หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 423)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Where are you going to _______________________________________ your holidays?

(คุณกำลังจะไป ______________________________________ ในวันหยุดของคุณที่ไหน)

(a) use

(b) take

(c) spend    (ใช้เวลา)

(d) have

ตอบ   -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Spend + (เวลา, เงิน) + (Verb + ing)”  หรือ  “Spend + เงิน+ On + Noun”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • We spend a lot of time reading in the library each day.

(เราใช้เวลามากมายอ่านหนังสือในห้องสมุดทุกวัน)

  • He spent most of his time in the office.

(เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในสำนักงาน)

  • She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  ต้องการใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเขียน – นิยาย, ตำรา, บทความ)

  • What a way to spend a weekend!

(มันช่างเป็นวิธีการที่วิเศษอะไรเช่นนี้  ในการใช้เวลาในวันหยุดสัปดาห์)

  • We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

  • I’ve spent all my life in this town.

(ผมใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตในเมืองนี้)

  • He spent a lot of effort organizing that trip.

(ผมใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

  • We always spend a lot of money on parties.

(เราใช้เงินมากมายเสมอกับงานเลี้ยง)

  • Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมมีแรงกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน)

  • The buildings need a lot of money spent on them.

(= The buildings need a lot of money to be spent on them.)

(อาคารเหล่านี้ต้องการเงินมากมายเพื่อใช้จ่ายกับมัน)  (หมายถึง  เพื่อการก่อสร้างหรือซ่อมแซม)

                                                สำหรับ   “Use”  เมื่อหมายถึง  “ใช้”  มีการใช้ในประโยคดังตัวอย่าง

  • We use a knife to peel off the mangoes.

(เราใช้มีดปอกเปลือกมะม่วงเหล่านั้น)

  • He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

  • He walked over to a closet that he used for hanging up his clothes.

(เขาเดินไปที่ตู้ฝังเข้ากับข้างฝา ซึ่งเขาใช้แขวนเสื้อผ้า)

  • No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

  • Can you actually use computers to diagnose illness?

(คุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ความเจ็บป่วยได้จริงๆ ไหม)

  • The new machine is easy to use.

(เครื่องจักรอันใหม่ใช้งานได้ง่าย)

  • Who has used all my shampoo?

(ใครใช้ยาสระผมของผมเสียจนหมด)

  • Before the Second World War we used a negligible amount of oil.

(ก่อนสงครามโลกครั้งที่    เราใช้น้ำมันปริมาณน้อยมาก)

  • We have to use our initiative.

(เราจำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่ม)

  • He had got brains but would not use them.

(เขามีสมอง  แต่ไม่ยอมใช้มัน)

  • Efforts are being made to use these assets.

(กำลังมีความพยายามที่จะใช้ทรัพย์สิน-ของมีค่าเหล่านี้)

  • It was the perfume my wife had used.

(มันเป็นน้ำหอมที่ภรรยาของผมใช้)

  • A woman should be able to use her looks to her advantage.

(ผู้หญิงควรสามารถที่จะใช้รูปร่างหน้าตาของตนให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง)

 

2. Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง ________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget _______________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ___________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (Forget posting)  (คือ  ส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried ___________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง __________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”   หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”  ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget ____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Forget + To + Verb 1”  =   “ลืมที่จะ……............”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”   =   “ลืมการ..........................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ____________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ______________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there ______________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น _________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร   (Stop to eat)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember ________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   Remember + Verb + ing   =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ  ส่วน  “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ  ๑๐  ปีมา แล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด  (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

3. You’re so young that you don’t know about such things __________________________.

(คุณยังเด็กมาก  จนกระทั่งคุณไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น _________________________)

(a) already

( b) readily

(c) yet    (เลย)

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้   “Yet”  กับประโยคปฏิเสธ  “don’t know

 

4. Nobody has come to see us since we __________________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา __________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since”  (ตั้งแต่)  จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอ  สำหรับ   “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนามหรือวลี   หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ   “Present perfect tense”  หรือ   “Present perfect continuous tense”   ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด   เช่น

  • He has read since the morning.  (Since +วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m(Since +วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.  (Since +วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.  (Since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.  (Since +วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.

(= He has gone to Chicago since last week.)  (Since +วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.  (Since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.  (Since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

5. She talked about him ____________________________________ she had been his wife.

(เธอพูดเกี่ยวกับเขา ____________ เธอเป็นภรรยาของเขา)  (แต่จริงๆ แล้วมิได้เป็นฯ)  (ในอดีต)

(a) even though    (ถึงแม้ว่า)

(b) even if    (ถึงแม้ว่า)

(c) as though    (ราวกับว่า, ประหนึ่งว่า)

(d) because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อเป็นเหตุการณ์ในอดีต  โดยพิจารณาจากกริยา  “Talked”  ในประโยคใหญ่  (Main clause)   ดังนั้น  กริยาในประโยคย่อยที่ตามหลัง   “As though, As if”  (ราวกับว่า, ประหนึ่งว่าจะอยู่ในรูป   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  หรือ   Subject + Had + Been + Adjective  หรือ  Noun)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “As though, As if”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • He rushed into the room, looking as if he___________________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา _______ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ   -  ข้อ   (c)    สำหรับเหตุการณ์ในอดีต  อนุประโยคที่นำด้วย   “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense” (Had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  ให้ใช้   “Past simple tense”  (Verb 2)  และ ในกรณีเป็น  “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • He acted as though he _____________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ___________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย  “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  ๓   {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆ ที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น  “as if it  หรือ  as though it”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้   “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ  “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป   “Past simple” (Verb 2)   หรือ  “Past perfect”  (Had + Verb 3)  หลัง   “As if, As though”   เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า   “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ  หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้   “Wish”   โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive” 

                                                     ตัวอย่างที่  ๔

  • He spends his money _______________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน ________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆ แล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though”   หรือ  “As if”   (นำหน้าอนุประโยค)หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา   “spends”)  จึงใช้    “Were”  กับประธานของอนุประโยค  (ที่ตามหลัง  “As though”  หรือ  “As if”)  คือ  “He” (หรือใช้  “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ  เช่น  Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ต้องเปลี่ยนกริยาจาก   “Past tense”  (Verb 2)   เป็น  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3    Subject + Had + Been + Noun  หรือ  Adjective” (………..... .....  as though he had been a…………....…...)   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ   ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน  -  ดูจาก  Acts)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต  -  ดูจาก  Acted)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี)  (ในอดีต  -  ดูจาก  “Acted”)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน  -  ดูจาก  Plays”)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน  -  ดูจาก  Says”)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้รัก)

  • She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน  -  ดูจาก  Acts”)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เห็น)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต  -  ดูจากกริยา  Saw)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆ แล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้  แต่เห็นนานมาแล้ว)

 

6. He said he travelled more often than he had two years ____________________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี ________________________)

(a) ago   (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech)  (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech)  (He said he travelled more often than he had two years before.)  จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)  เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะห่างไกล  (Distance)   เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night    

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

                                                            นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense”  ด้วย   คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

 

                                                           ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค  เช่น

                                               ตัวอย่างที่ 

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า, “ผมเล่นกับเพื่อนๆ เหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆ เหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

                                                ตัวอย่างที่                

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือat that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

                                               ตัวอย่างที่ 

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before (หรือthe previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

                                               ตัวอย่างที่     

Direct    : He said to her, “I last met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ    ปีมาแล้ว)

Indirect  : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ    ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

 

7. The streets are much too crowded.  There is not ____________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน  ไม่มีที่ว่าง __________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ  ถนนแน่นเอี้ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a) a

(b) the

(c) enough    (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty    (มาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Enough”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough(เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -  ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์   ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)   หรือ  ขยายหลังกริยาวิเศษณ์  (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่  “Enough”  ต้องขยายหน้าคำนาม  เช่น  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                                               สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้   หรือ  นามนับได้พหูพจน์”  (จากประโยคใน  ข้อ  )   เช่น

  • We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

  • There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

  • They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

  • Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

  • I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

 

8. A: “__________________________________________________________________”

    B: “By telephone.”    (โดยทางโทรศัพท์)

(a) Did you get in touch with her?    (คุณติดต่อกับเธอหรือเปล่า)

(b) Why did you get in touch with her?    (ทำไมคุณจึงติดต่อกับเธอ)

(c) How did you get in touch with her?    (คุณติดต่อกับเธอได้อย่างไร)

(d) Will you get in touch with her?    (คุณจะติดต่อกับเธอไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด

 

9. There are a few things that ought to ______________________________ while I’m away.

(มีอยู่    หรือ    เรื่องที่ควร _______________________________ ในขณะที่ผมไม่อยู่)

(a) Do    (ทำ)

(b) have done    (ได้ทำแล้ว)

(c) be done    (ถูกทำ)

(d) have been done    (ถูกทำไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”  เพราะมี  ๒ – ๓  เรื่องที่ควร  “ถูกทำ”  กล่าวคือ  จะทำเองไม่ได้  ส่วนที่ไม่ใช้  ข้อ (d)  เพราะดูจาก  “There are”   คือ  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรือ อนาคตที่เรื่องนั้น  “ควรจะถูกทำ  -  ในปัจจุบันหรือในอนาคต”   อย่างไรก็ตาม  ถ้าเป็นเรื่องในอดีต  โดยเปลี่ยนข้อความเป็น   “There were ………....…….”  และ  “………......……while I was away”   จะต้องตอบข้อ   (d)   คือ   “ควรจะได้ถูกทำไปแล้ว”  (แต่ก็มิได้ทำ)  (There were a few things that ought to have been done while I was away)    ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบเมื่อใช้เป็นอดีต   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • You ought ___________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ __________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (=  Should + Verb 1)  (=  ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น  ในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + To + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                              สำหรับประโยคข้างบนทั้งหมด  อยู่ในรูป  “Active voice”  คือ  ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  กริยาจะต้องใช้รูป  “Passive voice”  ดยแยกออกเป็น

                                            ๑. ควรถูกทำในปัจจุบันหรืออนาคต {Subject + should (ought to) + be + verb 3}  เช่น

  • The room should (ought to) be cleaned before the meeting.

(ห้องควรถูกทำความสะอาดก่อนการประชุม)  (คือ  ทำในตอนนี้ หรือในอนาคต ก่อนมีการประชุม)

  • The film should (ought to) be seen before it moves out of the theater.

(ภาพยนตร์ควรถูกชม  ก่อนมันย้ายออกจากโรง)  (คือ ถูกดูในปัจจุบัน หรือ อนาคต ก่อนหนังออกจากโรง)

                                             ๒. ควรถูกทำในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ (หรือถูกกระทำ)  {Subject + Should (Ought to) + Have + Been + Verb 3}  เช่น

  • The students should (ought to ) have been punished for their laziness.

(นักเรียนควรถูกลงโทษไปแล้ว  สำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา)  (ควรถูกลงโทษในอดีต  แต่ก็มิได้ถูกลงโทษ)

  • The house should (ought to) have been sold before it was burnt down.

(บ้านควรถูกขายไปก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้)  (เป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ขาย  จนกระทั่งถูกไฟไหม้หมด)

 

10. ___________________________________ people are not interested in classical music.

(ผู้คน _________________________________________ ไม่สนใจในดนตรีคลาสสิค)

(a) Almost    (เกือบจะ)

(b) Most of

(c) The most of

(d) Most    (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม __________________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost   (เกือบจะ)

(d) Most of    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่  ๒

  • ____________________________________________ would like to live peacefully.

(______________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ   -   ข้อ   (d)    หรือใช้   Most of the people”  ก็ได้

                                                   ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________ outside of the cities is used for farming.

(_______________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก   “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้   หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา  คือ  “Is used”  จึงต้องใช้  “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ  (a)  และ  (c)  จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง   “Most of the”  และ   “The most”   ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่      (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ    ถึง  )

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4) from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็นสีดำ)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  most olives”  หรือ   “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง   “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

  • the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                                 ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์กส่วนใหญ่  ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์,  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง,  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ  Most of the”  เนื่องจากหมายถึง   “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน   “Almost”  หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้  คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ    เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

11. ____________________________________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา ___________________________________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือ   “How much time

 

12. Our house is very noisy because of the buses going _________________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง ______________ มันตลอดเวลา)

(a) through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b) into

(c) beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d) pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e) past    (ผ่าน)  (เป็น “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (e)   ต้องใช้   “Past”  (Walk past, Go past)  ซึ่งเป็น  “Preposition”   เนื่องจากไม่สามารถใช้   “Pass”  ได้   เนื่องจากเป็นคำกริยาเช่นกัน  ซึ่งจะไปซ้อนกับกริยาไม่แท้  “None-finite Verb”  (Going)

 

13. This car has an engine _____________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ ________________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น  -  เมื่อเป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เมื่อเป็นConjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน   “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค  (As + Subject + Verb)   สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่      คือ   “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.   (หรือ   “are alike, are similar”)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Alike”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • What is the climate ___________________________________ in your home town?

(อากาศ ____________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(b) likely    (เป็นไปได้, อาจจะ, มีแนวโน้มที่จะ)

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้   “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _______________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Like”   ในที่นี้เป็น   “Preposition”   หมายถึง   “เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                                      ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor ___________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”  เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น   “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “The same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้   “Like”  และ   “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้   “Like”  เนื่องจาก  “Like”  (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   เช่น  “the other nations”  (ชาติอื่นๆ), “his father”  (พ่อของเขา),  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as”  (หมายถึง  “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค   (As + Subject + Verb)   เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                                สำหรับ   “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”   มีความหมายว่า  “ในฐานะ  หรือ  เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                               สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง   “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (ด้านรูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร    คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว    คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.  

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆ กัน)

 

14. We were pleased ________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ _____________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (am, are, was, were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยาย)   เช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่    อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

15. I can’t see any _____________________________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น _____________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ    เล่มนี้)

(a) different    (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ในที่นี้   “Any”  (เอ๊น-นี่)  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  (ขยายหน้าคำนาม)  หรือจะมองว่าต้องใช้คำนาม  (Difference)  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “See”  ก็ได้

 

16. It was very thoughtless of him not _____________ you a lift home at such a late hour at night.

(มันเป็นความไม่มีหัวคิด (ไม่นึกถึงคนอื่น) ของเขาอย่างยิ่ง  ที่ไม่ __________ จะพาคุณไปส่งบ้าน  ในเวลาที่ดึกดื่นเช่นนั้น)

(a) offering

(b) to offer    (เสนอ)

(c) having offered

(d) to be offering

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It + Is (was) + Adjective + Of + กรรม + (Not) + To + Verb 1”  (มันเป็นความ........................(คุณศัพท์)...........................ของกรรมที่ทำ (ไม่ทำ) กริยานั้น)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • It is very kind of you to help me.

(มันเป็นความกรุณาของคุณที่ช่วยเหลือผม)

  • It was thoughtful of hiim not to take anything on the table.

(มันเป็นความรอบคอบของเขาที่ไม่หยิบอะไรบนโต๊ะไปเลย)

 

17. I have no pencil to write _________________________________________________.

(ผมไม่มีดินสอจะเขียน _________________________________________________)

(a) by

(b) on

(c) with    (ด้วย)

(d) (No word is needed.)     (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า   “I write with a pencil.”  จึงต้องมี   “With”   ติดมาด้วย  สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                     คุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวัน หยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                                                   กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

18. _______________________________ European gentleman is waiting for you in the hall.

(สุภาพบุรุษชาวยุโรป  ________________________________ กำลังรอพบคุณในห้องโถง)

(a) A   (คนหนึ่ง)

(b) An

(c) There is    (มี)

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องการคำเติม)

ตอบ  -  ข้อ   (a)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่        {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ (๑) – (๔)}

  • Thoreau admired (1) a honest farmer more than (2) a hypocritical scholar, who (3) would do anything (4) just to build up his fame.

(ธอโร่เลื่อมใส (หรือนับถือ) ชาวนาที่ซื่อสัตย์  มากกว่านักปราชญ์ที่เสแสร้ง-หลอกลวง  ผู้ซึ่งจะทำอะไรก็ได้  เพียงเพื่อจะสร้างชื่อเสียงของตัวเอง)

ตอบ   –   ข้อ  (1)   แก้เป็น   “an honest”  เนื่องจาก  “honest” (ออ-เนสท์)   มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ  “U”  เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncle   เป็นต้น  จึงต้องใช้  Article “An”  ขยาย   คำอื่นๆ ที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่

  • an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ
  • an honorable (ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ
  • an hour (อาวร์) – ชั่วโมง
  • an honest (ออ-เนส) man – คนที่ซื่อสัตย์
  • an heir (แอร์) – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก
  • an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง
  • an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name - ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก

                                                  ในขณะเดียวกัน   คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ  “A”  “E”  “I”  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ  “ออ”  แต่ออกเสียงพยัญชนะ  เช่น  “ยอ”  ก็จะต้องใช้   “A”  ขยาย  เช่น

  • a unit (ยู-นิท)  –  หน่วย
  • a union (ยู้-เนียน)  –  สหภาพ
  • a European  (ยู-โร้-เพียน)  –  ชาวยุโรป
  • a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision  –  คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์
  • a usual (ยู้-ชวล) meeting –  การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ
  • a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่)  –  มหาวิทยาลัย
  • a eunuch (ยู้-นัค)  –  ขันที
  • a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู
  • a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song – เพลงไพเราะรื่นหู
  • a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม)  – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่
  • a euphony (ยู้-โฟ-นี่)  –  ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู
  • a eulogy (ยู้-โล-จี้)  –  คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ
  • a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย)  –  ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข
  • a Eurasian (ยู-เร้-เซียน)  – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย
  • a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส)  –  การตรวจปัสสาวะ
  • a urologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท)  –  นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ
  • a use(ยูซ)  –  การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์
  • a useful (ยูซ-ฟูล) tool –  เครื่องมือที่มีประโยชน์
  • a useless (ยูซ-ลิส) car  –  รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้
  • a user (ยู้-เซ่อะ)  –  ผู้ใช้
  • a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ)  –  ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก
  • a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล)  –  เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ
  • a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน)  –  ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ
  • a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่)  –  ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา

 

19. He asked me _________________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว _________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if     (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค   “Direct speech”   คือ   “Are you hungry?”   เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ   “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง    คำมีความหมายเหมือนกัน คือ   “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค   “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง   “Reporting speech”  (He asked me)  และ  “Reported speech”  (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”   เสมอ  ห้ามใช้   “That”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?  (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?  (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                             ในกรณีที่ประโยค   “Indirect speech”   เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้   “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                                สำหรับในกรณีที่ประโยค   “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word”   นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้”  “That”   เช่น  ในประโยคข้างล่าง   “ห้ามใช้”“….................….to find that where it is hiding”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่       {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก  มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –  ข้อ   (4)   แก้เป็น   “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Indirect speech”  หรือ   “Reported speech”   คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech” (Where is it hiding?)   มาเป็นประโยค   “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย   “are you going to find …………..........….”   จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is………........….…..”   ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า   มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน   (where is it)   เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going?  (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going.  (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

20. The floor of the sitting room in my home _________________________ a beautiful carpet.

(พื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของผม ____________________________________ พรมที่สวยงาม)

(a) is covered by

(b) was covered with

(c) covers

(d) is covered with    (ถูกปูลาดด้วย, ถูกปกคลุมด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป   Passive voice”   ประธานของประโยค  (The floor)   เป็นผู้ถูกกระทำคือ   “ถูกปูลาดด้วย..............................”  และเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงใช้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   (Present simple tense) (The floor…..............…………is covered with………..........…….)   นอกจากนั้น   ยังใช้   “With”   แทน    “By”   เนื่องจากเป็น   “พรม”   มิใช่   “บุคคล

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป