หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 400)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Along the rocky shores of New England ____________________________ and tidal marsh.

(ตามฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยหินของภาคนิวอิงแลนด์ (รัฐต่างๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก) ___________ และที่ดินต่ำและชื้นและมักมีน้ำท่วม  ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสน้ำขึ้นหรือลง)

(a) are where stretches of sandy beach

(b) stretches of sandy beach are there

(c) are stretches of sandy beach    (คือ  พื้นที่เหยียดยาวของชายหาดทราย)

(d) stretches of sandy beach are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Are)  และประธานตัวแรกของประโยค  (Stretches of sandy beach)  สำหรับประธานฯ ตัวที่  ๒  คือ  “Tidal marsh”  ส่วน  “Along the rocky shores of New England”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb of place)  ทั้งนี้   ประโยคข้างบนอาจเขียนได้อีกรูปแบบหนึ่ง  โดยเรียงโครงสร้าง  “ประธานฯ + กริยา + กริยาวิเศษณ์บอกสถานที่”  ดังนี้  คือ

  • Stretches of sandy beach and tidal marsh are along the rocky shores of New England.

(พื้นที่เหยียดยาวของชายหาดทราย  และที่ดินต่ำและชื้นและมักมีน้ำท่วม  ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสน้ำขึ้นหรือลง  อยู่ตามฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยหินของภาคนิวอิงแลนด์)

                                             สำหรับตัวอย่างโครงสร้างประโยคแบบเดียวกับ  ข้อ    เช่น

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and extensive travel abroad.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และการเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

                                            ทั้งนี้  สามารถเขียนได้อีกแบบหนึ่ง  คือ

  • A good college education and extensive travel abroad are among the advantages which Mr. Barlow has given his children 

(การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และการเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ  อยู่ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา)

 

2. ____________ account of New York society in the book The age of Innocence, Edith Wharton won the Pulitzer Prize in 1921.

(_____________ เรื่องราวของสังคมนิวยอร์กในหนังสือ “ยุคของความไร้เดียงสา”, เอดิธ  วอร์ตัน  ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี  ๑๙๒๑)

(a) Under her

(b) An

(c) To

(d) For her    (สำหรับ .................(เรื่องราว................ความไร้เดียงสา)................... ของเธอ)

 

3. _____________, Caroline Hazard was elected as the fifth president of Wellesley College, despite her lack of a college education and administrative experience.

(______________, แคโรลีน  แฮซซาร์ด  ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานคนที่  ๕  ของมหาวิทยาลัยเวลส์เล่ย์, ทั้งๆ ที่เธอไม่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย  และประสบการณ์ด้านการบริหาร)  (เวลส์เล่ย์เป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วน  อยู่ในรัฐแมสซาชูเซตต์ของสหรัฐฯ  ปัจจุบันอยู่ในสังกัดของ  MIT  และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด,  นางฮิลลารี่  คลินตัน  ก็เรียนจบกฎหมายที่ ม. เวลส์เล่ย์)

(a) Forty-three years

(b) She was forty-three

(c) Forty-three years old

(d) At forty-three    (เมื่ออายุ  ๔๓  ปี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “At forty-three years old”   หรือ   {When she was forty (years old)}   หรือ   “Forty-three-year-old Caroline Hazard was……...............………”  ก็ได้

 

4. The seating of musicians in an orchestra is arranged ____________ to produce the desired blend of sounds from the various musical sections.

(การจัดที่นั่งของนักดนตรีในวงออร์เคสตรา  ได้รับการจัดเตรียม ___________ เพื่อสร้างเสียงผสมที่ต้องการ  จากส่วน (ประเภท) ต่างๆ ทางดนตรีที่หลากหลาย)

(a) the conductor of

(b) from the conductor

(c) by the conductor    (โดยผู้ควบคุมวงดนตรี)

(d) the conductor and

 

5. Some elephants have two tusks, but others have ________________________________.

(ช้างบางตัวมีงา  ๒  ข้าง (กิ่ง), แต่บางตัว (ตัวอื่นๆ) ______________________________ มี)

(a) no

(b) never one

(c) not some

(d) none    (ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None, Never”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Pantomime refers to a short drama in which __________________ words are spoken.

(ละครใบ้เกี่ยวโยงไปถึง (หมายถึง) ละครสั้นซึ่ง ____________ คำพูดถูกพูดออกมา)  (แต่ใช้อากัปกิริยาท่าทางของนักแสดงแทนคำพูด)

(a) never

(b) not

(c) no    (ไม่มี)

(d) none

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง   

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • It was unnecessary for you to have told Lucy anything.  It was ___________ of her business.

(มันไม่จำเป็นเลยสำหรับคุณที่ได้บอกลูซี่ไปแล้วในเรื่องใดๆ  (เพราะ) มัน _________ เรื่องของเธอเลย)  (มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย)

(a) all

(b) no

(c) not

(d) none    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “No, Not, None, All”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • It’s ___________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน ____________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  (เพราะว่า)  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, ____________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙, ___________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)    ดูการใช้   “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ____________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(____________ ขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่มี)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)    หรืออาจใช้โครงสร้าง   “There is no definite boundary between the ……….........………”  ก็ได้

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with ___________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ ________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)    ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _____________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ________________________________________ ความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have __________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆ อ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                                                ตัวอย่างที่          จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ       แก้เป็น   “No”  เนื่องจาก   “No”   ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน   “Not”   มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”   ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them. 

(= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book.

(= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book.

(= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books.

(= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No” แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)   คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”   อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่   “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ,  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                              ในกรณี   “No”  เป็น   “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                               นอกจากนั้น   เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”   และ  “Gerund” (Verb + ing)  ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                                       ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป   “No + Verb + ing”   เช่น   “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ),  “No Fishing” (ห้ามตกปลา),  “No Parking” (ห้ามจอดรถ),  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่),   “No entry”  (ห้ามเข้า),  เป็นต้น

                                           สำหรับตัวอย่างของ   “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him. 

(= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

{มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ชายฝั่งไม่อยู่ในสายตาแล้ว)}  (คือ  เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป)  (คือ  ไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย)  (อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                               สำหรับ   “None”  เป็น  “Pronoun”  (= Not one, Not any)   =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • None of us understood the play.

(ไม่มีพวกเราสักคนที่เข้าใจละครเรื่องนั้น)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • This created a class of large landowners where none had existed before.

(สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดชนชั้นเจ้าของที่ดินจำนวนมากมาย  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย)

  • I have answered every single question.  My opponent has answered none.

(ผมได้ตอบคำถามแล้วทุกคำถาม  (แต่)  ฝ่ายตรงข้ามผมไม่ตอบเลย)

  • She showed none of the belligerence and arrogance I had expected.

(เธอมิได้แสดงความมุ่งร้ายและความยโสโอหังใดๆ  ที่ผมได้คาดหวังเอาไว้)

  • None could afford the books or food.

(ไม่มีใครเลยที่มีเงินพอจะซื้อหนังสือ หรืออาหาร)

  • Most people are kind.  Lots of them very kind.  But none so kind as Stephen.

(คนส่วนใหญ่ใจดี  (โดย)  หลายคนใจดีมาก  แต่ไม่มีใครใจดีเหมือนสตีเฟน)  (เขาใจดีมากกว่าคนอื่นๆ)

  • Go away.  This is none of your business.

(ไปให้พ้น  นี่ไม่ใช่ธุระของคุณเลย)  (คุณไม่ต้องมายุ่ง)

  • It was none other than Jimmy, who took my bike.

(ไม่มีคนอื่น  นอกจากจิมมี่  ผู้ซึ่งเอารถจักรยานของผมไป)

  • As a doctor he is second to none.

(ในฐานะแพทย์  เขาไม่เป็นสองรองใคร)  (เขาเก่งกว่าคนอื่นๆ)

  • Half a loaf is better than none (หรือ   no bread).

(ขนมปังครึ่งปอนด์ยังดีกว่าไม่มีขนมปังเลย)  (หมายถึง  การได้อะไรมา  หรือทำอะไรแม้จะเพียงส่วนเดียว  ยังดีกว่าไม่ได้เลย  หรือมิได้ทำอะไรเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None (at all).”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                               สำหรับในตัวอย่างที่     Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ  คือ  ไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือ  ดี)  ทั้ง    คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

                                                               สำหรับ  การวางตำแหน่งของ  “Never”  (ไม่เคย)  มีดังนี้  คือ

                                            ๑. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • She is never late for class.

(เธอไม่เคยเข้าเรียนสาย)

  • Those poor people are never happy in life.

(คนจนพวกนั้นไม่เคยมีความสุขในชีวิต)

                                            ๒. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วๆ ไป  เช่น

  • He never arrives in time at the office.

(เขาไม่เคยมาที่ทำงานทันเวลา)

  • She never talks to him in her life

(เธอไม่เคยคุยกับเขาเลยในชีวิตของเธอ)

  • They never succeed in whatever they do.

(พวกเขาไม่เคยประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ)

                                            ๓. ถ้ามีกริยาในประโยค  ๒  ตัว  ให้วางไว้ตรงกลาง  (ระหว่าง)  กริยานั้น

  • I have never seen such movies before.

(ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนั้นมาก่อน)

  • She has never been to London.

(เธอไม่เคยไปลอนดอน)

  • We have never applied for a job in a foreign company.

(เราไม่เคยสมัครงานกับบริษัทต่างประเทศ)

                                           ๔. นำ  “Never”  มาขึ้นต้นประโยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำคำนี้  ว่า  “ไม่เคยเลย”   โดยต้องมีการเรียงโครงสร้างประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Never + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย    เช่น
  • Never have I seen such a terrible accident before.

(ผมไม่เคยเห็นอุบัติเหตุร้ายแรงแบบนั้นมาก่อน)

  • Never does she come to class in time.

(เธอไม่เคยเข้าชั้นเรียนทันเวลา)

  • Never has she cooked her own meal.

(เธอไม่เคยปรุงอาหารกินเอง)

                                              สำหรับ   “All”   ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • All (the) news has been good news.

(ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวดี)

  • All the food is eaten.

(อาหารทั้งหมดถูกกิน)

  • They put all the stuff into the hall.

(พวกเขาเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในห้องโถง)

  • Judy had cried all night.

(จูดี้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He waited for her all the afternoon.

(เขารอคอยเธอตลอดบ่าย)

  • All was quiet in the jail.

(ทั้งหมด (สถานการณ์ทั่วไป) เงียบสงบในคุก)

  • All seemed to be going happily.

(ทั้งหมด (ชีวิตทั่วๆไป) ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างมีความสุข)

  • All (of) the girls think it is great.

(เด็กหญิงทุกคนคิดว่ามันวิเศษมาก)

  • Some people stay in one place all their lives.

(คนบางคนพักอาศัยอยู่ในที่เดียวตลอดชีวิต)

  • All (of the) defendants were proved guilty.

(จำเลยทุกคนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด)

  • All children should complete the primary course.

(เด็กๆทุกคนควรเรียนให้จบหลักสูตรพื้นฐาน)

  • They all live together in the same house.

(พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน)

  • We enjoyed it all.

(เราสนุกกับมันทุกอย่าง)

  • We would all be disappointed if you cancelled permission now.

(เราจะผิดหวังกันทุกคน (ทั้งหมด) ถ้าคุณยกเลิกการอนุญาตขณะนี้)

  • These are all problems that he is concerned with.

(เหล่านี้คือปัญหาทั้งหมดที่เขาเกี่ยวข้องด้วย)

 

6. _______________________________, the flaw in the diamond appeared to be a dark spot.

(______________________________________, รอยตำหนิในเพชรปรากฏเป็นจุดดำ)

(a) Looking through a magnifying glass    (เมื่อมองผ่านแว่นขยาย)

(b) Billy looked through a magnifying glass    (บิลลี่มองผ่านแว่นขยาย)

(c) Through a magnifying glass    (ผ่านทางแว่นขยาย)

(d) It was clear that    (มันเห็นได้ชัดเจนว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    หรืออาจตอบ  “Looked through a magnifying glass”  (เมื่อถูกมองผ่านแว่นขยาย)  ก็ได้  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The flaw”   (รอยตำหนิ)  เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกมอง)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • _____________ over three hundred years ago, the Boston Latin School is the oldest public school in the United States.

(____________ เมื่อกว่า  ๓๐๐  ปีล่วงมาแล้ว, โรงเรียนภาษาละตินแห่งเมืองบอสตัน  เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ)

(a) To be approved by law

(b) Approving by law

(c) Approved by law    (ได้รับการอนุมัต (ยินยอม) โดยกฎหมาย)

(d) Having approved by law

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  โรงเรียนฯ  เป็นผู้ได้รับ (ถูก) อนุมัติ  (ถูกกระทำ)  กริยาข้างหน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานฯ)   จึงต้องเป็นกริยาช่องที่   เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง   

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________ the second time, the snake died.

(_________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติม  การใช้  “Verb + ing” และ Verb 3”  ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice”  และ “Passive voice”  (ตามลำดับ)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่            (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก,  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ   (1)   แก้เป็น   “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (Past participle)   สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้  (Passive voice)   ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

                                                  สำหรับคำอธิบายโครงสร้างของประโยคข้างบน  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)   เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่  ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างเพิ่มเติมข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________ by the car, she was sent to the hospital.

(______________________________________ โดยรถยนต์, เธอถูกส่งไปโรงพยาบาล)

(a) Hitting   (ชน)

(b) To hit

(c) Hit   (ถูกชน)  (เป็นกริยาช่องที่  )

(d) Having hit    (ได้ชน)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (She)   เป็นผู้ถูกชนโดยรถยนต์  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been hit”  (ถูกชน)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

                                                 ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)    เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”   ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________________, the snake died.

(__________________________________________________________, งูตาย)

(a) Beating by the boys   (เมื่อตีโดยเด็กๆ)

(b) Beaten by the boys    (เมื่อถูกตีโดยเด็กๆ)

(c) Having beaten by the boys    (เมื่อได้ตีโดยเด็กๆ)

(d) To beat by the boys    (เพื่อที่จะตีโดยเด็กๆ)

ตอบ   -    ข้อ   (b)    เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “The snake”   เป็นผู้ถูกตี   ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been beaten by the boys”   (เมื่อได้ถูกตีโดยเด็กๆ)   ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

 

7. Staying in the summer camp, _______________________________________________.

(พักอยู่ในค่ายพักแรมฤดูร้อน, ___________________________________________)

(a) various enjoyable activities were experienced by the children    (กิจกรรมสนุกสนานมากมายถูกประสบโดยเด็กๆ)

(b) the children experienced various enjoyable activities    (เด็กๆ ได้ประสบกับกิจกรรมสนุกสนานมากมาย)

(c) their parents came to visit the children    (พ่อแม่ของพวกเขามาเยี่ยมเด็กๆ-ลูกๆ)

(d) there was a cool wind blowing all the time    (มีลมเย็นพัดตลอดเวลา)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The children”  เป็นผู้พักฯ  (ผู้กระทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________, Jim saw a car accident.

(____________________________________________, จิมเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)  He was standing on the road

(b)  Stood on the road

(c)  Standing on the road    (ยืนอยู่บนถนน)

(d)  Stand on the road

ตอบ   –   ข้อ   (c)    เนื่องจาก  Standing on the road”  เป็น   “Present participle phrase”   ที่ลดรูปมาจากอนุประโยค   “Adverb clause of time”  (While he was standing on the road,)  ทำหน้าที่ขยายประธานของประโยค   (Jim)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, ___________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม __________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)   ดังนั้น   ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา   “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( _____________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  เป็นผู้ทำกริยา  “มีงานยุ่งเสมอ”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค   จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ  “Being”)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came _____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across    (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค   โดยขยายประธานฯ  ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดินทางรู้สึกกลัว (เกรงขาม-หวาดเสียว)  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า   ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)   ซึ่งประธานฯ  จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                                    ตัวอย่างที่  

  • ____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_______________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                               ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                  สำหรับ   “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

8. Petrol is ___________________________________________________ from petroleum.

(น้ำมันเบนซิน (ถูก) ______________________________________ จากน้ำมันปิโตรเลียม)

(a) removed    (กำจัด, ขจัด, ปลด, ปลดเปลื้อง, ไล่ออก, ฆ่า, เอาออก, ย้าย, โยกย้าย,  ถอด, ขนของ)

(b) scraped    (ขูด, ขูดออก, ครูด, ถู, เช็ด, เช็ดออก, เบียด, เฉียด, แฉลบ, พอดำเนินชีวิตผ่านไปได้วันๆหนึ่ง)

(c) derived    (ได้รับ)

(d) modified    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง)

 

9. The cat showed her ________________________ for the stale fish by turning her back on it.

(เจ้าแมวแสดง ____________ ของมันต่อปลาที่ไม่สด (เหม็นอับ, ราขึ้น, จืดชืด, เก่า) ตัวนั้น  โดยการหันหลังให้มัน)  (คือ หันหลังให้ปลา – ที่ตายแล้ว - ตัวนั้น)

(a) disgrace    (ความอัปยศอดสู, ความน่าอับอาย, ความเสื่อมเสียเกียรติ)

(b) disgust    (ความรังเกียจ, ความขยะแขยง, ความสะอิดสะเอียน)

(c) despair    (ความสิ้นหวัง, ความหมดหวัง, สิ่งที่ทำให้หมดหวัง)

(d) grief    (ความเศร้าโศก, ความระทมทุกข์, ความคับข้องใจ, สิ่งที่ทำให้เสียใจมาก, ปัญหา, ความยุ่งยาก)

 

10. Hong Kong is almost without natural ______________________________ like coal and oil.

(ฮ่องกงเกือบจะปราศจาก _________________________ ธรรมชาติ  เช่น  ถ่านหินและน้ำมัน)

(a) facilities    (สิ่งอำนวยความสะดวก, เครื่องทำให้สะดวกหรือง่ายขึ้น, ความสะดวก, ความง่าย, ความคล่องแคล่ว, ความว่องไว)

(b) resources    (ทรัพยากร)

(c) phenomena    (ปรากฏการณ์)

(d) aspects    (แง่มุม, ลักษณะ, รูปร่างหน้าตา, รูปการ, ด้าน (ปัญหา), หลักเกณฑ์, ทิศทาง, ที่ตั้ง)

 

11. They will come with us ______________________________________ the bad weather.

(พวกเขาจะมากับเรา _______________________________________ อากาศเลวร้าย)

(a) in spite

(b) despite of

(c) despite    (ทั้งๆ ที่)

(d) though    (แม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”  เช่น  “…………..………….though the weather is bad”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    หรือ   “In spite of”  (ทั้งๆ ที่)  ก็ได้

 

12. This road is dangerous _________________________________________ pedestrians.

(ถนนสายนี้เป็นอันตราย _________________________________ คนเดินเท้า-คนเดินถนน)

(a) for

(b) to    (ต่อ, แก่)

(c) about

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ   To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ)  -  He was cruel to his family.  (เขาโหดร้ายกับครอบครัวของเขา),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่)  -  It is obvious to her that he does not love her at all.  (มันชัดเจนแก่เธอว่า  เขามิได้รักเธอเลย),  obedient  (เชื่อฟังต่อ)  -  The children are obedient to their parents.  (ลูกๆ เชื่อฟังพ่อแม่ของเขา),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  -  This circle is equal to the other one.  (วงกลมนี้ (มีพื้นที่) เท่ากับวงกลมนั้น),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                            สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  keep to  (ชิด, ขับชิด)  -  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  รถยนต์ขับชิดขวามือของถนน),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

13. It is often cheaper to buy articles ___________________________ the dozen than singly.

(มันมักจะราคาถูก  ที่จะซื้อสินค้า-สิ่งของ ____________ โหล  มากกว่า (ซื้อ) อันเดียว-ชิ้นเดียว)  (คือ  ซื้อเป็นโหลราคาถูกกว่าซื้อทีละชิ้น)

(a) at

(b) for

(c) by    (เป็น)

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),   “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด) -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย    เหลือ  )  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา)  (เขาไม่มีลักษณะดังกล่าว),    เป็นต้น

 

14. He walked slowly for fear that he _____________________________________ stumble.

(เขาเดินอย่างช้าๆ  ด้วยเกรงว่าเขา _______________________________ สะดุดหกล้ม)

(a) should    (จะ)

(b) may

(c) be

(d) would not

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง  “For fear that”  (ด้วยเกรงว่า)  นิยมใช้   “Should + Verb 1

 

15. He swims ___________________________ if __________________________ a fish.

(เขาว่ายน้ำ _________________________ ว่า ___________________________ ปลา)

(a) even ______________ he were

(b) very well ______________ he were

(c) as ______________ he is

(d) as ______________ he were    (ราวกับ ______________ เขาเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “As if”  (ราวกับว่า)  ต้องตามด้วยอนุประโยคที่เป็น  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน),  และเป็น  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)   (ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต)   และในกรณีที่มี   “Verb to be”   ให้ใช้   “Were”  กับประธาน (ของอนุประโยค) ทุกตัว  ไม่ว่าจะเป็น   “He, She, It, They, We, You, I”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He rushed into the room, looking as if he____________________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา _________ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ    -   ข้อ    (c)    สำหรับเหตุการณ์ในอดีต  อนุประโยคที่นำด้วย   “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense” (Had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  ให้ใช้  “Past simple tense” (Verb 2)   และ  ในกรณีเป็น “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He acted as though he ______________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ___________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่                 {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆ ที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน,  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ    -    ข้อ      แก้เป็น   “as if หรือ  as though”   เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ  “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป  “Past simple” (Verb 2)  หรือ  “Past perfect”  (Had + Verb 3)  หลัง   “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ   หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้   “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                                                    ตัวอย่างที่  

  • He spends his money ________________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as     (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   นื่องจาก   “As though”  หรือ  “As if”  (นำหน้าอนุประโยค)หมายถึง   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)  จึงใช้  “Were”  กับประธาน  “He”  (หรือใช้   “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ  เช่น Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น   “Had been” (……................…as though he had been a……...............…..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้รัก)

  • She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เห็น)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้  –  เป็นอดีต)  (จริงๆ แล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

16. Everyone in the class was sitting quietly in ________________________________ seat.

(ทุกคนในชั้นเรียน  กำลังนั่งอย่างสงบเงียบในที่นั่ง _____________________________)

(a) their

(b) his    (ของตน)

(c) hers

(d) its

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Everyone”  เป็นคำสรรพนามเอกพจน์  แทนด้วย  “He”  และเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  จึงใช้  “His

 

17. You should be very careful __________________________________________ the road.

(คุณควรระมัดระวังมากๆ ___________________________________________ ถนน)

(a) to cross

(b) cross

(c) when crossing    (เมื่อข้าม)

(d) to have crossed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “When you cross”  หรือ   “When you are crossing

 

18. Put this letter in the file ___________________________________________ the others.

(เอาจดหมายนี้ไปใส่ไว้ในแฟ้มเอกสาร __________________________ จดหมายฉบับอื่นๆ)

(a) together

(b) by

(c) in

(d) along with    (เช่นเดียวกับ, พร้อมๆ กับ, ร่วมกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    หรืออาจตอบ   “Together with”   (เช่นเดียวกับ, พร้อมๆ กับ, ร่วม กับ)  ก็ได้

 

19. Fast-food restaurants have become popular because many working people want ___________.

(ภัตตาคารอาหารจานด่วนได้กลายเป็นที่นิยม   เพราะว่าคนทำงานเป็นจำนวนมาก ต้องการ _______)

(a) eat quickly and cheaply

(b) eating quickly and cheaply

(c) to eat quickly and cheaply    (กินอย่างรวดเร็วและราคาถูก)

(d) the eat quickly and cheaply

ตอบ   –   ข้อ   (c)    เนื่องจากกริยา   “Want”   ต้องตามด้วย   “Infinitive with to” (To + verb 1)

 

20. The Cabinet consists of secretaries of departments who report to the president, give him advice, and ___________ decisions.

(คณะรัฐบาล (ของสหรัฐฯ)  ประกอบด้วย  รัฐมนตรีของกระทรวงต่างๆ  ผู้ซึ่งรายงาน (ขึ้นตรง)  ต่อประธานาธิบดี,   ให้คำแนะนำกับเขา,  และ ___________ ตัดสินใจ)

(a) helping him making

(b) helping him make

(c) help him making

(d) help him make    (ช่วยเขาทำการ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำให้สมดุล  (Balance)  คือ  “Report” (รายงาน),   “Give” (ให้)  และ  “Help” (ช่วย)   อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้ได้อีกแบบหนึ่ง  คือ  “Help him to make”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • He is a man of great intelligence and _____________________________________.

(เขาเป็นบุคคลซึ่งมีความเฉลียวฉลาดและ _____________________________ อย่างมาก)

(a) skillful    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ, มีฝีมือ, ช่ำชอง, มีความสามารถ, คล่องแคล่ว)

(b) who is skillful

(c) with skill

(d) skill    (ทักษะ-ความชำนาญ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  หลัง   “Preposition”  (Of)   ตามด้วยคำนามทั้ง  ๒  คำ  คือ   “Intelligence”  และ  “Skill”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง  

                                              ตัวอย่างที่ 

  • My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and _________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  และ___________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and ________________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ___________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers ____________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) _________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ    (a)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล   คือ   (................เสนอ.............."อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ"  และ  "สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ"  หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)  ก็ได้

                                                ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ _______________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and ______________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ ___________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……..............…..)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ____________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ __________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ___________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม _______)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ____________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน   คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _______.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ______)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ   ๑. ดินดี,   ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, __________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว  ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ)  () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๒

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”   โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ  ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๓

  • We turn to books in moments of _________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ _________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง   “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน   คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ____________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)    เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………...............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)   คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)    ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                                 ตัวอย่างที่  ๑๖

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ___________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…................….”  ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1   ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป