หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 406)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Because it is durable and easy to dye, _____________________ an important textile fiber.

(เพราะว่ามันทนทานและย้อมได้ง่าย, ___________ เส้นใยของวัตถุดิบที่นำมาทำสิ่งทอที่สำคัญ)

(a) it is cotton

(b) which cotton is

(c) cotton is    (ฝ้ายเป็น)

(d) that is cotton

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Cotton)  และกริยา  (Is)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

2. In 1879, _____________________________ the first useful and cheap electrical light.

(ในปี  ๑๘๗๙, __________________ แสงไฟฟ้าที่มีประโยชน์และราคาถูกเป็นครั้งแรก)

(a) Thomas Edison’s invention    (สิ่งประดิษฐ์ของโทมัส เอดิสัน)

(b) Thomas Edison, who invented    (โทมัส เอดิสัน, ผู้ซึ่งประดิษฐ์)

(c) then Thomas Edison invented

(d) Thomas Edison invented    (โทมัส เอดิสัน ประดิษฐ์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Thomas Edison)   และกริยา  (Invented)  ของประโยค

 

3. _____________________________________________________ up to ninety kilograms.

(___________________________________________________ ถึง  ๙๐  กิโลกรัม)

(a) The weight (เวท) of a large turkey    (น้ำหนักของไก่งวงขนาดใหญ่)

(b) A large turkey can weigh (เว)    (ไก่งวงขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนัก)

(c) Because a large turkey can weigh    (เพราะว่าไก่งวงขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนัก)

(d) Weighing a large turkey

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (A large turkey)  และกริยา  (Can weigh)  ของประโยค  หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “The weight of a large turkey is”  (น้ำหนักของไก่งวงขนาดใหญ่  คือ)  โดย  “The weight”  เป็นประธานของประโยค  มี  “Of a large turkey”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี   “Is”  เป็นกริยา  สำหรับ  “Up to ninety kilograms”  เป็น  “Complement”  ของ  “Is       

 

4. __________________________________________, the tough outer layer of the eyeball.

(______________________________, (ซึ่งเป็น) ชั้นนอกที่ทนทาน (แข็งแรง) ของลูกตา)

(a) Tears that continually bathe the cornea

(b) Tears continually bathe the cornea    (น้ำตาทำให้กระจกตา (แก้วตา) เปียกอย่างต่อเนื่อง)

(c) The cornea is continually bathed by tears    (กระจกตาถูกทำให้เปียกอย่างต่อเนื่องโดยน้ำตา)

(d) The cornea’s continual bathing with tears    (การทำให้เปียกอย่างต่อเนื่องด้วยน้ำตาของกระจกตา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Tears),  กริยา  (Bathe),  และกรรม  (The cornea)  ของประโยค,  สำหรับ  “The tough outer layer of the eyeball”   ทำหน้าที่ขยาย  “The cornea”   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “Which is the tough outer layer of the eyeball

 

5. ____________, in the late 1800’s, some libraries had to keep as many as twenty to thirty copies of each of Mary Jane Holmes’s books on hand.

(____________, ในตอนปลายศตวรรษที่  ๑๘, ห้องสมุดบางแห่ง (ในสหรัฐฯ) จำเป็นต้องเก็บหนังสือแต่ละเล่มของแมรี่ เจน โฮล์เมส  ไว้มากถึงระหว่าง  ๒๐๓๐  เล่ม (ต่อหนังสือ    เล่ม) พร้อมไว้ในมือ – หรือห้องสมุด)  (เนื่องจากมีผู้ต้องการอ่านมาก)  (แมรี่ เจน โฮล์เมส (๑๘๒๕ – ๑๙๐๗) เป็นนักเขียนสตรีชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง  นวนิยายของเธอจำนวน  ๓๙  เล่ม  ได้รับการตีพิมพ์  รวมทั้งเรื่องสั้นอีกมากมาย  หนังสือของเธอมียอดขายกว่า    ล้านเล่ม  และเป็นที่สองรองจากหนังสือของ แฮร์เรียต บีเชอร์ สโตว์ (ผู้เขียนหนังสือ “กระท่อมน้อยของลุงทอม” เท่านั้น  ทั้งนี้  นิยายของโฮล์เมสมักเกี่ยวกับชีวิตในเมืองเล็กๆ ในสภาพแวดล้อมชนบท  รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเพศ, ชนชั้น, และเชื้อชาติ  และเกี่ยวกับการมีทาสและสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ  โดยหนังสือของเธอมักกล่าวถึงเรื่องจริยธรรม  และความเป็นธรรมในสังคม)

(a) Inventories showing

(b) That shows inventories

(c) Inventories show that    (รายการทรัพย์สินแสดงว่า)

(d) Showing the inventories

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Inventories)  และกริยา  (Show)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

6. As cities become larger, it is necessary for governments to seek new sources of food for the growing ___________.

(ในขณะที่เมืองขยายใหญ่ขึ้น  มันจำเป็นสำหรับรัฐบาลที่จะแสวงหาแหล่งอาหารแหล่งใหม่ๆ  สำหรับ ____________ ที่เพิ่มมากขึ้น)

(a) children    (เด็กๆ, ลูกๆ)

(b) population    (ประชากร, พลเมือง)

(c) victims    (เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย)

(d) land    (พื้นดิน, ที่ดิน,ผืนดิน, ทางบก)

 

7. The airplane seemed to explode in the sky before it ______________________________.

(เครื่องบินดูเหมือนว่าได้ระเบิดในท้องฟ้า  ก่อนที่มัน _____________________________)

(a) collided    (ชนกันโครม, ปะทะกันโครม, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย)

(b) crashed    (ชนโครม, ปะทะโครม, มีเสียงลั่นดังเปรี้ยง, มีเสียงกระทบหรือชนกัน, พุ่งชน, พัง, ล้มเหลว, พ่ายแพ้)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  เสียงดังสนั่น (ที่เกิดจากการกระทบหรือชนกัน), การตกของเครื่องบิน, ความล้มเหลว, ความพังพินาศ)

(c) took off    (บินขึ้นสู่ท้องฟ้า)

(d) landed    (ร่อนลงสู่พื้นดิน)

 

8. This book is a useful __________________ to someone who has never done any cooking.

(หนังสือเล่มนี้เป็น __________ ที่มีประโยชน์  สำหรับใครบางคนซึ่งไม่เคยปรุงอาหารมาก่อน)

(a) guide    (เครื่องนำทาง, สิ่งชี้นำ, หนังสือแนะนำ, คนนำทาง, มัคคุเทศก์)

(b) method    (วิธี, วิธีการ)

(c) example    (ตัวอย่าง)

(d) adversary    (คู่ปรปักษ์, ศัตรู)   

 

9. It has gone half past eleven.  You ________________________________ very sleepy.

(ตอนนี้เวลา  ๕  ทุ่มครึ่งแล้ว  คุณ _____________________________ ง่วงมากเลย)

(a) must be    (จะต้อง)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน  และอนาคต)

(b) must have been    (จะต้องได้)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(c) have to be    (จำเป็นต้อง)

(d) are

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากผู้พูดมั่นใจว่า  คุณ  “จะต้องง่วง”  แน่นอน  เพราะเวลา    ทุ่มครึ่งแล้ว   และ  “Must + Verb 1”  (หรือ  Must + Be + Adjective)  =  “จะต้อง ............................ (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)”  หรือ   “Must + Have + Verb 3”  (หรือ  Must + Have + Been + Adjective)  =  “จะต้อง ............................(ในอดีต)”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • What terrible coffee!  She _______________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ___________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน   “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในตัวอย่างที่    เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”    ดังนั้น   “คนชงฯ   คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาเหตุการณ์ในอดีต    ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว)   (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  โดยพิจารณาจากผลลัพธ์  คือ  เธอซื้อบ้านใหม่)

 

10. My brother has a box in which he keeps his ___________________________________.

(น้องชายของผมมีกล่องใบหนึ่ง  ซึ่งเขาใช้เก็บ __________________________ ของเขา)

(a) save    (ประหยัด, ออม, ช่วยชีวิต)  (เป็นคำกริยา)

(b) safe    (ปลอดภัย, ไม่ได้รับบาดเจ็บ, ไม่เป็นอันตราย, ไม่เสียหาย, ไว้ใจได้, มั่นคง, แน่นหนา, โดยสวัสดิภาพ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving    (การออม, การประหยัด)

(d) savings    (เงินออม

 

11. I would have met you at the airport if I ______________________ that you were arriving.

(ผมคงได้ไปพบคุณที่สนามบินแล้ว  ถ้าผม________________________ ว่าคุณกำลังมาถึง)

(a) knew

(b) would know

(c) would have known

(d) had known    (ได้ทราบ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่    (Past unreal)   คือไม่เป็นจริงในอดีต   แต่มาสมมติย้อนหลัง   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมไม่ได้ไปพบคุณที่สนามบิน  เพราะผมไม่รู้ว่าคุณกำลังมาถึง”   ในประโยค  “If clause”  แบบที่      ในประโยคใหญ่ใช้   {Subject + Would (should, could, might) + Have + Verb 3}  ส่วนประโยคย่อย   (If clause)  ใช้  (If + Subject + Had + Verb 3)   หรืออาจแปลงรูป  (ผกผัน)  เป็น   (Had + Subject + Verb 3)  (Inversion)  ก็ได้  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนสามารถทำแบบผกผันได้ดังนี้

  • I would have met you at the airport had I known that you were arriving.

(= Had I known that you were arriving, I would have met you at the airport.)

 

12. Come here, my boy, and _______________________________ this note to your master.

(มานี่  ไอ้หนู  และ ______________________________ โน้ตแผ่นนี้ไปให้เจ้านายของเอง)

(a) bring    (นำมา)

(b) fetch    (ไปเอามา, ไปนำมา)

(c) take    (นำ)  (แบบเอาติดตัวไปด้วย)

(d) send    (ส่ง)  (โดยทางไปรษณีย์ หรือ อื่นๆ)

 

13. I ___________________________________________________ about that very much.

(ผม __________________________________________ เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างมากเลย)

(a) have doubt

(b) have a doubt

(c) have doubts

(d) doubt    (สงสัย, มีข้อกังขา, กลัว, ไม่แน่ใจ)  (เป็นคำกริยา)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  ความสงสัย, ความฉงน, ความไม่แน่ใจ, ความสนเท่ห์, ความไม่แน่นอน, ความแปรปรวน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ถ้าต้องการใช้   “Doubt”  ในรูปคำนาม  ต้องเปลี่ยนประโยคเป็น  “I have great (much) doubt about that.”  (ผมมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นเป็นอย่างมาก  ทั้งนี้  สามารถใช้แบบคำคุณศัพท์  ดังประโยคข้างล่าง

  • I am very doubtful about that.

(ผมสงสัย (ข้องใจ) เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างมากเลย)

 

14. Jonathan is ____________________________________________________________.

(โจนาธานเป็น ______________________________________________________)

(a) great violinist

(b) the great violinist

(c) a great violinist    (นักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง)

(d) one of the greatest violinist    (ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “violinists  -  “หนึ่งในบรรดานักไวโอลินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  -  หลายๆคน”)

 

15. ______________________________________________________ wait a few minutes?

(______________________________________________ รอสักประเดี๋ยวจะได้ไหม)

(a) Would you mind    (คุณรังเกียจที่จะ)

(b) Do you mind    (คุณรังเกียจที่จะ)

(c) Will you mind

(d) Will you please    (กรุณา)

ตอบ       ข้อ    (d)    เนื่องจาก    “Will (Would) you please + Verb 1”  ส่วน  “Would (Do) you mind + Verb + ing

 

16. Late as it was, she went on ______________________________________________.

(แม้จะดึกแล้วก็ตาม  เธอยังคง ______________________________________ ต่อไป)

(a) to work

(b) work

(c) worked

(d) working    (ทำงาน)

ตอบ       ข้อ    (d)   เนื่องจากหลัง  Preposition   “On”   ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ คำนาม   (Noun)

                                                  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   On page 5  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัด สินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

17. How ________________________________________________________________?

(____________________________________________________________ เท่าไร)

(a) much are you heavy

(b) much do you weight

(c) many weights are you

(d) much do you weigh    (คุณหนัก)

ตอบ       ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Weigh” (เว)  เป็นคำกริยา   หมายถึง  มีน้ำหนัก”  ส่วน  “Weight” (เวท)  เป็นคำนาม  หมายถึง   “น้ำหนัก”  ส่วน “Heavy”  เป็นคำคุณศัพท์   หมายถึง  “หนัก”   ทั้งนี้  ถ้าต้องการถามว่า  “คุณหนักเท่าใด”  สามารถใช้ได้ดังนี้  คือ

  1. How much do you weigh?
  2. What is your weight”
  3. How much is your weight?
  4. How heavy are you?

 

18. Her parents let her __________________________________ shopping once a month.

(พ่อแม่ของเธอยอมให้เธอ ________________________________ ช้อปปิ้งเดือนละครั้ง)

(a) to go

(b) go    (ไป)

(c) going

(d) goes

ตอบ    –    ข้อ   (b)    เนื่องจากคำกริยา   “Let + Object + Infinitive without to”  (Let her go) 

 

19. It is necessary that she ________________________________ to her parents’ advice.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นที่เธอจะต้อง ______________________ คำแนะนำของพ่อแม่ของเธอ) 

(a) listens

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) must listen

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  กริยาจึงต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to” (Verb 1)  เสมอ  คือ  เสมือนมี  “Should”  มาวางอยู่หน้าคำกริยาตัวนั้น   แต่ไม่ต้องเขียนลงไป  ละไว้ในฐานที่เข้าใจ 

 

20. _____________________ by the author John Grisham are frequently on the best seller list.

( ______ (ซึ่งเขียน) โดยนักเขียน จอห์น  กริสแฮม  มักจะอยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีที่สุดอยู่บ่อยๆ)

(a) The novel

(b) Novels    (นวนิยาย, เรื่องแต่ง)

(c) A novel

(d) Some novel

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยา   คือ   “Are”  ประธานจึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับ  ข้อ  (d)   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Some novels

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป