หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 407)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________ of the seven continents were placed in the Pacific Ocean, there would still be room left for another continent the size of Asia.

(____________ ทวีปทั้ง  ๗  ทวีปถูกจัดวางในมหาสมุทรแปซิฟิก, จะยังคงมีที่ว่างเหลือ (พอ) สำหรับอีกทวีปหนึ่ง  ที่มีขนาดของทวีปเอเชีย)  (คือ  สามารถเอาอีกทวีปหนึ่งขนาดเท่าทวีปเอเชีย  จัดวางลงไปในที่ว่างที่เหลือนั้นได้)

(a) Each

(b) Since each

(c) If each    (ถ้าแต่ละ)

(d) Were each

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นส่วนขึ้นต้นของอนุประโยค  (If clause)  ทั้งนี้  แม้ว่าประธานของอนุประโยคจะเป็นเอกพจน์  (Each)  แต่เนื่องจากประโยคข้างบนเป็น   “If clause”   แบบที่    (Present unreal)  (เป็นเรื่องที่มิเกิดขึ้นจริง  หรือมีโอกาสเกิดน้อยมาก  -  ในปัจจุบัน หรืออนาคต)  (สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์มิเกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการสมมติเท่านั้น)  กริยาใน  “If clause”  ถ้าเป็น  “Verb to be”  ต้องใช้   “Were”  (Were placed)  กับประธานทุกตัว  และยังสามารถทำเป็นรูปผกผัน  (Inversion)  ได้ด้วย   คือ  เอา   “Were”  ขึ้นมาวางไว้หน้า  “If clause”   ได้  ดูเพิ่มเติม  “If clause”   แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • ______________ I in your position, I should make a decision to buy the entire business.

(ถ้าผม ____________________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะตัดสินใจซื้อธุรกิจทั้งหมด)

(a) Was

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) Should

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • If I _____________________________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม ________________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • If I ___________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม __________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    “Present unreal

                                                       ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I ____________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _____________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๒   “Present unreal”   คือ  การสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                                    ตัวอย่างที่  ๕

  • If you lived closer to the office, you __________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _______________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่     “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่  ”  (Present unreal)  ในประโยคย่อย หรืออนุประโยค   (If clause)   จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่  2”   และในกรณีมี   “Verb to be”  ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป   “Subject + Would + (Not) + V.ช่องที่ 1

                                                    สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่   นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   ()  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause  แบบที่ 1”   คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”   คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                                      ตัวอย่างอื่นๆ  ของ   “If clause”  แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if …………........…..……not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                                 สำหรับใน   “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้โครงสร้าง  “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

2. Art criticism and the psychology of art, __________ disciplines, are both related to aesthetics.

(การวิจารณ์ศิลปะและจิตวิทยาของศิลปะ, __________ เป็นสาขาวิชา _________, เกี่ยวข้องกับสุนทรียศาสตร์ทั้ง    วิชา)  (สุนทรียศาสตร์  เป็นวิชาที่เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความงาม  หรือเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกที่บริสุทธิ์)

(a) they are independent

(b) independent still

(c) are independent

(d) although independent    (แม้ว่า .........................(เป็นสาขาวิชา)........................ อิสระ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “Although they are independent disciplines”  ทั้งนี้  ประธานของประโยคนี้   คือ   Art criticism and the psychology of art”   และกริยา  คือ  “Are    

 

3. ____________ built, with sharp vision and excellent senses of smell, the bulldog will fight bravely with any intruder.

(ถูกสร้าง (มีโครงสร้าง) ___________, รวมทั้งมีสายตาคมกริบและประสาทดมกลิ่นดีเยี่ยม, สุนัขบูลดอกจะต่อสู้อย่างกล้าหาญกับผู้บุกรุกใดๆ)  (หมายถึง  มีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรง)

(a) It is strongly

(b) Strongly    (อย่างแข็งแรง)

(c) Whenever it is strongly

(d) When is it strongly

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยาช่องที่    (Built)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • ____________ over three hundred years ago, the Boston Latin School is the oldest public school in the United States.

(______________ เมื่อกว่า  ๓๐๐  ปีล่วงมาแล้ว, โรงเรียนภาษาละตินแห่งเมืองบอสตัน  เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ)

(a) To be approved by law

(b) Approving by law

(c) Approved by law    (ได้รับการอนุมัต (ยินยอม) โดยกฎหมาย)

(d) Having approved by law

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  โรงเรียนฯ  เป็นผู้ได้รับ (ถูก) อนุมัติ  (ถูกกระทำ)  กริยาข้างหน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานฯ)  จึงต้องเป็นกริยาช่องที่   เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง   

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________ the second time, the snake died.

(___________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติม การใช้   “Verb + ing”  และ  “Verb 3”   ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice”  และ  “Passive voice”  (ตามลำดับ)   จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่      (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆ  ในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา,  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม,  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ,  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                                                                สำหรับคำอธิบายโครงสร้างของประโยคข้างบน  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่    (Past Participle)   ดังประโยคตัวอย่างเพิ่มเติมข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________ by the car, she was sent to the hospital.

(_____________________________________ โดยรถยนต์, เธอถูกส่งไปโรงพยาบาล)

(a) Hitting   (ชน)

(b) To hit

(c) Hit   (ถูกชน)  (เป็นกริยาช่องที่  )

(d) Having hit    (ได้ชน)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (She)  เป็นผู้ถูกชนโดยรถยนต์   กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)   เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)  ทั้งนี้  อาจตอบ   “Having been hit”  (ถูกชน)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

                                                          ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์,  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “Snails”   ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • ______________________________________________________, the snake died.

(___________________________________________________________, งูตาย)

(a) Beating by the boys   (เมื่อตีโดยเด็กๆ)

(b) Beaten by the boys    (เมื่อถูกตีโดยเด็กๆ)

(c) Having beaten by the boys    (เมื่อได้ตีโดยเด็กๆ)

(d) To beat by the boys    (เพื่อที่จะตีโดยเด็กๆ)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “The snake”  เป็นผู้ถูกตี  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been beaten by the boys”  (เมื่อได้ถูกตีโดยเด็กๆ)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

 

4. The working conditions of forest officials were ____________ dangerous in the early days that private insurance companies refused to insure the officials.

(สภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอันตราย ____________ ในยุคแรกๆ (สมัยก่อน)  จนกระทั่งบริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะรับประกันเจ้าหน้าที่เหล่านี้)

(a) very

(b) such

(c) too

(d) so    (มาก)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Are) + So + Adjective + (ส่วนขยาย) + That + Subject + Verb
  • The house is so expensive that we cannot buy it.

(= It is such an expensive house that we cannot buy it.)

(บ้านราคาแพงมากจนกระทั่งเราไม่สามารถซื้อมัน)

  • The room was so hot that she couldn’t sleep in it.

(= It was such a hot room that she couldn’t sleep in it.)

(ห้องร้อนมากจนกระทั่งเธอไม่สามารถนอนได้)

                                                                  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่         

  • It is _______________________________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก _____________________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติม   “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I am _______________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) _____________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้   คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) เกินไปที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมาก  และไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am not strong enough to lift this heavy stone.

(ผมไม่แข็งแรงพอที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมากจนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ผมเป็นคนที่อ่อนแรงมาก  จนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้

                                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

5. ____________, all machines are combinations of simpler machines such as the lever, the pulley, and the inclined plane.

(_____________, เครื่องจักรทั้งหมดเป็นการรวม (ผสม) กันของเครื่องจักรที่ง่ายกว่ากัน (ซับซ้อนน้อยกว่า)  เช่น  คาน, รอก, และพื้นราบที่ลาดเอียง)

(a) No matter what complex

(b) No matter how complex    (ไม่ว่าจะซับซ้อนอย่างไร)

(c) How complex is not a matter of

(d) It does not matter if the complexity

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No matter”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________ he tries to hide, the police will find him.

(________________ เขาพยายามหลบซ่อน ________________,  ตำรวจก็จะหาเขาเจอ)

(a) Where

(b) No matter where   (ไม่ว่า ......................(เขาพยายามซ่อน)........................ ที่ใด)   หรือ   (ไม่ว่าที่ใดที่............................)

(c) If

(d) Even

ตอบ   -   ข้อ   (b)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “No matter……….......…..” จากประโยคข้างล่าง

  • She is going to be a singer no matter what difficulties she meet.

(เธอจะเป็นนักร้องให้ได้  ไม่ว่าเธอจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใด)

  • Mary wanted to get to school on time, no matter if she went without breakfast.

(แมรี่ต้องการไปโรงเรียนให้ทันเวลา  ไม่ว่าถ้าเธอจะไม่ได้กินอาหารเช้าก็ตาม)

  • No matter how much is for the TV set, she will buy one because her family really needs it.

(ไม่ว่าทีวีจะราคาแพงเท่าใด  เธอก็จะซื้อเครื่องหนึ่ง  เพราะว่าครอบครัวของเธอต้องการมันจริงๆ)

  • He’ll be glad to accompany his girlfriend no matter when she goes swimming.  (หรือ  “no matter where she goes”)

(เขาจะยินดีที่ติดตามแฟนของเขาไป  ไม่ว่าเธอจะไปว่ายน้ำเมื่อใดก็ตาม)  (หรือ  ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม)

  • We’ll love you no matter what you do.

(เราจะรักคุณ  ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม)

  • No matter where she goes, he’ll follow her.

(ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม  เขาจะติดตามเธอไป)

  • No matter what you say, I won’t believe you.

(= Whatever you say, I won’t believe you.

(ไม่ว่าคุณจะพูดอย่างไรก็ตาม  ผมไม่เชื่อคุณหรอก)

  • Phone me when you arrive, no matter how late it is.

(= Phone me when you arrive, however late it is.)

(โทรมาหาผมเมื่อคุณมาถึง  ไม่ว่าจะดึก (หรือ สาย) เพียงใดก็ตาม)

  • We’ll always love you, no matter what happens.

(พวกเราจะรักคุณเสมอ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

 

6. The work ________________________ if everyone _______________________ share.

{งาน ____________________ ถ้าทุกคน ______________________ ส่วน (ของตน)}

(a) will finish ________ does his

(b) will be finished _________ does their

(c) will be finished _________ does his    (จะถูกทำเสร็จ ..................... ทำงาน (ส่วน) ของตน)  (ต้องใช้รูป  Passive voice”  เนื่องจากงาน  “จะถูกทำเสร็จ”)

(d) would be finished _________ did their

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๑  (Real present)  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   ก็จะเกิดตามไปด้วย  ซึ่งตามประโยคข้างบน  คือ  “ถ้าทุกคนทำงานส่วนของตน  งานก็จะ (ถูกทำ) เสร็จ”  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  จะอยู่ในรูป  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”  (Active voice)   หรือ   “Subject + Will (Shall) + Be + Verb 3” (Passive voice)  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  จะอยู่ในรูป  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”  สำหรับสรรพนาม  “Everyone”  ถือเป็นเอกพจน์   และใช้แทนด้วย   His”  เมื่อเป็นสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)

 

7. I was not __________________ that I had cut myself until I saw the blood all over my hand.

(ผมไม่ ________________ ว่าผมทำมีดบาดตัวเอง  จนกระทั่งผมเห็นเลือดเปื้อนทั่วมือไปหมด)

(a) awake    (ตื่นอยู่, ตื่นตัว)

(b) disturbed    (ถูกรบกวน, เดือดร้อนใจ, ยุ่งยากใจ)

(c) sensitive    (หวั่นไหวง่าย, อ่อนไหวต่อความรู้สึก)

(d) conscious    (รู้ตัว, มีสติ, มีจิตสำนึก, มีเจตนา)

 

8. Take only one of these pills daily.  It’s dangerous to exceed the stated _________________.

(จงกินยาพวกนี้เพียงวันละเม็ดเท่านั้น  มันอันตรายที่จะ (กิน) เกิน ______ ที่ได้บอกไว้  -  ที่ฉลากยา)

(a) portion    (ส่วน, ส่วนหนึ่ง, ส่วนแบ่ง, กอง, ส่วนของมรดก)    

(b) extent    (ปริมาณ, ขอบเขต, การประเมินค่า)

(c) dose    (โดซ)  (ปริมาณยาที่ให้กินครั้งหนึ่งๆ)

(d) share    {หุ้น, การมีส่วน (ในตลาด), การแบ่งปัน}

 

9. The teacher ______________________ out the words she had written on the blackboard.

(ครู ___________________________________ คำต่างๆ ที่เธอได้เขียนบนกระดานดำ)

(a) washed    {ล้างหรือซักด้วยน้ำ, สระ (ผม)}

(b) rubbed    (ลบออก, ขัดออก, ถูออก, เช็ดออก, ขัด, สี, นวด, ลูบ)

(c) cleaned    (ทำความสะอาด)

(d) scraped    (ขูด, ขูดออก, ครูด, ถู, เช็ดออก, โกน, เบียด, เฉียด, แฉลบ)

 

10. This one and that one are ________________________________________________.

(อันนี้และอันนั้น _____________________________________________________)

(a) like    (เหมือน, คล้าย)   

(b) likes

(c) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(d) same

ตอบ   -   ข้อ   (c)    หรืออาจตอบ  “……......…….are the same”   หรือ  “This one is like that one.”   ก็ได้

 

11. What _______________________________________________________________?

{______________________________________________________ อะไร (เท่าใด)}

(a) does the time now

(b) time it is now

(c) is the time now    (ขณะนี้เวลา)

(d) is time now

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “What time is it now?”  ก็ได้

 

12. Jim plays tennis ___________________________________ than his younger brother.

(จิมเล่นเทนนิส _________________________________________ น้องชายของเขา)

(a) worse    (แย่กว่า, เลวกว่า, ห่วยกว่า)  (Bad, Worse, Worst  -  แย่, แย่กว่า, แย่สุด)

(b) worser    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) more worse    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) badly more    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

 

13. _____________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ    –    ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Who”   เป็นประธานของประโยค   จึงตามด้วยคำกริยา   “Came”  ได้เลย  ไม่ต้องใช้   “Verb to do”  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  เหมือนในกรณีทั่วๆ ไป   หรือในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย   “Question words”  ตัวอื่นๆ  (What, When, Where, Why, How)   (ซึ่งต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)   เช่น

  • When did you arrive this morning?

(คุณมาถึงเวลาใดเมื่อเช้านี้)

  • Where do you live in England?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ)

  • Why did she leave in a hurry?

(ทำไมเธอจึงจากไปอย่างรีบเร่ง)

  • What did they tell Jim before he left?

 (พวกเขาบอกอะไรจิม  ก่อนที่เขาจะจากไป)

  • How do you feel about today’s weather?

(คุณรู้สึกอย่างไรกับอากาศวันนี้)

 

14. Have you bought warm clothes ____________________________________ the winter?

(คุณได้ซื้อเสื้อผ้าที่อบอุ่น __________________________________ หน้าหนาวหรือยัง)

(a) for preparation in

(b) for preparation of

(c) in preparation for    (เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับ)

(d) in preparation of

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ต้องใช้ในรูปแบบนี้เสมอ

 

15. I want to borrow _______________________________________________________.

(ผมต้องการยืม _____________________________________________________)

(a) you a dictionary

(b) a dictionary of you

(c) one of your dictionary

(d) a dictionary from you    (พจนานุกรมจากคุณ)

ตอบ    –    ข้อ    (d)    ทั้งนี้  สามารถใช้อีกรูปแบบหนึ่ง คือ  “your dictionary”  หรือ  ตอบ ข้อ   (c)  แต่ต้องแก้เป็น   “one of your dictionaries

 

16. He left his spectacles behind because he was ________________________________.

(เขาทิ้งแว่นตาไว้เบื้องหลัง (คือ ไม่ได้เอาไปด้วย)  เพราะว่าเขา ____________________)

(a) hurry

(b) hurriedly

(c) in a hurry    (รีบเร่ง)

(d) to be hurried

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ทั้งนี้    อาจใช้   “hurried”  (รีบเร่ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)  ก็ได้เช่นกัน

 

17. A gallon is about ______________________________________________________.

( แกลลอน คือ ประมาณ _______________________________________________)

(a) four and half a liter

(b) four and a half liter

(c) four and a half liters    (  ลิตรครึ่ง)

(d) four liters and one half

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ต้องใช้รูปแบบนี้เสมอ  และเติม “s”  ที่ “liter”  ด้วย

 

18. I usually ______________________________________ on Monday to avoid the crowd.

(ผมมักจะ ___________________________ เป็นประจำ  ในวันจันทร์  เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน)

(a) am going shop

(b) go to shopping

(c) going shopping

(d) go shopping    (ซื้อของ, ช้อปปิ้ง)

ตอบ   ข้อ   (d)    เนื่องจากใช้รูป   “Go + Verb + ing”  เพื่อแสดงการทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือพักผ่อนหย่อนใจ   (ดูเพิ่มเติมรูป “Go + V. + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Are you going _______________________________________ again this summer?

(คุณจะไป ____________________________________ อีกครั้ง  ในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping     (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _____________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ____________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)    “Window-shop”   เป็นคำกริยา  หมายถึง   “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Her job is ___________________________________________________________.

(งานของเธอคือ _____________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.    (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา   “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)   ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to”  (To + Verb)   หรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้   “To go shopping”   หรือ   “Going shopping”   ได้ทั้งคู่

                                               อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา   “Go”หมายถึง   “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง   “Go”   จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้  “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

19.____________ people depend to such a great extent on forests, every effort must be made to preserve trees and wildlife.

(_____________ ผู้คนต้องพึ่งพาป่าไม้ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก (ดังนั้น)  จะต้องใช้ความพยายามทุกๆ วิถีทาง  ที่จะอนุรักษ์ต้นไม้และสัตว์ป่าไว้)

(a) That

(b) Which

(c) How

(d) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ    –     ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  (แสดงสาเหตุ)  ส่วนข้อความใน  “Main clause”  แสดง  “ผลลัพธ์” 

 

20. Cars in smaller models need ________________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง ___________ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced    (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Need”   สามารถตามด้วย    รูปแบบ   คือ  “Need to be produced”   หรือ   “Need producing”   ซึ่งหมายถึง   “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง    ข้อความ    ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป