หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 409)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I can’t believe what you say unless you give me ______________________________.

(ผมไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่คุณพูด  ถ้าคุณไม่ให้ ____________________________ แก่ผม)

(a) description    (การอธิบาย, การพรรณนา, คำบรรยาย, ลักษณะ, รูปร่างลักษณะ, ชนิด, ประเภท)

(b) reasoning    (การให้เหตุผล)

(c) proof    (หลักฐาน, การพิสูจน์, พยาน, การทดสอบ, การตรวจปรู๊ฟ)

(d) test    (การทดสอบ, การสอบ)

 

2. If you dislike someone without reason, you are ______________________ against him.

(ถ้าคุณไม่ชอบใครบางคนโดยไม่มีเหตุผล, คุณ ____________________________ ต่อเขา)

(a) disagreed    (ไม่เห็นพ้อง, ไม่ตกลง)

(b) prejudiced    (มีอคติ, มีความรู้สึกไม่ดีโดยไม่มีเหตุผล)

(c) stupid    (โง่บัดซบ)

(d) short-sighted    (สายตาสั้น, มีวิสัยทัศน์คับแคบ)

 

3. After the car had knocked her down, she lay ___________________________________.

(ภายหลังจากที่รถยนต์ชนเธอล้มลง, เธอนอน ____________________________________)

(a) thoughtless    (ไม่มีหัวคิด, ไม่คิดถึงคนอื่น, สะเพร่า, ไม่ระวัง, เลินเล่อ, ประมาท)

(b) asleep    (นอนหลับ, ชา, หยุดนิ่ง)

(c) unknown    (ไม่เป็นที่รู้จัก, ไม่รู้, ไม่เข้าใจ, ไม่รู้จัก, แปลกหน้า, ลึกลับ, ไม่มีชื่อเสียง)

(d) unconscious    (หมดสติ, ไม่รู้สึกตัว, สลบ, ไม่รู้)

 

4. He did ________________________________________ of work for his research project.

(เขาทำงาน ____________________________________ สำหรับโครงการวิจัยของเขา)

(a) a great number    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์)

(b) a great deal    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) many    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์)

(d) so much    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น   “He did so much work……….........…..”  สำหรับคำว่า  “มาก”  ที่ใช้กับคำนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  ได้แก่   “A great deal of, A good deal of, A great amount of, A large amount of, Lots of, A lot of, Much”  ส่วนคำที่ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ได้แก่  “A great number of, A large number of, Lots of, A lot of, Many”  ทั้งนี้   Lots of, A lot of   สามารถใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้  พหูพจน์

 

5. Although the book is expensive, ____________________________________________.

(แม้ว่าหนังสือเล่มนั้นแพง, _______________________________________________)

(a) it’s worth to read   

(b) but it’s worth reading  

(c) it’s worth reading    (มันควรค่า (คุ้มค่า) กับการอ่าน)

(d) and it’s worth to read   

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “To be worth + Verb + ing”  และเมื่อใช้  Although”  แล้ว   ไม่ต้องมี  “But”  อีก  

 

6. Malibu, California, is _______ a nice place that most wealthy American people want to live there.

(เมืองมาลิบู, รัฐแคลิฟอร์เนีย  เป็นสถานที่ที่ดี __________ จนกระทั้งเศรษฐีชาวอเมริกันส่วนใหญ่  ต้องการจะไปอาศัยอยู่ที่นั่น)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) such as    (เช่น)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้างข้างล่าง 

  • Subject + Is (Was) + Such + A (An) + Adjective + Noun + That + Subject + Verb        หรือ
  • Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject + Verb 

                                                                 ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The working conditions of forest officials were __________ dangerous in the early days that private insurance companies refused to insure the officials.

(สภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอันตราย __________ ในยุคแรกๆ (สมัยก่อน)  จนกระทั่งบริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะรับประกันภัยเจ้าหน้าที่เหล่านี้)

(a) very

(b) such

(c) too

(d) so    (มาก)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Are) + So + Adjective + (ส่วนขยาย) + That + Subject + Verb
  • The house is so expensive that we cannot buy it.

(= It is so expensive a house that we cannot buy it.)

(= It is such an expensive house that we cannot buy it.)

(บ้านราคาแพงมากจนกระทั่งเราไม่สามารถซื้อมัน)

  • The room was so hot that she couldn’t sleep in it.

(= It was so hot a room that she couldn’t sleep in it.)

(= It was such a hot room that she couldn’t sleep in it.)

(ห้องร้อนมากจนกระทั่งเธอไม่สามารถนอนได้)                                           

                                                   ตัวอย่างที่         

  • It is ________________________________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก __________________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติม   “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • I am ________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) _______________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) เกินไปที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมาก  และไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am not strong enough to lift this heavy stone.

(ผมไม่แข็งแรงพอที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมากจนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am so weak a person that I cannot lift this heavy stone.

(ผมเป็นคนที่อ่อนแรงมาก  จนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ผมเป็นคนที่อ่อนแรงมาก  จนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

                                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กมาก  และเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

  • The car is not big enough for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นไม่ใหญ่พอสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is so small that we cannot get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

  • It is so small a car that we cannot get into it.

(มันเป็นรถยนต์ที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

  • It is such a small car that we cannot get into it.

(มันเป็นรถยนต์ที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

7. I finished typing these three letters during ______________________________________.

(ผมพิมพ์จดหมาย  ๓  ฉบับเหล่านี้แล้วเสร็จในระหว่าง ____________________________)

(a) you were absent

(b) your absent

(c) your absence    (การไม่อยู่ของคุณ)

(d) you were absence

ตอบ  -  ข้อ   (c)   หรือตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   I finished typing these three letters when you were absent”  (ผมพิมพ์จดหมาย  ๓  ฉบับเหล่านี้แล้วเสร็จ  เมื่อคุณไม่อยู่)  ทั้งนี้   Absence”  เป็นคำนาม   ส่วน  Absent”  เป็นคำคุณศัพท์   โดย  “During +  คำนาม  หรือวลี”  ส่วน  “When + Subject + Verb

 

8. I wish tomorrow __________________________________________________ Sunday.

(ผมปรารถนาว่า  พรุ่งนี้ ________________________________________ วันอาทิตย์)

(a) is

(b) were

(c) will be

(d) would be    (จะเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   Clause  ที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูป  “Past”  (Simple  หรือ  Perfect)  เสมอ  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  เพียงแต่อยากให้เป็นเช่นนี้เช่นนั้น  เท่านั้น  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you ____________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา)  ในอดีต  จึงใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3”  

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ______________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple”  หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นจริง

                                                     ตัวอย่างที่ ๓

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you __________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ _______)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”(ต้องอยู่ในรูป  “Past tense”  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน  “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I __________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม__________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)  (ความเป็นจริง  คือ  ผมไม่รู้ภาษาอิตาเลียน)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  หรือไม่เกิดขึ้นจริงตามที่ปรารถนา  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish I __________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่จริงๆ แล้วมิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                                                    ตัวอย่างที่  ๖

  • I wish you _________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (แต่ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)    เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb 2  หรือ  Had + Verb 3”  แต่  “That”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                             ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2)   (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประ ธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                             ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้   “Verb”  เป็น  “Past perfect”  (Had + verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) - แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                              ๓. ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้   Verb”  เป็น  “Would”,  “Should”,  “Could”,  “Might”   ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                              ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                              ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

9. Look both ways before you walk ______________________________________ the road.

(มองทั้ง    ทาง  (ซ้ายและขวา) ก่อนที่คุณเดิน _____________________________ ถนน)

(a) cross    (ข้าม)  (เป็นคำกริยา)

(b) across    (ข้าม)  (เป็น  “Preposition” )

(c) crossing

(d) to cross

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ไม่สามารถเลือก  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  อนุประโยค  (Before you …………..…….road)  มีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ  “Walk

 

10. I had this photograph ______________________________________________ in Paris.

(ผมให้ภาพนี้ __________________________________ (คือ  ให้ผู้อื่นถ่ายให้) ในปารีส)

(a) take

(b) taking

(c) taken    (ถูกถ่าย)

(d) to take

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างแบบ  “Causative Use”   {Subject + Has (Have, Had) + กรรม + Verb 3 + (By someone)  =  ประธานฯ ให้  “กรรม”  ถูกกระทำ (โดยใครบางคน)}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่    

  • What would you _________________________________________ me do for you?

(คุณจะ _________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น   “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น   “What would you want (wish) me to do?

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and _____________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆ พอ  ผมอาจจะไป  (และ) ______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง   “May”  เหมือนกับ  “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He had the cook ___________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ______________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ____________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + have (has) + someone + do + something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                                            ตัวอย่างที่  

  • What would you have me ____________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                               สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use” ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่  ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี   “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้  คือ

Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb  “do”)

๒. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb  “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                                ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                                อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)}  {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ   ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ    ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

11. It is not safe to go round a bend at a ____________________________________ speed.

(มันไม่ปลอดภัยที่จะขับรถตรงทางโค้งด้วยความเร็ว ___________________________)

(a) quick    (เร็ว)

(b) fast    (เร็ว)

(c) high    (สูง)

(d) rapid    (เร็ว)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “at a high speed”  =   ด้วยความเร็วสูง

 

12. That is the highest tree I have ___________________________________ seen in my life.

(นั่นเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดที่ผม _____________________________________ เห็นในชีวิต)

(a) ever    (เคย)

(b) never    (ไม่เคย)

(c) been

(d) certainly    (อย่างแน่นอน)

 

13. I bought ______________________________________________________ yesterday.

(ผมซื้อ ____________________________________________________ เมื่อวานนี้)

(a) a trouser

(b) a trousers

(c) a pair of trousers    (กางเกงขายาว    ตัว)

(d) the trouser

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเครื่องแต่งกายที่มี    ขา   เช่น กางเกงขาสั้น-ขายาว   ถ้าจะนับเป็นตัวๆ   ต้องใช้  “Pair”  (คือ คู่หนึ่ง หมายถึง    ตัว)  เสมอ  ยกเว้นไม่ระบุจำ นวน  ก็ไม่ต้องใช้   ดูเพิ่มเติมการใช้คำนามที่ถือเป็นพหูพจน์เสมอ  ประเภทเครื่องแต่ง กาย,  ของใช้, และเครื่องมือ  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • In (2) addition to (2) applications of sight correction, (3) eyeglass are also (4) worn for protection.

(นอกเหนือจากการใช้แก้ไขสายตา (การมองเห็น) ให้ถูกต้องแล้ว   แว่นตายังถูกสวมใส่เพื่อการป้องกัน (ดวงตา) อีกด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “eyeglasses”   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  เมื่อหมายถึง   “แว่นตา”  สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆ ที่ต้องใช้เป็นคู่  หรือประกอบด้วย   ส่วน  ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์  ได้แก่   Scissors  (กรรไกร), Glasses (Eyeglasses) (แว่นตา), Spectacles  (แว่นตา), Tongs  (ปากคีบ, คีม), Chopsticks  (ตะเกียบ), Pincers  (คีม), Pliers  (คีมปากยาว), Dividers  (วงเวียน), Sheers  (กรรไกรตัดต้นไม้), Calipers (callipers)  (วงเวียนใช้วัด)  เป็นต้น

                                                  นอกจากนั้น   เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  คือ  Shorts (กางเกงขาสั้น), Trousers  (กางเกงขายาว), Pants  (กางเกง, กางเกงชั้นใน  –  ของผู้หญิงหรือเด็ก), Panties  (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก), Clothes  (เสื้อผ้า), Breeches  (กางเกงขี่ม้า), Pajamas  (Pyjamas)  (เสื้อกางเกงชุดนอน)  เป็นต้น

 

14. He was cold __________________________________________________________.

(เขาหนาว _________________________________________________________)

(a) most of the night    (เกือบตลอดทั้งคืน)

(b) many parts of the night    (หลายส่วนของคืน)

(c) much through the night    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) much of the night    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ต้องใช้โครงสร้างแบบนี้

 

15. There comes a time in every man’s life _____________________________________.

(มีอยู่ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนทุกคน _________________________________________)

(a) then he has to think    (ต่อจากนั้น  เขาจำเป็นต้องคิด)

(b) which he needs    (ซึ่งเขาต้องการ)

(c) when he has to think     (เมื่อเขาจำเป็นต้องคิด)  (เกี่ยวกับตนเอง, อนาคต, ครอบครัว, ฯลฯ)

(d) therefore he has to work hard    (ดังนั้น  เขาจำเป็นต้องทำงานหนัก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยาย  “A time

 

16. James liked fishing ____________________________________________________.

(เจมส์ชอบการตกปลา __________________________________________________)

(a) but hunting had also been enjoyed by him

(b) but hunting was also enjoyed by him

(c) but hunting was also enjoyed

(d) but he also enjoyed hunting    (แต่เขาก็สนุกกับการล่าสัตว์ด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   กริยา   “Enjoy”  ไม่นิยมใช้ในรูป   “Passive voice”  เหมือนใน  ข้อ   A, B, C  นอกจากนั้นยังเป็นการใช้คำในประโยคให้มี  “Format”  เดียวกัน  คือ   “James liked……….......…..”  และ   “He also enjoyed……............…….

 

17. Do you know that ________________________________________________ man?

(คุณรู้จักผู้ชาย _________________________________________ คนนั้นหรือเปล่า)

(a) long nose

(b) long-nose

(c) long nosed

(d) long-nosed    (จมูกยาว)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมคำอธิบายเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • A woman with white hair is a ____________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ___________________________________________)

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                               ตัวอย่างที่  

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์  เลือดอุ่น)

                                                  ประโยคข้างบนต้องใช้   “Warm-blooded”   เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective)  คือ  คำ    คำ  ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ   และเป็นกรณีเดียว  ที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้    ตัวอย่าง   เช่น

         - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

         - an absent-minded man – คนใจลอย

         - service-minded people – คนจิตอาสา

         - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

         - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

         - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

          - red-faced people คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

          - a baby-faced man คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

          - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

          - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

          - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

          - a light-fingered boy – เด็กมือไว  (มือเบา  ชอบฉกฉวย)

           - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

          - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

          - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

          - a big-headed boy – เด็กหัวโต

          - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

          - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

18. The spectacles were ______________________________________________ broken.

(แว่นตาถูกทำแตก (หรือหัก) _____________________________________________)

(a) accident    (อุบัติเหตุ) (คำนาม)

(b) by accident

(c) accidental    (เป็นอุบัติเหตุ, เกี่ยวกับอุบัติเหตุ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) accidentally    (โดยอุบัติเหตุ)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายกริยา  (Broken)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  มีอีก    รูปแบบที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   คือ

  • The spectacles were broken by accident.
  • The spectacles were broken in an accident.

 

19. During the eighteenth century, communication within and between cities _______ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่  ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายในและระหว่างเมืองต่างๆ __________ ยากลำบากในเบื้องต้น)  (หรือ ในตอนแรกๆ)

(a) were

(b) they were

(c) was

(d) which were

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Communication”  ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์

 

20. He had an accident last month and broke his leg, so he ____________ walk since then.

(เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนที่แล้วและขาหัก  ดังนั้น  เขา _____________ เดินตั้งแต่นั้นมา)

(a) couldn’t    (ไม่สามารถ)  (ในอดีต)

(b) shouldn’t    (ไม่ควรจะ)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)

(c) hasn’t been able to    (ไม่สามารถ)

(d) won’t be able to    (จะไม่สามารถ)  (ในอนาคต)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   ใช้รูป   “Present perfect tense”  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)   คือ  เดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว   (ตอนขาหักเพราะอุบัติเหตุ)   จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังเดินไม่ได้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป