หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 408)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The bad weather prevented them _________________________________ to the meeting.

(อากาศที่เลวร้ายขัดขวางพวกเขา _________________ ที่การประชุม)  (หมายถึง  ไปประชุม)

(a) going

(b) not to go

(c) go

(d) from going    (จากการไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Prevent + กรรม + From + Verb + ing + ส่วนขยาย”   (ประธานฯ ขัดขวาง  “กรรม”  จากการทำอะไรบางอย่าง

 

2. He had opened his book and __________________________________ before we arrived.

(เขาเปิดหนังสือของเขา  และ ____________________________________ ก่อนเรามาถึง)

(a) began to read

(b) beginning to read

(c) begun to read    (เริ่มต้นอ่าน)

(d) will begin to read

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่    (มาจาก  Had begun to read)  ของประโยค  

 

3. My application for admission to the university was turned down.

(การสมัครของผมเพื่อการรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย  ได้รับการ ___________________)

(a) accepted    (ยอมรับ)

(b) turned around    (หมุนไปรอบๆ)

(c) rejected    (ปฏิเสธ)

(d) delayed    (ทำให้ล่าช้า)

 

4. I have brought two books; you can make your _______________________ between them.

(ผมได้นำหนังสือมา    เล่ม, คุณสามารถทำ ______________ ของคุณ  ระหว่าง    เล่มนั้น)

(a) preference    (การชอบมากกว่า, สิ่งที่ชอบมากกว่า)

(b) election    (การเลือกตั้ง, การเลือกคน)

(c) choose    (เลือก)  (เป็นคำกริยา)

(d) choice    (การเลือก, ทางเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก)  (เป็นคำนาม)

 

5. She goes to the cinema every evening because she is very __________________ of films.

(เธอไปดูหนังทุกคืน  เพราะว่าเธอ _____________________________ ภาพยนตร์มาก)

(a) loving    (รัก, ชอบ)  (ไม่นิยมใช้รูป  “Continuous tense”)

(b) fond    (ชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) passionate    (เร่าร้อน, กระตือรือร้น, มีความรู้สึกรุนแรง, สะเทือนอารมณ์ได้ง่าย)

(d) desirable    (น่าปรารถนา, น่ายินดี, ซึ่งถูกอกถูกใจ)

 

6. The ________________________ of the storm was so great that it blew our house down.

(_________________________________ ของพายุ  มากจนกระทั่งมันพัดบ้านของเราจนพัง)

(a) fierce    (ดุเดือด, รุนแรง, ดุร้าย, ป่าเถื่อน, บ้าคลั่ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) strong    (แข็งแรง, เข้มแข็ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) force    (กำลัง, แรง, อนุภาพ, พลัง, พลังงาน, อำนาจ, อิทธิพล)  (เป็นคำนาม)

(d) voice    (เสียง)

 

7. The bookcase is _______________________________________________ the window.

(กล่อง (ลัง) หนังสืออยู่ _________________________________________ หน้าต่าง)

(a) close    (ใกล้)

(b) next    (ใกล้กับ, ถัดไป, ติดกัน)

(c) near    (ใกล้)

(d) adjacent    (ใกล้, ชิด, ติดต่อกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับข้ออื่นๆ ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องตามด้วย  “Preposition”  (To)

 

8. The more you study, ______________________________________________________.

(ยิ่งคุณศึกษาเล่าเรียนมาก, _____________________________________________)

(a) you learn better

(b) the cleverest you will be

(c) the answers you will know

(d) the smarter you will be    (คุณก็จะยิ่งฉลาดมาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง   “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง........................”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • In physics, the greater ___________ object’s mass, the harder it is to put it into motion.

(ในวิชาฟิสิกส์, ยิ่งมวลสารของวัตถุ ___________ ยิ่งมาก (ยิ่งใหญ่) ขึ้น, มันก็ยิ่งยากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)  (หมายถึง  ยิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งยากมากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)

(a) is an

(b) it is an

(c) an    (ชิ้นหนึ่ง, อย่างหนึ่ง)

(d) which is an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง...........................” 

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The harder the shrub is to grow, ________________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  ________________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)   หรือ   “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, _____________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, _______________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี _________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the ____________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, __________________)

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย _____________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง.................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb,  the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, _______________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่        (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst”  –  แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง........................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

9. The students have already got __________________________________ the school-bus.

(นักเรียนได้ขึ้นไป __________________________________________ รถโรงเรียนแล้ว)

(a) inside    (ข้างใน)

(b) on    (บน)

(c) into    (ข้างใน)

(d) within    (ข้างใน, ภายใน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                   สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   On page 5  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัด สินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

10. That coffee is much too hot __________________________________________ to drink.

(กาแฟนั้นร้อนมากเกินไป ___________________________________________ ที่จะดื่ม)

(a) for us    (สำหรับเรา)

(b) so we not

(c) that we

(d) for us not

 

11. I just have a few household _________ to cope with and then I’ll be free to come out with you.

(ผมมีเพียง ____________ ของครัวเรือนที่จะต้องจัดการ  เพียงสองสามชิ้นเท่านั้น  และต่อจากนั้น  ผมก็จะว่างที่จะออกไปกับคุณได้)

(a) errands    (เอ๊อร์-เริ่นด)  (ธุระ, ธุรกิจพิเศษ, การใช้ให้ไปส่งจดหมาย-ทำธุระ, การเดินทางไปส่งจดหมายหรือทำธุระ)

(b) assignments    (การบ้าน, งานที่ได้รับมอบหมาย)

(c) chores    (งานเล็กๆน้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ  เช่น  งานทำความสะอาดบ้าน, งานไร่นา)

(d) charges    (ภาระ, ความรับผิดชอบ, การดูแล, การควบคุม, ค่าใช้จ่าย, ราคา, การกล่าวหา, การฟ้องร้อง, การดำเนินคดี, การโจมตีอย่างทันที)

 

12. It is not ______________________________ to look at your friend’s paper during a test.

(มันไม่  _______________ ที่จะมองดูกระดาษข้อสอบของเพื่อนของคุณ  ในระหว่างการสอบ)

(a) dishonest    (ไม่ซื่อสัตย์, ทุจริต, คดโกง)

(b) precious    (มีค่า)

(c) frank    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ไม่อ้อมค้อม)

(d) proper    (เหมาะสม, เหมาะ, ดี, สมควร, ถูกต้อง, ถูกกาลเทศะ, ถูกมารยาท)

 

13. During the _________________ the audience strolled and chatted in the foyer  (ฟ้อย-เออะ).

(ในระหว่าง ______________ ผู้ชมเดินเตร่ (เดินเล่น) และพูดคุยกันในทางเข้าห้องโถง)  (หรือ  ลอบบี้โรงแรม)

(a) pause    (การหยุดกลางคัน, การหยุดระหว่างพูด, การหยุดชะงักชั่วคราว, การหยุดคิด, การหยุดอ่านกลางคัน)

(b) interval    {เวลาพัก (การแสดง, ดนตรี, ภาพยนตร์), เวลาระหว่าง, ช่วงระหว่าง, เวลาว่าง}

(c) interruption    (การขัดจังหวะ, การขัดขวาง, การชะงักงัน, ภาวะที่ถูกขัดขวาง, การหยุด)

(d) gap    (ช่องว่าง)

 

14. _________________________________________________________ to go back now.

(_____________________________________________________ ที่จะต้องกลับแล้ว)

(a) I am necessary

(b) It’s necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(c) I must have

(d) I have had

ตอบ       ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   {It is (was) + Adjective + For someone + To + Verb 1………….….}   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร)  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + Is (Was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  

                                                       ตัวอย่างที่  

  • It is not a good thing ____________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆ ที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)   มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ...……………”   ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”   (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe ______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ     -    ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น  “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                                          ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person ___________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________ มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ    –    ข้อ   (a)    เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1  (กริยาอะไรก็ได้) + ส่วนขยาย}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

15. Do you think you _____________ Peter at any time over the weekend?  If so, can you give him a message?

(คุณคิดว่าคุณ_____________ ปีเตอร์  เวลาใดๆ ช่วงสุดสัปดาห์บ้างไหม  ถ้าเป็นเช่นนั้น  (พบ)  คุณจะช่วยบอกข่าวสารกับเขาหน่อยได้ไหม)

(a) see

(b) will have seen    (จะได้พบแล้ว)

(c) will see    (จะพบ)

(d) would see

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต   (Present future)  (ช่วงสุดสัปดาห์ที่ยังมาไม่ถึง)   โดยให้สอดคล้องกับ   “Do you think……….....……..…” (Present simple tense)   ส่วนข้อ  (b)   “Will have seen”   ใช้บอกเหตุการณ์ในอนาคต  ว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว   เช่น

  • By this time tomorrow, I will have flown to London.

(ณ ช่วงเวลานี้ของวันพรุ่งนี้  ผมคงจะได้บินไปลอนดอนแล้ว)

  • By February next year, she will have graduated from New York University.

(ราวเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า   เธอคงจะได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กไปแล้ว)

 

16. ________________, none of the guests were injured when the fire broke out at the hotel.

(_______________________, ไม่มีแขกคนใดได้รับบาดเจ็บ   เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่โรงแรม)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี, เคราะห์ดี)

(c) To be fortunate    (เพื่อที่จะโชคดี)

(d) It is fortunate    (มันโชคดี)

ตอบ     –    ข้อ   (b)    เนื่องจากใช้ขยายข้อความทั้งประโยค  (None of…………….....………… the hotel)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์   (Adverb)

 

17. Mr. Brown is going to watch _______________________________________________.

(มิสเตอร์บราวน์กำลังจะดู _______________________________________________)

(a) television    (โทรทัศน์)

(b) the television

(c) a television

(d) the televisions

ตอบ    –    ข้อ    (a)   ดูทีวี   ไม่ต้องใช้   “Article”   ใดๆ นำหน้าทีวี

 

18. The oil fuel ________________________ in Diesel engines is much cheaper than petrol.

(เชื้อเพลิงน้ำมันที่ _____________ ในเครื่องยนต์ดีเซล  มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินอย่างมาก)

(a) is used

(b) being used    (กำลังถูกใช้)

(c) using

(d) used    (ถูกใช้)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  แบบ   “Adjective clause”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “Which is used”  หรือ  “That is used”   สำหรับข้อ  (b)  ถูกหลักไวยากรณ์  แต่ไม่ควรใช้   เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเน้นว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น (น้ำมันกำลังถูกใช้)  ส่วนข้อ   (a)   ใช้ไม่ได้  เนื่องจากประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ   “is”   จึงไม่อาจมีกริยาแท้ซ้อนขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง

 

19. Jim was the last _______________________________________ at the party last night.

(จิมเป็นคนสุดท้ายที่ _____________________________________ ที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้)

(a) came

(b) come

(c) to come    (มา)

(d) coming 

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {the first (second, third………..............….last) + To + Verb 1}  (เป็นคนแรก, คนที่สอง..........................คนสุดท้าย + ที่ (กริยาคำไหนก็ได้  เช่น  มาถึง, สอบผ่าน, บินเดี่ยวรอบโลก, คิดสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ)

 

20. Mr. Simpson died last week.  He has left a ____________________ and seven children.

(มิสเตอร์ซิมสันตายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  เขาได้ทิ้ง __________________ และลูกอีก  ๗  คนไว้)

(a) widower    (พ่อม่าย)

(b) bachelor    (ชายโสด)

(c) spinster    (หญิงโสด, หญิงทึนทึก, สาวแก่)

(d) widow    (หญิงม่าย, แม่ม่าย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”                 

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป