หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 386)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I am very tired ______________________________________________ boiled eggs now.

(ผมเบื่อ _________________________________________ ไข่ต้มอย่างมากในตอนนี้)

(a) with

(b) by

(c) for

(d) in

(e) of

ตอบ   -   ข้อ   (e)   “Be tired of”  =   “เบื่อ หรือ เหนื่อย

 

2. A child with strong and healthy parents is likely ____________ stronger and healthier than a child with weak and unhealthy parents.

(เด็กที่มีพ่อแม่ที่แข็งแรงและสุขภาพดี  มีความเป็นไปได้ _____________ แข็งแรงกว่าและสุขภาพดีกว่าเด็ก  ที่มีพ่อแม่ที่อ่อนแอและสุขภาพไม่ดี)

(a) be

(b) being

(c) to be    (ที่จะ)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Likely (มีความเป็นไปได้)  + To + Verb 1”  หรือ  “Likely + To + Be + Adjective”  เช่น

  • It is likely to rain tomorrow.

(เป็นไปได้ที่พรุ่งนี้ฝนจะตก)

  • You are likely to be sick if you stay out in the rain.

(คุณเป็นไปได้ที่จะป่วย  ถ้าคุณอยู่กลางสายฝน)

 

3. I myself dislike the idea of spending a holiday with hundreds of other people.

(ตัวผมเองไม่ชอบความคิดของการใช้วันหยุดกับผู้อื่นหลายร้อยคน)  (คือไม่ชอบไปเที่ยววันหยุด  ที่ซึ่งมีคนอยู่กันมากมาย)

‘Dislike’ here means ‘____________________________________________________’.

(คำว่า  “Dislike”  ในที่นี้  หมายความว่า _____________________________________)

(a) am not like    (ไม่เหมือน)

(b) do not like    (ไม่ชอบ)

(c) should like to have    (อยากจะมี)

(d) have not    (ไม่มี)

 

4. A: __________________________________________________________________?

    B: Yes, please.

(B: ครับ  ได้โปรดเถอะครับ)

(a) Do you like the idea    (คุณชอบความคิดนี้ไหม)

(b) Could you help him    (คุณสามารถช่วยผมได้ไหม)

(c) Will you be here tomorrow    (คุณจะอยู่ที่นี่วันพรุ่งนี้ไหม)

(d) Do you care for a cup of coffee    (คุณอยากดื่มกาแฟสักแก้วไหมครับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อมีผู้เชิญชวนให้เรากินหรือดื่ม  หรือเสนอตัวจะช่วยเหลือเรา  ถ้าเราตอบตกลง  ต้องพูดว่า   “Yes, please.”  แต่ถ้าตอบปฏิเสธ  ต้องพูดว่า  “No, thanks (= thank you)”

 

5. When I say ‘You can go home now.’, I mean ‘____________________________________’.

(เมื่อผมพูดว่า  “คุณสามารถกลับบ้านได้ในขณะนี้”  ผมหมายความว่า “__________________”)

(a) You are able to go home now    (คุณมีความสามารถกลับบ้านได้ในขณะนี้)

(b) Can you go home now?    (คุณสามารถกลับบ้านในขณะนี้หรือไม่)

(c) You may go home now    (คุณอาจจะกลับบ้านในขณะนี้ก็ได้)  (ถ้าคุณประสงค์จะทำเช่นนั้น)

(d) You aren’t allowed to go home now    (คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในขณะนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Can go home”  ในประโยคข้างบน  มิได้มีความหมายว่า  “มีความสามารถกลับบ้าน”  เหมือนในกรณีทั่วไป  เช่น  สามารถว่ายน้ำ,  สามารถพูดภาษาต่างประเทศ,  สามารถสอบชิงทุนได้, ฯลฯ  แต่หมายถึง  ผู้ที่ถูกพูดด้วยได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้  ถ้าประสงค์จะทำ  กล่าวคือ  “Can  =  May”  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • You can borrow my pen if you want to.

(คุณอาจยืมปากกาของผมได้  ถ้าคุณต้องการทำเช่นนั้น)

  • In a Moslem marriage, the man can have as many wives as he wants.

(ในการแต่งงานแบบมุสลิม  ผู้ชายอาจมีภรรยามากเท่ากับที่ตนต้องการ)

  • There are rather detailed rules of when you can and can’t appeal.

(มีกฎเกณฑ์ค่อนข้างละเอียด  เกี่ยวกับว่าเมื่อไรที่คุณอาจ  หรือไม่อาจอุทธรณ์ได้)

 

6. The milk is going to boil __________________________________________________!

(นมกำลังจะเดือดจน ______________________________)  (คือ  ล้นจากภาชนะที่บรรจุมัน)

(a) up

(b) over    (ล้น)

(c) out

(d) off

 

7. Before the children ________________________________ very far, they began to feel tired.

(ก่อนที่เด็กๆ จะ ______________ ไกลมาก  พวกเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อย)  (คือ รู้สึกเหนื่อย  ขณะที่ยังเดินไปได้ไม่ไกล)

(a) had walked    (ได้เดินไป)

(b) walked

(c) would walk

(d) were walking

 

8. A doctor’s handwriting is often illegible.

(ลายมือของแพทย์มักจะ  อ่านไม่ออกหรืออ่านออกได้ยาก   อยู่บ่อยๆ)

(a) too small    (เล็กเกินไป)

(b) neat    (เรียบร้อย, เป็นระเบียบ, เกลี้ยงเกลา)

(c) interesting    (น่าสนใจ)

(d) hard to read    (อ่านได้ยาก)

 

9. The judge refused to release the prisoner.

(ผู้พิพากษาปฏิเสธที่จะ  ปล่อยตัว  นักโทษ)

(a) set free    (ปล่อยเป็นอิสระ)

(b) sentence    (ตัดสินคดี, พิพากษาโทษ)

(c) try    (ไต่สวนคดี, พยายาม, ทดลอง)

(d) investigate     (สืบสวน, สอบสวน)

(e) interrogate    (สอบถาม, ซักถาม)

 

10. Tom ran across an old friend yesterday.

(ทอม  พบโดยบังเอิญ   เพื่อนเก่าคนหนึ่งเมื่อวานนี้)

(a) ran over    {(รถ) ทับ}

(b) talked to    (คุยกับ)

(c) happened to meet    (บังเอิญพบ, พบโดยบังเอิญ)

(d) trampled    (เหยียบย่ำ, กระทืบ)

 

11. He’s a very naughty boy and is always ____________________________ for his mischief.

(เขาเป็นเด็กที่ซุกซนมาก  และกำลัง ____________ อยู่เสมอสำหรับความซุกซน (การกระทำที่ทำให้เกิดอันตราย) ของเขา)

(a) being punish

(b) be punished

(c) being punished    (ถูกลงโทษ)

(d) to be punish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นข้อเดียวที่อยู่ในรูป  “Passive voice”  (ถูกลงโทษ)  ของ  “Tense”  ที่ถูกต้อง  คือ   “Present continuous tense”  {Subject + Is (am, are) + Being + Verb 3}  ซึ่งในที่นี้  คือ  “Is (always) being punished

 

12. She ________________ from Miss Andrews and therefore doesn’t wish to change teachers.

(เธอ ____________________ จาก (กับ) มิสแอนดรูส์  และดังนั้น  จึงไม่ปรารถนาที่จะเปลี่ยนครู)

(a) is used to studying    (คุ้นเคยกับการเรียน)  (ขณะนี้ก็ยังเรียนกับมิส................อยู่)

(b) used to studying

(c) is used to study

(d) used to study    (เคยเรียน)  (เป็นอดีต  ขณะนี้ไม่ได้เรียนกับมิส......................แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้  “คุ้นเคย หรือเคยชินกับการเรียน  กับมิส...................”  ซึ่งใจความดีกว่าใน  ข้อ   (d)  (เคยเรียนกับมิส.....................)   โดยพิจารณาจากข้อความ   “ดังนั้น  จึงไม่ปรารถนาจะเปลี่ยนครู.......................จากมิสแอนดรูส์ไปเป็นคนอื่น”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used _____ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  __________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย” 

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He _______ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ___________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I used __________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • They will get ________________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ _____________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)  (ในอนาคต)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Get used to”  หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีต  หรือปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้)  ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                                 ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _____________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม __________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย

                                                   ตัวอย่างที่  

  • He got used to _______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ____________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน  หรือ อนาคต  ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We will be (get) used to getting up early soon.

(เราจะคุ้นเคยกับการตื่นแต่เช้าในไม่ช้านี้)  (อนาคต)

                 ******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน  มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

                                             ทั้งนี้  รูปปฏิเสธของ  “Used to”  (เคย) ต้องใช้  “Did”  ช่วยเสมอ  เช่น

  • We did not use to play golf when we were at college.

(เราไม่เคยเล่นกอล์ฟ  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)

 

13. Her mother bought her a diamond ring and she ________________________ to get it.

(แม่ของเธอซื้อแหวนเพชรให้เธอ  และเธอ ___________________________ ที่ได้มันมา)

(a) delightful

(b) delighted

(c) was delighted    (มีความรู้สึกยินดี-พอใจ-อิ่มใจ)

(d) was delighting    (น่ายินดี-พอใจ-อิ่มใจ)

(e) was delightful    {(เหตุการณ์) น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก}

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Delight”  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it _____________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน ______________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  

                                                  ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a ________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                                 ตัวอย่างที่  

  • She was very ________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                ตัวอย่างที่  ๕

  • I ____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม ________________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -  ข้อ  (c)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ______________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                  คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”   ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                         กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                            ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                             ๒. ถ้าใช้รูป   “Verb + ing”  {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า......................”  หรือ  “ซึ่งน่า......................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  “He is walking.  (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

                                             ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง   “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + Is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ  ก็คือ “......................ถูกทำให้รู้สึก....................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ....................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “.....................มีความรู้สึก......................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.......................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

14. It ___________________________________________ that I didn’t agree to marry him.

(มัน ________________ ว่า  ฉันมิได้ตกลงแต่งงานกับเขา)  (คือมาเสียใจทีหลัง  ที่มิได้ทำเช่นนั้น)

(a) has a pity

(b) is a pity    (น่าเสียดาย)

(c) is pity

(d) is the pity

(e) is pitiful    (น่าเวทนา, น่าสงสาร, น่าดูถูก)

 

15. We have already visited a great ________________________ different places in Thailand.

(เราได้ไปเยือนสถานที่ต่างๆ _____________________________ แล้ว  ในประเทศไทย)

(a) many    (จำนวนมาก)

(b) deal    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) amount    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) number    (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรือ  ข้อ  (d)   แต่ต้องแก้เป็น  “A great number of places…………......…..”  (สถานที่ต่างๆจำนวนมาก)

 

16. The classroom was not as clean as it should __________________________________.

(ห้องเรียนไม่สะอาดเท่ากับที่มันควร _______________________________________)

(a) have been    (ได้เป็นไปแล้ว)  (เป็นเหตุการณ์ในอดีต  สังเกตจาก  “Was”)   

(b) be

(c) to be

(d) to have been

 

17. One of the buttons is missing.  Please sew it _____________________________ for me.

(กระดุมหลุดไปเม็ดหนึ่ง  กรุณาเย็บมัน (กระดุม) ______________ ให้ผมด้วย)  (หมายถึง เย็บกระดุมติดกับเสื้อผ้า)

(a) on    (“Sew it on”  =  เย็บมัน”  -  ติดกับเสื้อ-กางเกง-กระโปรง)

(b) in

(c) again

(d) (No word is needed.)

 

18. He told his parents ________________________________ difficult the examination was.

(เขาบอกพ่อแม่ของเขาว่า  การสอบยาก _____________________________________)

(a) very

(b) so

(c) how    (อย่างไร, เพียงไร)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “how difficult the examination was”   เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา   “Told”  ส่วน  “กรรมรอง”  คือ  “his parents

 

19. The boy pretended __________________________________ when his parents came in.

(เด็กชายคนนั้นแสร้งทำเป็น _______________________ เมื่อพ่อแม่ของเขาเข้ามาในห้อง)

(a) as sleeping

(b) to be asleep    (นอนหลับ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) to sleeping

(d) like sleeping

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Pretend + To + Verb 1”  หรือ   “Pretend + To + Be + Adjective”   สำหรับข้อนี้อาจตอบว่า   “Pretended to sleep”  หรือ   “Pretended to be sleeping”  ก็ได้

 

20. Your homework is very tidy except _________________________ these two black spots.

(การบ้านของคุณเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก __________________ จุดดำๆ    จุดพวกนี้)

(a) that

(b) for    (“Except for”  =  เว้นแต่, ยกเว้น)

(c) only

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Except”  จากประโยคข้างล่าง

                                             Preposition  “Except”  มักใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น   “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น   คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • All the boys except Billy started to cry.  

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)             

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป