื่องจากประธานฯ  (The man)  เป็นคำนามเอกพจน์   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..…..…..man who is behind the steering wheel of that car……….....…..

 

10. The movie that we saw yesterday _________________________________________.

(หนังที่เราดูเมื่อวานนี้ _________________________________________________)

(a) frightened    (ทำให้กลัว หรือตกใจ)

(b) was frightened    (รู้สึกกลัว-ตกใจ)

(c) was frightening    (น่ากลัว, น่าตกใจ)

(d) frightening

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้กริยาประเภทเดียวกับ  “Frighten”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • My friend _______________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม ____________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ” (กริยา    ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ______________________________. 

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a _________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ ___________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   แต่ถ้าตามหลัง   “Verb to be”  (Is, Am, Are, Was, Were)   อาจใช้   “Satisfying”   หรือ  “Satisfactory”  (น่าพึงพอใจ)  ก็ได้  ดังตัวอย่างข้าง ล่าง

  • Her job is efficient and satisfactory (satisfying).

(งานของเธอมีประสิทธิภาพและน่าพึงพอใจ)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news __________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ______________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                                                      ตัวอย่างที่  

  • She was very ________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • He is ______________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him _________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _______________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก   “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                             คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                            กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้มีหลักการใช้  คือ

                                            ๑.  ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                            ๒.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า..........................”  หรือ  “ซึ่งน่า..........................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า   “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                                            ๓.  ถ้าเติม  Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง   “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “......................ถูกทำให้รู้สึก........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ.........................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “..........................มีความรู้สึก.........................ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ.........................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

11. They will get ___________________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to”   หรือ   “Be  (is, am, are, was, were) used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต  ก็ได้)  ส่วน  “Used to”   “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _____________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ___________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Used to + Verb 1” =  เคย

                                                      ตัวอย่างที่  

  • He got used to _______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ _________________)  (ในอดีต  ปัจจุบันมิได้อาศัยในอพาร์ตเมนต์แล้ว)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Get (got) used to”   (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ   “Gerund” (Verb + ing)    เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”   สำหรับ   “Get used to”  หรือ   “Be used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือ ปัจจุบัน  หรือ อนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

******     สำหรับ   “Used to”   หมายถึง   “เคยทำในอดีต”   ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ  เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่    (Used to + Verb 1)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

12. The number of _________________________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ ___________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends    (เพื่อน)

(c) friendly   (เป็นมิตร)

(d) friendship   (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “The number of + Noun  (นับได้ พหูพจน์)   หมายถึง   “จำนวนของ........................”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  ต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย   (Is, Has, Depends)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The number of people who ask questions at the end of the lecture ___________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย ___________ น่าประหลาดใจทีเดียว)  (คือ  มีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

ตอบ   -    ข้อ  (b)   เนื่องจาก   “The number of”   แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)   แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์   (Singular)   ซึ่งในที่นี้คือ   “Is”  เพราะหมายถึง   “จำนวนรวมทั้งหมด”   ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

  • The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ  ๒๐  คน)

  • The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก)  (คือ  มากันเยอะแยะ)

                                                 สำหรับ   “A number of”   (จำนวนมาก)   ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และ  ถือเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์   ดังตัวอย่าง

  • A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

  • A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง  ๒ – ๓  ปีที่ผ่านมา)

  • A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

13. He always tries to avoid ___________________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม   “S”  ได้  (จึงตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every”  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์   (จึงตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ  (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Working hard”   เนื่องจากหลัง   “Avoid”   ต้องใช้รูป   “Gerund”  (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Work hard”  (ทำงานหนัก)   และ  “Hardly work”   (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Those people are working very _________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Hard”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน   โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “Are working”   จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)   สำหรับ   “Hardly”  เป็น   “Adverb of frequency”  (แสดงความ  “บ่อย”  หรือ  “ถี่”)   หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ   “Seldom, Rarely, Scarcely”   ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน  หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

 (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                                               สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (Seldom, Hardly, Always, Often, Generally, Usually, Occasionally, Rarely, Never)  ในประโยค   มีดังนี้   คือ

                                              ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.  (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.  (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                              ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.  (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                              ๓. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.

(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                            ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม   ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย) (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                  ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

14. Some die ____________________________________________ their own carelessness.

(บางคนตาย _________________________________________ ความประมาทของตนเอง)

(a) of    (ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ)  

(b) by    (ตายด้วยอาวุธ  เช่น  มีด, ปืน)

(c) with

(d) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   สำหรับอีกความหมายหนึ่งของ  "Die of"   คือ  "อยากอย่างมาก"  เช่น  อยากนำ้  หรืออาหาร  เช่น

  • ​​He is dying of water.

(เขาอยากกินนำ้แทบตาย)

 

15. I want you to wait here _____________________________________ I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่ ___________________________________ ผมกำลังซื้อผลไม้)

(a) during    (ในระหว่าง)  (ตามด้วย คำนาม หรือ วลี)

(b) while    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(c) where

(d) that

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Did you meet my sister ________________________________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ____________________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “During”  เป็น  “Preposition”   ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   ส่วน  “While”   และ  “When”  ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)   เช่น

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์   อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์   อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก   จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก   จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

 

16. When the accident took place, the car was going ________________________ full speed.

(เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น  รถกำลังวิ่ง_______________________________ ความเร็วเต็มเหยียด)

(a) in

(b) with

(c) at    (ที่)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”   ได้แก่   “good at”  (เก่ง),  “at a high speed”  =  {(บินหรือวิ่ง) ด้วยความเร็วสูง},  “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู),  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),“at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),  “at a distance”  (ในระยะไกล),  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),   “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี,)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไรดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป),  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว),  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),“to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้ เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่),  “at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด,)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน),  “at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล),   “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”(ที่มหาวิทยาลัย),   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”(ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย – เสียงคุณแผ่วเบามาก),   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน), “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร),  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),   “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น

 

17. As soon as she went to get the tea, I left the house _____________________________.

(ในทันทีที่เธอเดินไปเอาน้ำชา  ผมออกจากบ้าน ________________________________)

(a) as fastly as I could    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(b) as fast as I could    (เร็วที่สุดที่จะสามารถทำได้)

(c) as fastest as I could

(d) as faster as possible

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Fast”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  และกริยาวิเศษณ์ในคำเดียวกัน  ดังนั้น  จึงไม่มีการใช้รูป  “Fastly”  สำหรับในข้อ (b)  “Fast”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)   เนื่องจากขยายกริยา  “Left”  และในข้อ  ๑๗  สามารถใช้อีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  “as fast as possible

 

18. It’s no use ____________________________ the roads if bad drivers are not punished.

(ไม่มีประโยชน์ ___________________________ ถนน  ถ้านักขับรถเลวๆ มิได้ถูกลงโทษ)

(a) improve

(b) improvement    (การปรับปรุง, การทำให้ดีขึ้น)

(c) to improve

(d) improving    (ในการปรับปรุง)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “No use + Gerund (Verb + ing)”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund (Verb + ing)”  หรือ  “คำนาม”  ได้แก่   “Feel like” (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “keep on”  (ทำต่อไป),  “go on”  (ทำต่อไป),  “insist on”  (ยืนกราน),  “object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “be opposed to (คัดค้าน), “Appreciate” (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit”(อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”(ห้าม)Mind” (รัง เกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”(นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอม รับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จิน ตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย),  “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                                              สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์    ตัว ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “ Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                                          นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)  เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

19. You had better not borrow his bicycle ________________________ asking his permission.

(คุณไม่ควรขอยืมรถจักรยานของเขา ___________________________ (การ) ขออนุญาตเขา)

(a) by

(b) after

(c) without    (โดยปราศจาก, โดยมิได้, โดยไม่มี)

(d) unless    (ถ้า......................................ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับการใช้   “Unless”   ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • He won’t pass his examination _________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless  =  If………….…… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธ  รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง   เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

20. When I arrived on a cold, __________ evening, I was glad to see that somebody had lit a fire, and that it was burning brightly.

(เมื่อผมมาถึงในคืนที่หนาวเย็นและ ___________ ผมดีใจที่ได้พบว่า  ใครบางคนได้จุดกองไฟไว้  และ (ได้พบ) ว่า  มันกำลังลุกไหม้อย่างสว่างไสว)

(a) rain    (ฝน, น้ำฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) raining

(c) rainy    (มีฝนตก, เปียกฝน)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) rained    (ฝนตก, ตกลงมาคล้ายฝน)  (เป็นคำกริยา ช่องที่ ๒ และ ๓)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนาม   “Evening”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป