หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 395)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Through microscopes people can see objects _____________________ to the naked eye.

(มองผ่านกล้องจุลทัศน์  ผู้คนสามารถมองเห็นวัตถุ _____________________ ด้วยตาเปล่า)

(a) which invisible

(b) the invisible

(c) that are invisible    (ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้)

(d) are the invisible

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Which are invisible”  หรือ  “Invisible” (ลดรูป)  ก็ได้

 

2. An average honeybee colony _______________________________ about 30,000 bees.

(กลุ่ม (รัง) ผึ้งน้ำหวานโดยเฉลี่ย ________________________ ผึ้งประมาณ  ๓๐,๐๐๐  ตัว)

(a) its

(b) with

(c) of

(d) has    (มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค

 

3. Storks have no vocal cords, but _____________________________ by clacking their bills.

(นกกระสาไม่มีเส้นเสียง (ช่วยทำให้เกิดเสียงพูด-ร้อง), แต่ ____________ โดยทำให้จะงอยปากกระทบกันเกิดเสียงแกร๊กๆ)

(a) communicating

(b) which communicating

(c) communicate    (สื่อสาร)

(d) their communication

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่    ของประโยค  โดยกริยาตัวแรก  คือ  “Have

 

4. Great numbers of tiny shelled animals _________________________ on the ocean floor.

(สัตว์ตัวเล็กจิ๋วซึ่งมีเปลือกจำนวนมากมาย _________________________ บนพื้นมหาสมุทร)

(a) living

(b) live    (อาศัยอยู่)

(c) they live

(d) to live

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

5. Gold has been highly prized throughout the ages due mainly to ______________________.

(ทองได้ถูกตีราคา (ประเมินค่า) สูงตลอดทุกยุคทุกสมัย  โดยส่วนใหญ่เนื่องมาจาก __________)

(a) it is scarce

(b) so scarce it is

(c) its scarcity    (การหายาก (การมีน้อย) ของมัน)

(d) scarcity of it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Due to”  (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี

 

6. Do you know __________________________________________________________?

(คุณทราบไหมว่า _____________________________________________________)

(a) how she is old

(b) how is she old

(c) how old is she

(d) how old she is    (เธออายุเท่าใด)

 

7. He _______________________________________________ go out every Saturday night.

(เขา __________________________________________ ออกไปข้างนอกทุกคืนวันเสาร์)

(a) was used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)  (ในอดีต)

(b) uses to    (รูปนี้ไม่มีใช้  เพราะ  “เคย”  ต้องเป็นเรื่องของอดีตเท่านั้น)

(c) used to    (เคย)

(d) is used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)  (ในปัจจุบัน) 

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “เคย”  และ  “เคยชิน-คุ้นเคย”  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used _____ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้   เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ __________ อาหารของเธอ)  (ไม่คุ้นกับการปรุงอาหารกินเอง)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย” 

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He _______ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ______________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ  “คุ้น เคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a)  หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                                  ตัวอย่างที่  

  • I used ___________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย ______________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • They will get _______________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ _____________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Get used to”  หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีต, ปัจจุบัน, หรืออนาคต ก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                                    ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _____________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)    “Used to + Verb 1”  =  เคย

                                                     ตัวอย่างที่  

  • He got used to ______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ __________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  Preposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ   “Be used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือปัจจุบัน  หรืออนาคต ก็ได้   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ  เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน  มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

  • They will get (be) used to getting up early soon.

(พวกเขาจะคุ้นเคย-เคยชิน กับการตื่นแต่เช้าในไม่ช้านี้)  (เป็นอนาคต)

 

8. They asked him _________________________________________________ President.

(พวกเขาขอร้องให้เขา __________________________________________ ประธานฯ)

(a) being

(b) having been

(c) to be    (เป็น)

(d) on being

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Ask + Someone + To do + Something”  เช่น

  • I asked her to buy me a newspaper.

(ผมขอให้เธอซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผม    ฉบับ)

  • He asked me to help him fix the car.

(เขาขอร้องผมให้ช่วยเขาซ่อมรถยนต์)

  • The teacher asked his students to be good boys.

(ครูขอให้นักเรียนเป็นเด็กดี)

  • The manager asked his staff not to be late for the meeting.

(ผู้จัดการขอร้องสตาฟของเขามิให้เข้าประชุมสาย)

 

9. It is useless ________________________________________________________ her.

(มันไม่มีประโยชน์ _________________________________________________ เธอ)

(a) warn

(b) to warn    (ที่เตือน, ที่จะเตือน)

(c) warning

(d) warned

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง   “It is (was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • ________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(___________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร) หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + Is (Was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1” 

                                                     ตัวอย่างที่  

  • It is not a good thing _______________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี ______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆ ที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ   “It is not good for children to sit…...……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + (Not) + Adjective + (for someone) + To + Verb 1” (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe ______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) __________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                                  ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person ____________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ____________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง  It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + To + Verb 1  (กริยาอะไรก็ได้) + something  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

10. I am too busy __________________________________________________ with you.

(ผมมีงานยุ่งมากเกินไป ____________________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ที่จะไป)

(d) that I can’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + Too + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

  • He was too tired to go on with his work.

(เขาเหน็ดเหนื่อยเกินไปที่จะทำงานต่อไป)

  • She is too clever to believe such a story.

(เธอฉลาดเกินไปที่จะเชื่อเรื่องเช่นนั้น)

                                              ทั้งนี้  อย่านำ   “Busy”  ในประโยคข้างบนไปปนกับ  “Busy”   ในโครงสร้างข้างล่าง   (Busy + Verb + ing)

  • She is busy doing her work.

(เธอยุ่งอยู่กับการทำงาน)

  • They were busy preparing for their exam.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ)

  • I am busy writing a letter to my parents.

(ผมยุ่งอยู่กับการเขียนจดหมายถึงพ่อแม่)

 

11. The supervisors could have prevented this problem ____________________ it beforehand.

(ผู้ควบคุมงานคงสามารถที่จะป้องกันปัญหานี้ได้ ___________________ มัน (ปัญหา) ล่วงหน้า)

(a) if they knew

(b) had they known    (ถ้าพวกเขาได้ทราบ)

(c) if had they known

(d) whether

ตอบ   –   ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่     คือการสมมติในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง   หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ดังเช่นประโยคข้างต้น   ความหมายคือ   “ผู้คุมงานไม่สามารถป้องกันปัญหาได้  เนื่องจากไม่ทราบล่วงหน้า”  ทั้งนี้  เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว  แต่มาสมมติย้อนหลัง  สำหรับข้อความ  “Had they known”   ผันมาจาก   “If they had known”  เรียกว่าโครงสร้างแบบ   “Reverse”  หรือ  “Inversion”  ซึ่งโครงสร้างทั้ง    แบบนี้สามารถใช้แทนกันได้  โดยมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  และสามารถนำมาขึ้นต้นประโยคเหมือนกับ  “If clause”   ได้  เช่นเดียวกัน  ดังตัวอย่าง

  • Had they known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.

(ถ้าพวกเขารู้มันล่วงหน้า  ผู้คุมงานคงสามารถป้องกันปัญหานี้ได้)  (แต่เนื่องจากไม่รู้ล่วงหน้า  จึงไม่สามารถป้องกันได้)

(= If they had known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.)

  • If he had studied harder last semester, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาได้ขยันเรียนมากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว  เขาคงสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่ความจริงคือ  เขามิได้ขยันเรียน  เขาเลยสอบตก)

(= Had he studied harder last semester, he would have passed the exam.)

  • She would have married him if he had proposed her.

(= She would have married him had he proposed her.)

(เธอคงจะได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว  ถ้าเขาได้ขอแต่งงานกับเธอ)  (แต่ความจริงคือ  เธอมิได้แต่งงานกับเขา  เพราะว่าเขาไม่ได้ขอแต่งเธอ)

 

12. Relief organizations have contributed _______________________ money to farm in Africa.

(องค์กรบรรเทาทุกข์ได้ให้ (มีส่วนช่วยเหลือ) _________________ เงินแก่ไร่นาในทวีปแอฟริกา)

(a) both time and    (ทั้งเวลาและ)

(b) neither and

(c) time but

(d) time nor

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  (ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่   “Both….........…..and, Neither…….......….nor, Either…….......….or, Not only……..........…but also”   จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Both breakfast ______________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า __________________ อาหารกลางวัน  ได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   เช่น  “Both…….......…and……...........”  (ทั้ง....................และ…….............)  “Either…..........…or……….........”  (.................... หรือ................. คนใดคนหนึ่ง)  “Neither…..….........…nor…….......…...”   (ไม่ทั้ง……..........และ..................)   “Not only……..........but also…….......…”  (ไม่เพียงแต่...................... แต่.......................ด้วย)   เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย)  (คือ  ทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ)  (คือ  สอบผ่านทั้ง    คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

13. The main sport at the college are _________________________________, and baseball.

(กีฬาหลักที่มหาวิทยาลัยคือ ___________________________________ และเบสบอล)

(a) archery, to ride

(b) archery, ride

(c) archery and ride

(d) archery, riding    (การยิงธนู, การขี่จักรยาน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากนิยมใช้   “Gerund” (Riding)  มากกว่า  “Infinitive with to”  (To ride)  (ใน ข้อ “a”)  และใช้  “and”  เชื่อมกิจกรรมคู่สุดท้าย  (riding, baseball)

 

14. The bird flew ________________________________________________ the treetops.

(นกบิน _______________________________________________________ ยอดไม้)

(a) opposite    (ตรงข้าม)

(b) with

(c) up

(d) over    (เหนือ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

15. We hoped ___________ being at the party would help make other guests more pleased and enjoyable.

(เราหวังว่าการไปอยู่ที่งานเลี้ยง ___________ จะช่วยทำให้แขกคนอื่นๆ มีความยินดีและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น)

(a) he

(b) him

(c) his    (ของเขา)

(d) himself

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้การแสดงความเป็นเจ้าของ  ร่วมกับการใช้  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • ____________ being elected president came ____________ a surprise to everyone.

(การถูกเลือกเป็นประธาน ___________ กลาย __________ ความประ หลาดใจกับทุกคน)

(a) She _______________ to

(b) Hers _______________ like

(c) She is _______________ for

(d) Her _______________ as    (ของเธอ  ______________  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้า   “Gerund” (Verb + ing)  ในรูป  “Passive voice” (Her + Being + Verb 3)  ซึ่งในที่นี้  คือ  “Her being elected president”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Would you mind ___________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ _______________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Does Betty object to ___________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ ____________ สำหรับเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง  เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting    (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “To”  ใน   “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking”   เป็นต้น 

                                                 กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

 

16. Throughout the state of Maine ___________ summer music camps, where young people and adults may study in beautiful rural settings.

(ทั่วทั้งรัฐเมน (ของสหรัฐฯ) ___________ ค่ายดนตรีฤดูร้อน  ที่ซึ่งคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่อาจจะมาศึกษา (ดนตรี) ในสภาพแวดล้อมในชนบทที่สวยงาม)

(a) there is

(b) there are    (มี)

(c) are found

(d) where there are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  และต้องใช้   “There are” เพราะ   “Music camps”   อยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วน  “Throughout the state of Maine”  เป็นวลีที่บอกเกี่ยวกับสถานที่   (Adverb phrase of place)   เท่านั้น

 

17. My house, _________________________________________, is going to be sold soon.

(บ้านของผม, ____________________________________ , กำลังจะถูกขายในเร็วๆ นี้)

(a)  which the roof is made of brick

(b)  in which the roof is made of brick

(c)  whose roof is made of brick

(d)  of which the roof is made of brick    (ซึ่งหลังคาของมันทำด้วยอิฐ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Of which”  ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของๆ  “สัตว์และสิ่งของ เช่น  บ้าน, รถ, สะพาน, แมว, หมา, เสือ, นก ฯลฯ”   ส่วน  “Whose”  ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของที่เป็นคนเท่านั้น   เช่น

  • The man whose house is next to mine is my teacher.

(ผู้ชายผู้ซึ่งบ้านของเขาอยู่ถัดจากของผมไป  เป็นครูของผมเอง)

  • The woman whose son was killed in the car accident is a company manager.

(ผู้หญิงซึ่งลูกชายของเธอตายในอุบัติเหตุทางรถยนต์  เป็นผู้จัดการบริษัท)  (หมายถึงผู้หญิงฯ เป็นผู้จัดการฯ)

 

18. Mary has never been to Spain, and _________________________________________.

(แมรี่ไม่เคยไปสเปน  และ ________________________________________________)

(a) I have neither

(b) neither have I    (ผมก็ไม่ – เคยไป – เช่นเดียวกัน)

(c) neither I have
(d) I neither have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องเรียง   “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject”  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • A sneeze cannot be performed voluntarily, _________________ be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ ________________ ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ)

(a) nor it can

(b) nor can it    (และมันไม่สามารถ ....................(ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ).................... เช่นเดียวกัน)

(c) it cannot

(d) and cannot it

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากการใช้คำ  “Nor”  หรือ  “Neither”   ที่หมายความว่า   “ไม่...........................ด้วยเช่นเดียวกัน”   ทั้ง    คำ   เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยค  มีรูปแบบการใช้ดังนี้   คือ

  • Nor (Neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้  (ช่องที่    ไม่มี  “To”)                          

                              หรือ

  • Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน  (จบเพียงแค่นี้)   เช่น  ในประโยค
  • He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว  –  ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)          หรือ

  • He doesn’t like cats and nor (neither) do I.
  • She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

  • They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

  • She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

  • They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็จะต้องไม่ (ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

 

19. Efficient teachers ______________________ and understand the needs of their students.

(ครูที่มีประสิทธิภาพ _____________________ และเข้าใจความต้องการของนักเรียนของตน)

(a) thoroughly know their subjects are    (ข้อนี้ใช้ได้ถ้าตัด  “are” ข้างท้ายทิ้ง)

(b) know their subjects thoroughly    (รู้วิชาของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง)

(c) subjects are thoroughly known

(d) whose subjects are thoroughly known

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เป็นการเรียง  “ประธาน + กริยา + กรรม + กริยาวิเศษณ์”   ตามปกติ    คือ   “Efficient teachers + know + their subjects + thoroughly

 

20. Dams can be very beneficial to the areas _____________________________________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์อย่างมากกับพื้นที่ ________________________________)

(a) which they are built

(b) where are they built

(c) in which they are built     (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(d) in which they build.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “In which  =  Where”  สำหรับข้อ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Where they are built”  ส่วนข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “Which they are built in”  แต่ก็ไม่นิยมใช้เหมือนข้อ (c)  ที่เอา  Preposition  “In”  มาวางไว้ข้างหน้า  “Which”  ทั้งนี้  ให้สังเกตว่าทั้งข้อ  (a),  (b)  และ  (c)  ต่างก็อยู่ในรูป  “Passive voice”   เนื่องจากหมายถึง   “พื้นที่ซึ่งเขื่อนถูกสร้าง”  ส่วนข้อ  (d)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Active voice”  หมายถึง   “พื้นที่ซึ่งเขื่อนสร้าง”   ตัวอย่างอื่นๆ   ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • The house where I live is on Sukhumvit Road.

(บ้านซึ่งผมอาศัยอยู่  อยู่บนถนนสุขุมวิท)

(= The house in which I live is on Sukhumvit Road.)

(= The house which I live in is on Sukhumvit Road.)

(= The house that I live in is on Sukhumvit Road.)

(= The house I live in is on Sukhumvit Road.)

หมายเหตุ   –  ประโยคทั้ง   ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกันทุกประการ   แต่ทั้งนี้   ห้ามใช้   ประโยค    ประโยคข้างล่าง

  • The house in that I live is on Sukhumvit Road. 

(ผิด  –  หลัง  In  ต้องตามด้วย  “Which เสมอ)

  • The house where I live in is on Sukhumvit Road.  

(ผิด  –  เมื่อมี   “Where  แล้ว  ห้ามใช้   In)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป