หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 378)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The modern corporation is a sophisticated concept __________________________________.

(บรรษัท (บริษัท) ทันสมัย  เป็นแนวความคิดสมัยใหม่ ________________________________)

(a) has developed gradually

(b) that has developed gradually    (ซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาทีละน้อย  หรืออย่างช้าๆ)        

(c) gradually developed

(d) what has developed gradually

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  (Concept)

 

2. Bronze ______________________________ with use or grow brittle quickly, as copper does.

(ทองสัมฤทธิ์ (ทองแดงผสมดีบุก) __________________ จากการใช้งาน  หรือ (ไม่) แตกหักได้ง่าย, เหมือนทองแดงเป็น)

(a) not bending

(b) that does not bend

(c) does not bend    (ไม่โค้งงอ)

(d) to not bend

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวแรก  (ในรูปปฏิเสธ)  ของประโยค  สำหรับกริยาตัวที่    คือ  “(Does not) grow

 

3. Glass that has been tempered may be up to _____________________________________.

(แก้ว (กระจก) ซึ่งถูกเจือปน (ด้วยสารบางอย่าง) อาจจะ (ถึงกับ) _______________________)

(a) hard as ordinary glass five times

(b) five times as hard as ordinary glass    (แข็งเป็น    เท่าของแก้วธรรมดา)

(c) as hard as ordinary glass five times

(d) ordinary glass as hard as five times

 

4. Coral reefs owe their brilliant colors to algae _______________ in symbiosis with coral polyps.

(โขดหินปะการังเป็นหนี้สีที่สดใสของมันแก่สาหร่ายทะเล _____________ ในแบบอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน  กับสัตว์จำพวกหินปะการัง)  (หมายถึง  สาหร่ายทะเลช่วยให้ปะการังมีสีสดใส)

(a) live

(b) to live

(c) that live    (ซึ่งดำรงชีวิต)

(d) do they live

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (That)  และกริยา  (Live)  ของอนุประโยคคุณศัพท์  (Adjective clause)  คือ  “That live in symbiosis with coral polyps”  ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำนาม  (Algae)

 

5. Inaugurated a second time in 1998, _________ focused on foreign and domestic policies equally.

(เข้ารับตำแหน่งเป็นทางการครั้งที่    ในปี  ๑๙๙๘, _____________ ซึ่งมุ่งเน้นนโยบายต่างประเทศและภายในประเทศอย่างเท่าเทียมกัน)

(a) Bill Clinton’s new term looked forward to and

(b) the new term looked forward to Bill Clinton and

(c) looking forward to a new term was Bill Clinton

(d) Bill Clinton looked forward to a new term    (บิล คลินตัน มุ่งหวังวาระการดำรงตำแหน่งครั้งใหม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Bill Clinton)  และกริยา  (Looked forward to)  ของประโยค  โดยประธานฯ เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกนำเข้ารับตำแหน่งฯ”  ดังนั้น  ส่วนขยายประธาน  ซึ่งอยู่ข้างหน้าประโยค  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Inaugurated)  สำหรับ  “Focused”  แต่เดิมเป็นกริยาในอนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม  (A new term)   โดยลดรูปมาจาก  “……..........….in 1998, which was focused on……......…...”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Named for its founder, _________________________________ in Ithaca, New York.

(ได้รับการตั้งชื่อให้กับผู้ก่อตั้งของมัน, ___________________ ในเมืองอิธาคา รัฐนิวยอร์ก)

(a) in 1865 Ezra Cornell established Cornell University

(b) Cornell University was established in 1865 by Ezra Cornell    (มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ถูกก่อตั้งในปี  ๑๘๖๕  โดยเอสรา  คอร์เนลล์)

(c) it was in 1865 that Cornell University was established by Ezra Cornell

(d) Ezra Cornell established Cornell University in 1865

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Cornell University”  ซึ่ง ได้รับการตั้งชื่อให้กับ (ตาม) ผู้ก่อตั้งมัน  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • _______________ was not incorporated as a city until almost two centuries later, in 1834.

(_________________ มิได้ถูกรวม (ผนวก) เข้าเป็นเมือง (ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ) จนกระทั่งเกือบจะ ๒ ศตวรรษต่อมา, ในปี  ๑๘๓๔)  (เนื่องจากถือว่ามิได้เป็นชุมชนของชาวอเมริกัน  ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในขณะนั้น)

(a) Settling in Brooklyn, the Dutch    (ตั้งรกรากถิ่นฐานในเมืองบรูคลิน, ชาวดัชท์)

(b) The Dutch settled in Brooklyn    (ชาวดัชท์ตั้งรกรากถิ่นฐานในเมืองบรูคลิน)

(c) Brooklyn was settled by the Dutch    (เมืองบรูคลินถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์)

(d) Settled by the Dutch, Brooklyn    (ถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์, เมือง บรูคลิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Brooklyn)  เป็นผู้ถูกทำกริยา  (Settled)  (ถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์)  กล่าวคือ  ในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • _________________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_______________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • _________________________ for several times, the student tried to improve himself.

(__________________________________ หลายครั้ง, นักเรียนพยายามปรับปรุงตนเอง)

(a) Punishing the teacher

(b) The teacher punished the student

(c) To punish the teacher

(d) Punished by the teacher    (ถูกลงโทษโดยครู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The student”  ซึ่งถูกลงโทษโดยครูฯ  กริยา  “Punished”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ 

 

6. That restaurant offers __________________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) ___________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ    (a)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  (...............เสนอ............”อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ _______________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and ______________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ __________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……...........…..)

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ___________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ ___________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี  ดูเพิ่มเติมการใช้ข้อความให้สมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer _____________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกันจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ___________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ____________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”) ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and ___________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ___________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, __________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ___________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of _________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ___________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (……….............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                               ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                                 ตัวอย่างที่  ๑๒

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ___________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening….............….”   ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1   ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

7. The number of judges on the United States Supreme Court is determined by the Constitution, ____________ by the Congress.

(จำนวนของผู้พิพากษาในศาลสูงสุด (ศาลฎีกา) ของสหรัฐฯ  ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ, ________ โดยสภาคองเกรส)

(a) no

(b) none

(c) never

(d) not    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • It is thought that ________________________________ two fingerprints are identical.

(มันถูกคิดว่า ___________________________________ ลายนิ้วมือ    ลายที่เหมือนกัน)

(a) not

(b) none

(c) no    (ไม่มี)

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติม  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • It was unnecessary for you to have told Lucy anything.  It was ____________ of her business.

(มันไม่จำเป็นเลยสำหรับคุณที่ได้บอกลูซี่ (แล้ว) ในเรื่องใดๆ  (เพราะ) มัน _____________ เรื่องของเธอเลย)  (มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย)

(a) all

(b) no

(c) not

(d) none    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • It’s ______________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน _______________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, _________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ _____________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(______________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ………………”   ก็ได้

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with _____________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ __________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _______________________________________ pride in their work.

(คนบางคน _______________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have _____________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ___________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                                                   ตัวอย่างที่           จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่ง ตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก  “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them. 

(= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book.

(= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book.

(= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books.

(= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  าจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                                    ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                                   นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                                   ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                                  สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”  ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him. 

(= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย    คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป)  (คือ  โกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                                    สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= Not one, Not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                                   สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือ ไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

                                                    สำหรับ   “All”  ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • All (the) news has been good news.

(ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวดี)

  • All the food is eaten.

(อาหารทั้งหมดถูกกิน)

  • They put all the stuff into the hall.

(พวกเขาเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในห้องโถง)

  • Judy had cried all night.

(จูดี้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He waited for her all the afternoon.

(เขารอคอยเธอตลอดบ่าย)

  • All was quiet in the jail.

(ทั้งหมด (สถานการณ์ทั่วไป) เงียบสงบในคุก)

  • All seemed to be going happily.

(ทั้งหมด (ชีวิตทั่วๆไป) ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างมีความสุข)

  • All (of) the girls think it is great.

(เด็กหญิงทุกคนคิดว่ามันวิเศษมาก)

  • Some people stay in one place all their lives.

(คนบางคนพักอาศัยอยู่ในที่เดียวตลอดชีวิต)

  • All (of the) defendants were proved guilty.

(จำเลยทุกคนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด)

  • All children should complete the primary course.

(เด็กๆทุกคนควรเรียนให้จบหลักสูตรพื้นฐาน)

  • They all live together in the same house.

(พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน)

  • We enjoyed it all.

(เราสนุกกับมันทุกอย่าง)

  • We would all be disappointed if you cancelled permission now.

(เราจะผิดหวังกันทุกคน (ทั้งหมด) ถ้าคุณยกเลิกการอนุญาตขณะนี้)

  • These are all problems that he is concerned with.

(เหล่านี้คือปัญหาทั้งหมดที่เขาเกี่ยวข้องด้วย)

 

8. ______________ a state to survive more than a fleeting historical moment, it must have the loyalty of its people.

(________________ รัฐหนึ่งที่จะมีอายุยืนยาวเกินกว่าช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว, มันจะต้องมี (ได้รับ) ความจงรักภักดีของพลเมือง)  (หมายถึง  การที่รัฐจะมีอายุยืนยาวต่อไปในอนาคต  โดยเปรียบเทียบกับอดีต (ประวัติศาสตร์) ที่ผ่านมาของมัน)

(a) If

(b) When

(c) For    (สำหรับ)

(d) Of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                    สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible” (รับผิดชอบ)  -  You have to be responsible for what you have done.  (คุณจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณได้ทำลงไป),  “Famous”  (มีชื่อเสียง, โด่งดัง)  -  Denver, Colorado, is famous for its natural beauty.  (เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด  มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามทางธรรมชาติ),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  Are you ready for your final exam?  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับสอบไล่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ)  -  She is really qualified for her secretarial job.  (เธอช่างมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานเลขานุการจริงๆ),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  It is good for you to start early.  (มันเป็นประโยชน์ (ดี) สำหรับคุณ  ที่จะเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  Chiang Mai is famous for the hospitality of its people.  (เชียงใหม่มีชื่อเสียงในด้านความโอบอ้อมอารีของคนที่นั่น),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  I’m sorry for the loss of your father.  (ผมเสียใจด้วยกับการสูญเสียคุณพ่อของคุณ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  They are not fit for the job, I think.  (ผมคิดว่าพวกเขาไม่เหมาะกับงานนะ), “Unfit”  (ไม่เหมาะ),  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ)  -  I’m deeply grateful for your kind assistance.  (ผมขอขอบคุณอย่างยิ่งกับความช่วยเหลือของคุณ)  ป็นต้น

                                                    ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They are waiting for a new opportunity.  (พวกเขากำลังรอโอกาสใหม่อีกหน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  I won’t vote for Donald Trump in the next election.  (ผมจะไม่ลงคะแนนให้ทรัมพ์ในการเลือกตั้งคราวหน้า),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  Let me pay for the meal this time.  (ผมขอออกค่าอาหารนะมื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ)  -  Thank you for all the help you’ve given me.  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือทุกอย่างที่คุณให้ผม), “Search  (ค้นหา)  -  They are searching for the lost dog.  (พวกเขากำลังค้นหาหมาที่หายไป),  “Look”  (ค้นหา)  -  I’m looking for someone who can do this job.  (ผมกำลังมองหาใครสักคนที่ทำงานนี้ได้),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง)  -  She usually asked her parents for more money.  (เธอขอเงินเพิ่มจากพ่อแม่เป็นประจำ),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี, ต้องการ)  -  Success in school calls for much hard study.  (ความสำเร็จในโรงเรียนต้องการการศึกษาอย่างหนัก)  -  The cake recipe calls for two cups of flour.  (ตำราทำเค้กกำหนดให้ใช้แป้ง    ถ้วย),  “Apologize”  (ขอโทษ)  -  I apologize for my bad temper yesterday.  (ผมขอโทษที่อารมณ์เสียเมื่อวานนี้),  “Charge”  (คิดค่า),  -  I won’t charge you for this small service.  (ผมไม่คิดเงินคุณสำหรับบริการเล็กๆน้อยๆครั้งนี้),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ, ให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินทอง หรืออื่นๆ)  -  Parents are expected to provide for their children.  (พ่อแม่ได้รับการคาดหวังให้จัดหาสิ่งต่างๆ ให้แก่ลูกของตน)  -  Our nursery provides for all the needs of very young children.  (โรงเลี้ยงเด็กของเราจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่างของเด็กที่เล็กมากๆ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้)  -  We all should hope for the better.  (เราทุกคนควรหวังในสิ่งที่ดีกว่า), “Bring”  (นำมา)  -  I’ve brought this for you.  (ผมได้นำสิ่งนี้มาให้คุณ),  “I’ve made a cake for tea.  (ผมได้ทำเค้กสำหรับกินกับน้ำชา),  Aim for the center of the target.  (จงเล็งไปที่ศูนย์กลางเป้า),  He is going to run for President.  (เขาจะสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี),  Speak for yourself.  The rest of us will make up our own minds.  (จงพูดแทนตัวเอง  - ในนามของตัวเอง  -  พวกเราที่เหลือจะตัดสินใจของเราเอง)  (โดยฟังเหตุผลจากที่คุณพูด),  He speaks for us all on this matter.  (เขาพูดในนามของเราในเรื่องนี้),  He works for the gas company.  (เขาทำงานให้กับบริษัทน้ำมัน),  She is a member of parliament (MP) for Bangkok.  (เธอเป็น ส.ส. กรุงเทพฯ),  Do it for my sake.  (โปรดทำเพื่อเห็นแก่ผมเถอะ),  How much did you pay for it?  (คุณจ่ายไปเท่าไรสำหรับมัน),  เป็นต้น

                                                    สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  “The train for London is leaving from Platform 2.”  (รถไฟไปลอนดอนกำลังจะออกจากชานชาลาที่  ),  “It is time I set out for the office.  (ถึงเวลาสมควรที่ผมจะออกเดินทางไปสำนักงานแล้ว),  “What is this for?”  (สิ่งนี้มีไว้ทำอะไรครับ),  “We’ve invented a process for making cheaper steel.”  (เราได้สร้างขบวนการสำหรับผลิตเหล็กกล้าราคาถูกลง),  “This case is too heavy for me to carry.”  (กระเป๋านี้หนักเกินไปสำหรับผมที่จะแบก),  “I’m all for the proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ทั้งหมด),  “Are you for me or against me?”  (คุณเห็นด้วยกับผม (อยู่ฝ่ายผม) หรือคัดค้านผม),  “I’m concerned for him.  I hope he knows what he is doing.”  (ผมวิตกกังวลเกี่ยวกับเขา  ผมหวังว่าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรนะ),  “Take a holiday.  You’ll feel much better for it.”  (จงพักผ่อนซะ  คุณจะรู้สึกดีขึ้นมากเพราะมัน  -  เพราะการพักผ่อน),  “I’ve translated the letter, word for word.”  (ผมได้แปลจดหมายแล้ว, คำต่อคำเลย),  “She won a prize for English composition.”  (เธอได้รางวัลจาก (สำหรับ) เรียงความภาษาอังกฤษ),  “He was sentenced to prison for stealing.”  (เขาถูกตัดสินจำคุกจากการลักขโมย),  “It’s very warm for this time of year.”  {อากาศ (ต้องถือว่า) ร้อนมากสำหรับ (เมื่อพิจารณาถึง) ช่วงเวลานี้ของปี},  “He is very intelligent for his age.”  (เขาฉลาดมากเมื่อดูจากอายุ),  “I shall be away for a few days.”  (ผมจะไม่อยู่บ้านสักสองสามวัน),  “He has known her for several years.”  (เขารู้จักเธอมาหลายปีแล้ว),  “The wedding has been fixed for 20th of May.”  (การแต่งงานถูกกำหนดเป็นวันที่  ๒๐  พฤษภาคม),  “We drove for ten miles without passing another car on the road.”  (เราขับรถเป็นระยะทาง  ๑๐  ไมล์  โดยไม่ผ่าน (เจอ) รถคันอื่นบนถนนเลย),  “For miles and miles there was nothing but sand.”  (เป็นระยะทางหลายไมล์  ไม่มี (เห็น) อะไรเลยนอกจากทราย),  เป็นต้น

 

9. The sundial __________________ the oldest scientific instrument that is still in use.

(นาฬิกาแดด _________________ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด  ซึ่งยังคงใช้งานอยู่)

(a) is to be said

(b) is said to be    (ถูกกล่าวว่าเป็น)

(c) to be is said

(d) said is to be

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is said)  ในแบบ  “Passive voice”  ของประโยค   และหลังรูป  “Passive voice”  (Is said)   ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • In 1905, the Canadian National Railway was built _______________ Edmonton with cities to the east.

(ในปี  ๑๙๐๕  เส้นทางรถไฟแห่งชาติแคนาดาได้ถูกสร้างขึ้นมา ______________ เมืองเอ็ดมันตัน (ในรัฐอัลเบอร์ตา) กับเมืองต่างๆทางภาคตะวันออก)

(a) to be linked

(b) to link    (เพื่อเชื่อมต่อ)

(c) linking

(d) linked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Was built)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Anesthetics (แอน-เนส-เธท-ทิค) are used ______________ insensitivity to pain during surgical operations.

(ยาสลบ (ยาชา) ถูกใช้ _________________ ความไม่รู้สึกต่อการเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด)

(a) the cause

(b) causing

(c) to cause    (เพื่อทำให้เกิด)

(d) cause of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Are used)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา    ชุด)

  • She was thought to leave with another man.

(เธอถูกคิดว่าจาก (หนี) ไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

  • We were told to start early to catch the train.

(เราถูกบอกให้เริ่มต้นแต่เช้าตรู่เพื่อไปให้ทันรถไฟ)

  • They were supposed to arrive before the storm.

(พวกเขาถูกคาดการณ์ว่าจะมาถึงก่อนเกิดพายุ)

 

10. Astronomers studied the 1987 Supernova to learn _______________ when a star explodes.

(นักดาราศาสตร์ศึกษาซูเปอร์โนวา (ดาวฤกษ์ที่ระเบิดตัวเองจนสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึง  ๑๐๐  ล้านเท่า) ปี  ๑๙๘๗  เพื่อเรียนรู้ ______________ เมื่อดาวระเบิด)

(a) that happens

(b) which happens

(c) what happens    (อะไรเกิดขึ้น)

(d) what does happen

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “What happens”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Learn”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • As our only witness, you’ll be helping us greatly with our inquiries if you describe exactly ______________ happened on the night of the murder.

(ในฐานะพยานเพียงคนเดียวของเรา, คุณจะกำลังช่วยเหลือเราได้อย่างมากจากการซัก ถามของเรา  ถ้าคุณจะพรรณนา (อธิบาย) ได้อย่างตรงเผง (ถ่องแท้) ______________ ได้เกิดขึ้นในคืนของการฆาตกรรม)

(a) when

(b) what    (สิ่งที่, อะไร)

(c) why

(d) how

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “What happened on the night of the murder”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Describe”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause” จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • When I say she doesn’t know my address, I mean that she doesn’t know where _________.

(เมื่อผมพูดว่า  เธอไม่รู้ที่อยู่ของผม  ผมหมายความว่า  เธอไม่รู้ว่า ________________ อยู่ที่ไหน)

(a) do I live

(b) I live    (ผมอาศัย)

(c) live I

(d) am I living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “Where I live”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Know”  

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay _______________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ___________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  และนำหน้าด้วย  “Question word”  (What) + Subject + Verb  

                                                     ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _______________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   {= คุณเริ่ม   (ศึกษาภาษาเยอรมัน)   เมื่อใด}

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ   “When you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                                    ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ______________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “How much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly _______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ (ตรงเผง) ________________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Did you hear __________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน __________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                                    ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ____________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be” (Is)

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า _______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                                ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                                 ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                                  ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                                 ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                                 ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                                  ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

11. I _________________________________________________________ a motor-car.

(ผม ____________________________________________________ มีรถยนต์ใช้ได้)

(a) don’t afford

(b) can’t afford    (ไม่สามารถมี....................(รถ)..................ใช้ได้)  (หมายถึง ไม่มีเงินพอที่จะหาซื้อมา)

(c) don’t afford to buy

(d) can’t afford to buy

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดีกว่า ข้อ   (a)  และเมื่อใช้   “Afford”  ไม่จำเป็นต้องมี   “To buy”   เนื่องจากรวมเอาความหมาย  “(มีเงินพอ) ที่จะซื้อ”  ไว้ด้วยแล้ว

 

12. I met her coming away from the hospital, ______________ she had been visiting her sister.

(ผมพบเธอออกมาจากโรงพยาบาล ______________________ เธอได้ไปเยี่ยมพี่สาวของเธอ)

(a) which

(b) that

(c) where    (ที่ซึ่ง)

(d) while

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายสถานที่ (โรงพยาบาล)   หรือ อาจตอบ  “in which,  at which”   ก็ได้

 

13. Wouldn’t you like to have your shoes polished before you ______________________ ?

(คุณไม่อยากที่จะขัดรองเท้า (ให้คนอื่นขัดฯให้) ก่อนที่คุณจะ ______________ ดอกหรือ)

(a) are putting them on

(b) put on them

(c) put them on    (สวมมัน)

(d) are putting on them

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ไม่ใช้   “Put on them”  แต่ถ้าเป็นคำนาม  สามารถใช้ได้ทั้ง    แบบ  คือ   “Put on your shoes”  และ  “Put your shoes on

 

14. Can you smell something __________________________________________________?

(คุณสามารถได้กลิ่นบางสิ่ง _________________________________________ หรือเปล่า)

(a) burns

(b) burnt    (กริยาช่องที่  ๒  และ  ๓  ของ “Burn”)

(c) burning    (ไหม้, กำลังไหม้)

(d) to burn    (ไหม้, ลุกไหม้, ทำให้ไหม้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “Burn”   ก็ได้  ตามโครงสร้าง  “Subject + Smell + กรรม  + Verb + ing (Burning  ประธานฯ ได้กลิ่น “กรรม” กำลังไหม้)”  หรือ  “Subject + Smell + กรรม + Verb 1 (Burn)  ประธานฯ ได้กลิ่น “กรรม” ไหม้  ทั้งนี้  มีกริยาอีก  ๔  ตัว  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Smell”  คือ  “Feel, Hear, See, Watch”  โดยโครงสร้างทั้ง    แบบมีความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

15. England fought ________________ France_______________ Germany in the war 1914-18.

(อังกฤษต่อสู้ _____________ ฝรั่งเศส _____________ เยอรมัน ในสงคราม (โลกครั้งที่  ) ปี  ๑๙๑๔ – ๑๘)  (คือ อังกฤษอยู่ฝ่ายเดียวกับฝรั่งเศส  รบกับเยอรมัน)

(a) against ________________ and

(b) with ________________ and

(c) against ________________ in

(d) with ________________ against    (ร่วมกับ  _______________  ต่อต้าน)

 

16. If there was no competition, the railways could charge what they __________________.

(ถ้าไม่มีการแข่งขัน  รถไฟสามารถคิดราคาในสิ่งทีพวกเขา _____________)  (คือ คิดราคาค่าโดยสารตามใจชอบ)

(a) are like

(b) likes

(c) liked    (ชอบ)

(d) are liked

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นอดีต   “……..............….there was not……….............…

 

17. The enemy were at last forced to __________________________________________.

(พวกศัตรู ในที่สุดก็ถูกบังคับให้ ____________________________________________)

(a) give up    (เลิก, ยุติ)

(b) give away

(c) give out    (แจกจ่าย, บริจาค)

(d) give in    (ยอมแพ้, ยอมจำนน)

 

18. Last Christmas Peter spent a miserable day in bed, ___________________ he was missing.

(คริสต์มาสปีที่แล้ว  ปีเตอร์ใช้วันเวลา (ในวันคริสต์มาส) ที่ทุกข์ยากลำบาก (ไม่มีความสุข)  บนเตียงนอน ____________ ที่เขากำลังพลาดโอกาส)  (คือ  ไม่ได้เข้าร่วมฉลองในวันคริสต์มาส)

(a) having thought of all the fun

(b) thinking of all the fun    (คิดถึงความสนุกทั้งหลาย)

(c) being thought of all the fun

(d) thought of all the fun

ตอบ   -   ข้อ   (b)  มาจากโครงสร้าง   “Subject + Spend + Time + Verb + ing”  เช่น

  • She spent two hours reading in the library.

(เธอใช้เวลา    ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They spent the whole day looking around the city.

(พวกเขาใช้เวลาตลอดทั้งวัน  ชมเมือง)

 

19. ____________________________________________ do not like that kind of film.

(____________________________________________ ไม่ชอบภาพยนตร์ประเภทนั้น)

(a) Most of boys

(b) The most of boys

(c) The most boys

(d) Most boys    (เด็กชายส่วนใหญ่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ    “Most of the boys”  ก็ได้

 

20. A: If you really want to see her, why don’t you call her _________________________?          

(A: ถ้าคุณต้องการพบเธอจริงๆ  ทำไมคุณจึงไม่ __________________________ ไปหาเธอ)

     B: I’ve forgotten her telephone number.

(B: ผมลืมเบอร์โทรศัพท์ของเธอครับ)

(a) in

(b) up    (“Call up  =  telephone  =  โทรศัพท์)

(c) down

(d) here

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป