หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 403)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________ fact that George Washington accepted payment for nothing more than his expenses in the American Revolutionary War.

(______________ ข้อเท็จจริงที่ว่าจอร์ช วอชิงตัน (ประธานาธิบดีคนที่หนึ่งของสหรัฐฯ) ยอมรับค่าตอบแทนไม่มากไปกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ของเขาในสงครามปฏิวัติอเมริกัน)  (สงครามปฏิวัติอเมริกัน  คือสงครามที่ชาวอเมริกันที่อาศัยในอาณานิคมของอังกฤษก่อขึ้น  เพื่อประกาศอิสรภาพจากการปกครองของอังกฤษ  และก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา)

(a) The

(b) It is

(c) It is a    (มันเป็น)

(d) Because of the

 

2. Calcium hydroxide, __________________, is prepared by reacting calcium oxide with water.

(แคลเซี่ยมไฮดร็อกไซด์, ______________, ได้รับการจัดเตรียม  โดยทำปฏิกิริยาแคลเซี่ยมออกไซด์กับน้ำ)

(a) a colorless crystal that

(b) which a colorless crystal

(c) is a colorless crystal

(d) a colorless crystal    (ผลึกที่ปราศจากสี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which is a colorless crystal”  (ซึ่งเป็นผลึกที่ปราศจากสี)

 

3. The question of _____________ first saw the continent of Antarctica is clouded in controversy.

(ปัญหาที่ว่า ____________ ค้นพบทวีปแอนตาร์คติกา (บริเวณขั้วโลกใต้) เป็นคนแรก  ถูกทำให้คลุมเครือ (สงสัย) ในแบบที่ยังโต้เถียงกันอยู่)  (คือ  ยังไม่มีใครรู้แน่  ว่าใครค้นพบฯ เป็นคนแรก  ซึ่งยังคงโต้เถียงกันอยู่)

(a) whose

(b) whom

(c) who    (ใคร)

(d) the person

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ  “Who first saw the continent of Antarctica”  (ใครค้นพบทวีปแอนตาร์คติกาเป็นคนแรก)  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (Of),  สำหรับประธานของประโยค  คือ   “The question”  ส่วนกริยา  คือ  “Is clouded   

 

4. ___________ very little is known of Jacques Laramie, many geographical features and places in Wyoming bear his name.

(______________ แจ๊ค  ลารามี  เป็นที่รู้จักกันน้อยมาก, (แต่) ภูมิประเทศและสถานที่ทางภูมิศาสตร์จำนวนมากในรัฐไวโอมิง (ของสหรัฐฯ) ใช้ชื่อของเขา)  (แจ๊ค  ลารามี  (๑๗๘๔ – ๑๘๒๑) เป็นชาวแคนาเดียนเชื้อสายฝรั่งเศส  เขาเป็นนักบุกเบิก, นัก สำรวจ, นายพราน, คนชายแดน, พ่อค้า ฯลฯ  และเป็นตัวแทนของบริษัท นอร์ทเวสต์  ซึ่งค้าขายขนและหนังสัตว์ในรัฐไวโอมิง  เขาเป็นผู้เจรจากับอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ในบริเวณนั้น  และรับซื้อสินค้าพื้นเมืองจากอินเดียนแดง  และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มอิสระเสรีของผู้มีอาชีพวางกับดักสัตว์เพื่อเอาขน (ไปขาย) ในปี  ๑๘๑๕  เพื่อไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง  เขาหายตัวลึกลับในปี  ๑๘๒๑  โดยคาดว่าคงจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ  และไม่มีใครได้เห็นเขาอีกเลย)

(a) Where    (ที่ซึ่ง)

(b) If    (ถ้า)

(c) Therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(d) Although    (แม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  “Although very little is known of Jacques Laramie”   ซึ่งมีข้อความขัดแย้งกับประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “แม้ว่าคนรู้จักชื่อของแจ๊คฯ น้อยมาก  (แต่) สถานที่ฯ มากมายใช้ชื่อของเขา

 

5. ___________ Mr. Rudolf, my elderly neighbor, been richer, he would have bought a Rolls Royce.

(______________ มิสเตอร์รูดอล์ฟ, เพื่อนบ้านผู้ชราของผม, ร่ำรวยมากกว่านี้, เขาคงจะได้ซื้อรถยนต์โรลส์รอยซ์ไปแล้ว)

(a) If    (ถ้า)

(b) Unless    (ถ้า.................................ไม่)

(c) Had    (ถ้า)

(d) Suppose    (สมมติว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  (โดยผกผันมาจาก  “If Mr. Rudolf, ……….....….., had been richer, he would….... ...………..…..)  คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “มิสเตอร์รูดอล์ฟมิได้ร่ำรวย  เขาจึงมิได้ซื้อรถยนต์โรลส์รอยซ์”  (ในอดีต)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”   แบบที่  ๓  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่               

  • _________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(______________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)   นอกจากนั้น  ประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago _____________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓   “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                              ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ   “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ___________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Tom _______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped     (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง   “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                               สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause”   แบบที่    ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                               จะเห็นว่าในประโยคข้างบน   “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี   “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                             นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)   คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน   “If clause”  มีกริยา  “Were”  เท่านั้น)   ดูเปรียบเทียบประโยค   “ก่อน”  และ  “หลัง”   ทำ  “Reverse”  (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……………..........….…..exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I…………………...........…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………...............…..…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                            สรุป  -  ใน  “If clause”  (อนุประโยค  หรือประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป   Reverse”  (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย

 

6. Polo players and their horses need vigorous __________ in order to be successful in competition.

(ผู้เล่นโปโลและม้าของพวกเขาต้องการ ____________ ที่กระฉับกระเฉง  เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขัน)

(a) train

(b) training    (การฝึกซ้อม, การฝึกฝน)

(c) to train

(d) in training

 

7. If no _______________________ is found soon, the problem will become much more serious.

(ถ้า _________________________ มิได้ถูกค้นพบโดยเร็ว  ปัญหาจะยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นมากมาย)

(a) discussion    (การประชุมปรึกษาหารือ, การอภิปราย, การโต้แย้งหาเหตุผล)

(b) suggestion    (การแนะนำ, การเสนอแนะ, การชักชวน, การเสนอ, ร่องรอย, สิ่งที่บอกเป็นนัย)

(c) realization    (การตระหนักถึงความเป็นจริง, การทำให้เป็นจริง)

(d) solution    (ทางแก้ปัญหา, วิธีแก้ปัญหา, การแก้ปัญหา, สารละลาย)

 

8. Punishment does not seem to have much _________________________________ on him.

(การลงโทษดูเหมือนว่าจะมี __________________________________ ต่อตัวเขาไม่มาก)

(a) affect    (มีผลกระทบต่อ)  (เป็นคำกริยา)

(b) effect    (ผลกระทบ)  (เป็นคำนาม)

(c) affection    (ความรักใคร่, ความชอบ, ความเมตตา)

(d) effort    (ความพยายาม)

 

9. When learning a foreign language, the best approach is to study the spoken language.

(เมื่อเรียนภาษาต่างประเทศ,   วิธีการ-วิถีทาง-การเข้าใกล้-ความใกล้-วิธีการเข้าไป (เช่น ถนน)   ที่ดีที่สุด  คือการศึกษาภาษาพูด)

(a) start    (การเริ่มต้น)

(b) instruction    (คำแนะนำ, การแนะนำ, การสั่งสอน, การชี้แนะ, คำสั่ง, คำสอน, การศึกษา)

(c) way    (วิธี, วิธีการ, วิถีทาง, ทาง, ระยะทาง, หนทาง, เส้นทาง, แนวทาง, ทิศทาง, รูปแบบ)

(d) tool    (เครื่องมือเครื่องใช้, อุปกรณ์, เครื่องมือช่าง, บุคคลที่เป็นเครื่องมือของคนอื่น)

 

10. Roger _____________________________________________________________.

(โรเจอร์ ___________________________________________________________)

(a) is heavy ninety pounds    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) is ninety pounds in heaviness    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) weighs (เว) ninety pounds.    (หนัก  ๙๐  ปอนด์)

(d) has weight ninety pounds    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “Roger’s weight (เวท) is 90 pounds.”  (น้ำหนักของโรเจอร์  คือ  ๙๐  ปอนด์)  ก็ได้

 

11. My uncle has been lying ill _____________________________________ for three weeks.

(ลุงของผมได้นอนป่วย __________________________________ เป็นเวลา    สัปดาห์แล้ว)

(a) in the bed

(b) in a bed

(c) in bed    (ในเตียง, บนเตียง)

(d) on the bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ม่ต้องมี   Article”  (A, The)

 

12. She ________________________________________________ that she was homesick.

(เธอ _________________________________________________ ว่า  เธอคิดถึงบ้าน)

(a) said to me    (พูดกับผม)

(b) told

(c) told me    (บอกผม)

(d) says to me

 

13. He ________________________________________________________ arrives early.

(เขา __________________________________________ มาถึงแต่เช้าตรู่ หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) doesn’t

(b) is

(c) yet

(d) rarely    (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ไม่สามารถตอบ ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Arrive”  เติม  “S”  ข้างท้าย

 

14. The doctor told his patients to take one to three tablets ___________ the severity of the pain.

(หมอบอกให้คนไข้ของเขากินยา  ๑  -  ๓  เม็ด __________________ ความรุนแรงของการปวด)

(a) for    (สำหรับ, เพื่อ)

(b) according to    (สอดคล้องกับ, ตาม)

(c) due to    (เนื่องมาจาก)

(d) owing to    (เนื่องมาจาก)

 

15. You can stay in this room _______________________________________ you keep quiet.

(คุณจะอยู่ในห้องนี้ก็ได้ ______________________ คุณไม่ส่งเสียงดัง)  (หรือคุณทำตัวเงียบๆ)

(a) so long as    (ถ้าหากว่า, ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(b) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(c) even though    (ถึงแม้ว่า)

(d) unless    (ถ้า...................................ไม่)

 

16. The news that I had passed the exam made me feel _____________________________.

(ข่าวที่ว่าผมได้สอบผ่านแล้วทำให้ผมรู้สึก _____________________________________)

(a) to be happy

(b) am happy

(c) happy    (มีความสุข)

(d) happily

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Feel + คำคุณศัพท์  (Adjective)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • Linda looked ___________________________________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ ______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at   หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )   ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                                     สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look”  (Linking verb)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • Let us ___________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Keep + Adjective”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”   ในประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • I _______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Feel + Adjective”   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about……...…..........…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ...............)  และ  “I wonder about………......….…” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ.........................)   สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _____________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • The air in that spot smells _____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________)

(a) sweetness     (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly     (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet      (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                                   ตัวอย่างที่             {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ     แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “Really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก   “Linking verb ได้แก่   Be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look   (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ),  Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

17. Her father died _______________________________________________________.

(พ่อของเธอตาย ______________________________________________________)

(a) by an accident

(b) from an accident

(c) in an accident    (ในอุบติเหตุ)

(d) with an accident

ตอบ   –   ข้อ   (c)    ต้องใช้ในรูปนี้เสมอ

 

18. The _________________________________ outside the house said, “Beware of dogs”.

(___________________________________________ นอกบ้าน  บอกว่า  “ระวังสุนัข”)

(a) advertisement    (การโฆษณา)

(b) notice    (ป้ายประกาศ, ข้อความที่เตือน, ข่าวสาร, หมายเหตุ, ข้อสังเกต, การสัง เกต, การเตือน)

(c) signal    (สัญญาณ, เครื่องหมาย, เครื่องแสดง, สัญลักษณ์, ลาง, นิมิต, สิ่งบอกใบ้)

(d) label    (เล้-เบิ้ล)  (ป้าย, ฉลาก, คำอธิบาย, คำนิยาม, เครื่องหมาย, สัญลักษณ์, ฉายา)

 

19. She told me she was willing to give a hand ______________________ preparing the meal.

(เธอบอกผมว่า  เธอเต็มใจที่จะช่วยเหลือ ____________________ การตระเตรียมมื้ออาหาร)

(a) in    (ใน)

(b) for

(c) to

(d) at

 

20. That witches cause disasters and misfortunes ___________ among tribal people in many parts of the world.

(ที่ว่าแม่มดทำให้เกิดความหายนะและเคราะห์ร้าย __________ ในบรรดาชนเผ่าในหลายส่วนของโลก)

(a) it was widely believed

(b) was widely believed    (ถูกเชื่อกันอย่างแพร่หลาย)

(c) was believed in a wide way

(d) they widely believed

ตอบ   –   ข้อ   (b)    เนื่องจากประธานของประโยคอยู่ในรูป   “Noun clause”  (That witches ………….......…misfortunes)  ซึ่งถือเป็นเอกพจน์   ดังนั้น  ส่วนที่จะมารับจึงต้องเป็นกริยา  (Verb)   ซึ่งต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะหมายถึง  “ถูกเชื่อ...........................”  ส่วน  ข้อ   (c)  เป็นรูปแบบที่เยิ่นเย้อ  ไม่นิยมใช้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป