หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 426)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. If he had not given me advice, I ________________________________________ again.

(ถ้าเขามิได้ให้คำแนะนำแก่ผม  ผม __________________________________ อีกครั้งหนึ่ง)

(a) would fail

(b) would be failed

(c) wouldn’t fail

(d) would have failed    (คงจะล้มเหลวไปแล้ว)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่     (Past unreal)   คือเหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค   ซึ่งเป็นการมาสมมติย้อนหลัง  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน คือ    “เพราะว่าเขาให้คำแนะนำแก่ผม   ผมจึงไม่ต้องล้มเหลวอีกครั้ง” 

 

2. My father comes here ____________________________________________________.

(พ่อของผมมาที่นี่ ____________________________________________________)

(a) every another day

(b) every another days

(c) every other day    (วันเว้นวัน)

(d) every other days

 

3. I can’t go with you because I am busy _________________________ for my examination.

(ผมไม่สามารถไปกับคุณ   เพราะผมมีธุระยุ่งกับ _____________________ สำหรับการสอบ)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) preparing    (การเตรียมตัว)

(d) prepared

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   คำคุณศัพท์   “Busy” + Gerund (Verb + ing)   นอกจากนั้น  คำคุณศัพท์   “Worth”  (ควรค่า, คุ้มค่า)  ก็ต้องตามด้วย  “Verb + ing” เช่นกัน  ดังตัวอย่าง

  • This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าแก่การอ่าน)

  • The film was worth watching.

(ภาพยนตร์เรื่องนี้ควรค่าแก่การดู)

  • His lecture was worth listening to.

(การบรรยายของเขาคุ้มค่าแก่การฟัง)

 

4. My mother usually gets up _________________________________________________.

(แม่ของผมมักตื่นนอนตอน __________________________________________ เสมอ)

(a) early morning

(b) in the morning

(c) morning early

(d) early in the morning(เช้าตรู่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปแบบนี้  ส่วนข้อ  (b)  ไม่จำเป็นต้องบอก

 

5. I am ______________________________________________________ a better chance.

(ผมกำลัง _______________________________________________ โอกาสที่ดีกว่ากัน)

(a) waiting    (“Wait” + “For”  เสมอ)

(b) awaiting    (รอคอย)   (“Await” ไม่ต้องตามด้วย “For”)

(c) awaiting for

(d) in wait

 

6. You had your car overhauled last week, _______________________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, _______________________)

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use”  มีความหมายว่า  “เอารถของคุณไปซ่อม”  (Had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ หรือคำถาม   จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                                                               สำหรับ  “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน  “Tag”  สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ประธานประโยค  และ “Tense”  (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี    กรณี  คือ

                                              ๑. ใน  “Present perfect tense”  เช่น

  • He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                                               ๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

  •  She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                                               ๓. ในกรณีที่   “Have”  หมายถึง  “มี”  เช่น

  • They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”  แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do”  ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจใช้  “They had a beautiful house, didn’t they?”  ก็ได้)

  • She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ  “Has”  หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                                                             อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน    กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

                                               ๑. เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

                                               ๒. เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                                               ๓. เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                                               ๔. เมื่อหมายถึง  “ประสบ, พบ, เจอ”  (Experience)  เช่น 

  • They had a lot of fun at the party last week, didn’t they?

(พวกเขาพบกับความสนุกสนานมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ใช่หรือไม่)

  • We have a lot of difficulties studying German, don’t we?

(พวกเราประสบความยากลำบากมากมายในการเรียนภาษาเยอรมัน  ใช่ไหม)

  • You had no difficulty in getting in touch with me, didn’t you?

(คุณมิได้มี (พบ) ความยากลำบากในการติดต่อกับผม  ใช่ไหม)

                                               ๕.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

  • She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

 

7. Fifty years ago___________________ of the Thai people worked in the  agricultural sector.

(เมื่อ  ๕๐  ปีมาแล้ว _________________________ ของประชาชนไทย  ทำงานในภาคเกษตร)

(a) 85 per cent    (๘๕  เปอร์เซ็นต์)

(b) 85 per cents

(c) 85 per-cent

(d) 85 per-cents

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “เปอร์เซ็นต์”  เขียนได้    แบบ  คือ “Per cent”  และ  “Percent”   โดยไม่มีการเติม “S”  ท้ายคำ  และไม่มีขีด  (Hyphen)  (-)   คั่นกลางคำ

 

8. Although he is seventy, he still has __________________________________________.

(แม้ว่าเขาอายุ  ๗๐  ปี  เขายังคงมี __________________________________________)

(a) a good sight

(b) good sight    (สายตาดี)

(c) good sights

(d) the good sight

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Sight”  =  “สายตา”  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ    “A”  หรือ  เติม  “S”  ข้างท้าย

 

9. A man who works on automobile motors is generally known as a (an) ______________.

(บุคคลที่ทำงานกับเครื่องยนต์รถยนต์  เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า คือ _________________)

(a) chauffeur    (คนขับรถ)

(b) mechanic    (ช่างเครื่องยนต์, ช่าง)

(c) inspector     (ผู้ตรวจ, ผู้ตรวจสอบ)

(d) optician    (ผู้เชี่ยวชาญในการทำแว่นสายตา, ช่างทำหรือพ่อค้าแว่นตา)

 

10. On a bus or train one must pay a __________________________________________.

(บนรถประจำทางหรือรถไฟ  บุคคลจะต้องจ่าย _________________________________)

(a) fee    (ค่าธรรมเนียม)

(b) fare    (ค่าโดยสาร)

(c) commission    (ค่านายหน้า)

(d) penalty    (การลงโทษ)

 

11. He is a good student; he is always _______________________________ to do his best.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดี  เขา _______________________________ อยู่เสมอ  ที่จะทำให้ดีที่สุด)

(a) greedy    (ตะกละ, โลภ)

(b) reluctant    (ไม่เต็มใจ)

(c) eager    (อี๊-เก้อะ)  (กระตือรือร้น, ใจจดใจจ่อ, ทะเยอทะยาน, กระหาย, อยากได้)

(d) indifferent    (ไม่แยแส, ไม่ใยดี, ไม่สนใจ, เมินเฉย)

 

12. The girl has no interests, _________________________________ from her school work.

(เด็กหญิงคนนั้นไม่สนใจอะไร _______________ จากงานที่โรงเรียนของเธอ  -  เช่น  การบ้าน)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) differing    (แตกต่าง)

(c) far    (ไกล, ห่าง)

(d) apart    (นอกเหนือ)

 

13. I knew nothing about the new teacher _________________________ what I had been told.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับครูคนใหม่ ___________ สิ่งที่ผมได้รับการบอกเล่า)  (คือ รู้เฉพาะส่วนที่มีคนเล่าให้ฟัง)

(a) further

(b) but

(c) and

(d) beyond    (มากไปกว่า, เกินไปกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดยข้อความ  “What I had been told”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (Beyond)

 

14. He cut himself __________________________________________________________.

(เขาทำมีดโกนบาดตัวเอง _______________________________________________)

(a) having shaved

(b) shaved

(c) while shaving    (ขณะกำลังโกนหนวด)

(d) for shaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   โดยลดรูปมาจาก  “Adverb clause of time”  (while he was shaving)

 

15. This is my ______________________________________________________ house.

(นี่คือบ้าน __________________________________________________ ของผม)

(a) father’s-in-law

(b) father-in-law

(c) father-in-law’s    (ของพ่อตา)

(d) fathers’-in-law

 

16. It is ______________________________________________ for you to do on your own.

(มันเป็น ______________ สำหรับคุณที่จะทำได้เองตามลำพัง)  (คือ ขับรถไปคนเดียวคงไม่ไหว)

(a) a too long journey

(b) a journey too long

(c) too long a journey    (การเดินทางที่ไกลเกินไป)

(d) too a long journey

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง   “It (He, She) + Is (Was) + Too + Adjective + A + Noun  (นับได้  เอกพจน์) + For + Someone + To + Verb 1”  (มีความหมาย  =  The journey is too long for you to…………..........….)  เช่น

  • It is too good a story to believe.

(= The story is too good to believe.)

(มันเป็นเรื่องดีเกินไปที่จะเชื่อ)  (มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ)

  • He is too lazy a student to pass his exam.

(= The student is too lazy to pass his exam.)

(เขาเป็นนักเรียนที่ขี้เกียจเกินไป  ที่จะสอบผ่าน)  (คือ สอบตก)

  • She was too credulous a woman not to believe what he had told her.

(= The woman was too credulous not to believe what he had told her.)

(เธอเป็นผู้หญิงที่หูเบา-เชื่อคนง่ายเกินไป  ที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้บอกเธอ)  (เธอเชื่อเขาเพราะหูเบา)

  • It is too difficult a job for me to finish in time.

(= The job is too difficult for me to finish in time.)

(มันเป็นงานที่ยากเกินไปสำหรับผม  ที่จะทำได้เสร็จทันเวลา)

 

17. It is the _________________________________ of a lion and tiger to kill other animals.

(มันเป็น ____________________________________ ของสิงโตและเสือ  ที่จะฆ่าสัตว์อื่นๆ)

(a) ability    (ความสามารถ)

(b) instinct    (สัญชาตญาณ)

(c) natural     (เกี่ยวกับธรรมชาติ, เป็นธรรมชาติ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) rule    (กฎระเบียบ, ข้อบังคับ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “Nature”  (ธรรมชาติ) (คำนาม)  ก็ได้

 

18. The criminal begged the judge for _________________________________________.

(เจ้าอาชญากรขอร้อง-อ้อนวอนผู้พิพากษา  เพื่อ _________________)  (คือ  ขอให้ลดโทษให้)

(a) gratitude    (บุญคุณ)

(b) excuse    (ข้อแก้ตัว, การขอโทษ)

(c) mercy    (ความเมตตากรุณา, อำนาจศาลในการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษ)

(d) integrity    (ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม)

 

19. As John felt ill, the teacher gave him ______________________________ to go home.

(เพราะว่าจอห์นรู้สึกไม่สบาย  ครูจึงให้ _______________________ แก่เขา  ให้กลับบ้านได้)

(a) admittance    (การยอมรับ, การอนุญาตให้เข้ามาในที่แห่งหนึ่ง)

(b) permission    (คำอนุญาต, การอนุญาต)

(c) allowance    (เบี้ยเลี้ยง, เงินที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จ่าย)

(d) pardon   (การให้อภัย, การยกโทษให้)

 

20. I could hear and ____________ nothing, but I had the feeling that someone was moving inside the room.

(ผมไม่สามารถได้ยินและ ___________ อะไรเลย  แต่ผมมีความรู้สึกว่า  มีใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้อง)

(a) see   (เห็น)

(b) saw

(c) seeing

(d) to see

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ตามหลัง   “Could”  เช่นเดียวกับ  “Hear”  (Could + Verb 1)

 

21. It was in this house _____________________________________________________.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้ _________________________________________________)

(a) where I was born

(b) in which I was born

(c) that I was born    (ที่ผมเกิด)

(d) I was born in

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”  หรือ  “Because”) + That + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • It is because he is very rich _______________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก _____________________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why    (ทำไม)

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) +วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                                       ตัวอย่างที่  

  • _____________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”   เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ  “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + That + Subject + Verb”   เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืน  ที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์  ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1914 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๔  ที่สงครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

22. As a result, war __________________________________________ out ten years later.

(ผลที่ตามมาคือ  สงคราม _______________________________________ สิบปีต่อมา)

(a) breaks

(b) broke   {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด)}

(c) was broken

(d) had broken

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Break out”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  เช่นใน ข้อ  (c)  และเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป   จึงใช้รูป  “Past tense” (Verb 2)  (broke out)  ทั้งนี้  ไม่ควรใช้  “Past perfect tense”  ดังในข้อ  (d)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป