หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 418)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Seeing that the students hadn’t done their homework, the teacher became ____________.

(เมื่อเห็นว่านักเรียนยังไม่ได้ทำการบ้าน  ครู __________________________________)

(a) angrily

(b) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(c) angry   (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) and angry

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากคำที่ตามหลังกริยา   “Become”   ต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Linda looked _________________________________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ ______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  สำหรับ   “Look at”   หมายถึง   “จ้องมอง”  อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                                              สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Let us ________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ____________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I _______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   ได้แก่   “I have (a) doubt about…………..……”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ...................)   และ “I wonder about………...…..…”   (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ.......................)    สำหรับกริยาตัวอื่นๆ   ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ___________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ     -     ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ____________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น   Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                                      ตัวอย่างที่           {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed __________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้   (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์    (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become,  seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look   (มีท่าทาง),smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.    (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm(เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.    (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

2. Today, people are probably more ___________ with drama on the television and radio rather than in the theater.

(ในปัจจุบัน  ผู้คนอาจจะ ___________ กับละครทางโทรทัศน์และวิทยุ  มากกว่า (ละคร) ในโรงละคร)

(a) familiar    (คุ้นเคย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) familiarly

(c) familiarity    (ความคุ้นเคย)  (เป็นคำนาม)

(d) to be familiar

 

3. Performing ___________ maintenance on our cars, like changing the engine oil and checking the brakes, will save us a lot of money on future repairs.

(การทำการบำรุงรักษา ____________ กับรถยนต์ของเรา  เช่น  การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและตรวจสอบเบรค  จะช่วยประหยัดเงินของเราอย่างมากมาย  สำหรับการซ่อมแซม (รถ) ในอนาคต  (หมายถึง  ถ้าบำรุงรักษารถดี  ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มาก  ถ้าจำเป็นต้องมีการซ่อมในอนาคต  เพราะความเสียหายไม่มาก)

(a) regular    (เป็นประจำ, สม่ำเสมอ, เป็นกิจวัตร, ตามระเบียบแบบแผน, ปกติ, ธรรมดา, สามัญ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) irregular    (ไม่สม่ำเสมอ, ไม่แน่นอน, ไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผน, ไม่เรียบ, ไม่สมบูรณ์)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) regularly

(d) irregularly

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากขยายคำนาม  (Maintenance)  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

 

4. It takes ____________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา __________ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer    (ยาวนาน ................................... มากกว่า)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   สังเกตได้จาก   “than”   ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป   “ขั้นกว่า”   เช่น  “Bigger than”  “Smaller than”  “Older than”  “Younger than”  “More expensive than”  (แพงกว่า)  หรือ   “More spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)    เป็นต้นแต่สำหรับในข้อ     มีข้อความมาคั่นระหว่าง   “Longer”   และ  “Than”   คือ   “Time to cross the Pacific Ocean

 

5. Nancy _____________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ      ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่     Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต  -  ไม่เป็นไปตามข้อความในประโยค)    คือ   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  ของ  If clause”   แบบที่      ได้แก่

                                                      ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + Verb ช่อง 3”,   ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”   หรือเอา  If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา   “Main clause”   มาไว้ข้างหน้าประโยคเมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริง ๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)  

                                            สำหรับประโยคข้างบน  จะเห็นว่าใน   “If clause”   มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก “Have”  ที่แปลว่า   “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่ 3  ทำให้มี“Had”  2  ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ   เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า)

สรุป   -   ใน   “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป   “Past future perfect”  {Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

6. Have you a book about ___________________________________________ English?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ _________________________________ หรือเปล่า)

(a) every day    (ทุกวัน)  (เป็นกริยาวิเศษณ์  ใช้ขยายคำกริยา)

(b) everyday    (ทุกวัน)  (เป็นคำคุณศัพท์  ใช้ขยายหน้าคำนาม)

(c) everydays    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) every days    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  “English”   จึงต้องใช้คำคุณศัพท์  สำหรับ   “Every day”   เป็น   “Adverb of frequency”   ใช้ขยายคำกริยา  เช่น

  • They go to school every day.
  • We clean our rooms every day.

 

7. Don’t __________________________________________________________ others.

(จงอย่า _______________________________________________________ ผู้อื่น)

(a) look down    (มองลงข้างล่าง)

(b) look upon

(c) look down upon    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

(d) look up and down    (มองขึ้นข้างบนและลงข้างล่าง)

 

8. This circle has a diameter of two inches.  Its __________________________ is one inch.

(วงกลมนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว, ___________________________ ของมัน คือ นิ้ว)

(a) side    (ด้าน)

(b) segment    (ส่วนของวงกลม)

(c) radius    (รัศมี)

(d) cord    (เส้นตัดวงกลม)

(e) area    (พื้นที่)

 

9. Mrs. Smith is going to ________________________________________ for her husband.

(นางสมิธกำลังจะ ________________________________________________ ให้สามี)

(a) make tea    (ชงชา)

(b) make the tea

(c) make a tea

(d) make teas

 

10. I’m going to ring ______________________________________ my friend this evening.

(ผมจะโทรศัพท์ ______________________________________ ไปหาเพื่อนตอนค่ำวันนี้)

(a) for

(b) on

(c) up

(d) to

ตอบ   –   ข้อ   (c)  “Ring up”  =   โทรศัพท์

 

11. Who, in your opinion, ___________________________________________ in history?

(ใคร, ในความเห็นของคุณ, ___________________________________ ในประวัติศาสตร์)

(a) was a greatest man

(b) was greatest man

(c) was the greatest man    (เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด)

(d) was one of great man

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น   “was one of the great men”  (เป็นหนึ่งในบุคคลผู้ยิ่งใหญ่  -  จากหลายๆ คน)   หรือ   “was one of the greatest men”  (หนึ่งในบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  -  จากหลายๆ คน)

 

12. We hope you will enjoy ________________________________________ the books.

(เราหวังว่าคุณจะสนุกสนานกับ ____________________________________ หนังสือ)

(a) to read

(b) read

(c) reading    (การอ่าน)

(d) being read

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Enjoy + Verb + ing

 

13. _____________________________, Nancy ate nothing but sat crying in her bedroom.

(___________________ แนนซี่ไม่ยอมกินอะไรเลย  นอกจากนั่งร้องไห้ในห้องนอนของเธอ)

(a) Felt depressed

(b) Felt depressing

(c) Feeling depressed    (รู้สึกหดหู่-ซึมเศร้า)

(d) Feeling depressing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Feeling depressed”  เนื่องจากประธานของประโยค  (Nancy)  เป็นผู้กระทำกริยา  “รู้สึกซึมเศร้า”  ส่วน  “Depress”  (ทำให้หดหู่-ซึมเศร้า)  เป็นกริยาในกลุ่มเดียวกับ  “Interest, Excite, Frighten, Disappoint, Satisfy, etc.”   เมื่อเติม  “Ed”  เข้าข้างท้ายคำ  หมายถึง  “มีความรู้สึก............................”  แต่ถ้าเติม  “Ing”  หมายถึง  “น่า................................”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ______________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a ________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news ___________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting    (น่าตื่นเต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”   เป็นคำนามนับไม่ได้    และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                                                   ตัวอย่างที่  

  • She was very ________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ___________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_______________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I am ________________________________________ in science, not in English.

(ผม _____________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • He is _____________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ    -   ข้อ   (c)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were)  surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were)  surprised”   จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                  คำกริยาประเภทเดียวกับ    “Surprise”    ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                       กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                                    ๑. ถ้าใช้ในรูป   “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า   “ทำให้”   คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                                    ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing”  {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb +ingหรือ  (Verb +ing + Noun)   มีความหมายว่า   “น่า............................”  หรือ    “ซึ่งน่า...........................”  กริยาที่เติม   “ing”   พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง    Verb to be”   หรือหน้าคำนามก็ได้    เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

                                                   ๓.  ถ้าเติม   “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง   “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice”  (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)   จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆ  ก็คือ   “.........................ถูกทำให้รู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ    ฯลฯ.....................”    แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “.........................มีความรู้สึก........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.......................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

14. One of the glasses _______________________________________________ water in it.

(แก้วใบหนึ่ง ________________________________________________น้ำอยู่ในมัน)

(a) has     (มี)

(b) have

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “One”  โดยมี  “of the glasses”   เป็นส่วนขยาย

 

15. She was driving at a very ____________ speed, so the accident was ______________.

(เธอกำลังขับรถด้วยความเร็ว _______________ ดังนั้น  อุบัติเหตุจึง ______________)

(a) high ______________ inevitable    (สูง  ____________  ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้)

(b) high ______________ inevitably

(c) highly ______________ inevitable

(d) highly ______________ inevitably

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้คุณศัพท์   “High”   เนื่องจากขยายคำนาม  (Speed)  และใช้คุณศัพท์   “Inevitable”  เนื่องจากขยาย   “Verb to be”  (Was)

 

16. In the workplace, employees must regularly interact with others and are often _________ on their coworkers for their success.

(ในสถานที่ทำงาน  พนักงานจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ และบ่อยครั้ง ____ เพื่อนร่วมงาน  เพื่อความสำเร็จของตนเอง)

(a) depend    (พึ่งพาอาศัย)  (เป็นคำกริยา)

(b) depending

(c) dependent    (พึ่งพาอาศัย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) dependable    (สามารถพึ่งพาอาศัยได้)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยาย   “Verb to be”  (Are)

 

17. Who actually saw the accident ___________________________________________?

(ใครเห็นอุบัติเหตุ ______________________________________ จริงๆ)  (คือ  เห็นจริงๆ)

(a) to happen

(b) happen    (เกิดขึ้น)

(c) happened

(d) to be happened

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + See + Object + Verb 1  (หรือ  Verb + ing)”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “See”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Across the street he saw a man ___________________________ a boy with a stick.

(ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง  เขาเห็นชายคนหนึ่ง _______________ เด็กชายคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ   (a)  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………...........…a man who beat a boy…….............…”  หรือ  “……….......…. a man who was beating a boy………............”  (กริยา    ช่อง  คือ  “Beat, Beat, Beaten)                

                                                               สำหรับกริยา  “See”  มีที่ใช้ดังนี้   คือ

                                             ๑. “See” + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

  • We saw him go out and walk in the park.

(เราเห็นเขาออกไปและเดินเล่นในสวน)

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)

                                             ๒. “See” + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

  • We saw students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

                                             ๓. “See” + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

  • We saw an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

 

18. I don’t think I can wear this shirt.  There is a button _____________________________.

(ผมไม่คิดว่าผมสามารถใส่เสื้อเชิ้ตตัวนี้  มีกระดุม __________________________ เม็ดหนึ่ง)

(a) miss

(b) missed

(c) missing    (หายไป)

(d) being missed

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “…….............…..a button which (that) misses  (หรือ is missing) (กระดุมเม็ดหนึ่งซึ่งหายไป  หรือ   กำลังหายไป)

 

19. ‘Mary’ is ___________ popular name.  Most of us have at least one friend named Mary.

(“แมรี่”  เป็นชื่อซึ่งเป็นที่นิยมกัน ______ พวกเราส่วนมากมีเพื่อนอย่างน้อย  ๑  คนที่ชื่อแมรี่)

(a) quite

(b) so

(c) quite a    (มาก)

(d) so much

(e) a quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Quite a”  เนื่องจาก   “Name”  เป็นคำนามเอกพจน์นับได้  ทั้งนี้   อาจใช้ตามโครงสร้างข้างล่างก็ได้

  • ‘Mary’ is such a popular name.
  • ‘Mary’ is so popular a name.

(ทั้ง    ประโยคมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “แมรี่”  เป็นชื่อซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก)

 

20. I think I shall ______________________________________________ an Englishman.

(ชั้นคิดว่าชั้นจะ _________________________________________ ผู้ชายชาวอังกฤษ)

(a) marry    (แต่งงานกับ)

(b) marry with

(c) marry to

(d) be married

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ไม่ต้องตามด้วย   “Preposition”  หรืออาจใช้

  • I shall be married to an Englishman.

(ฉันจะแต่งงานกับผู้ชายชาวอังกฤษ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป