หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 377)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. If Jim had driven carefully, the accident _______________________________________.

(ถ้าจิมได้ขับรถอย่างระมัดระวัง, อุบัติเหตุ _______________________________________)

(a) would not happen    (จะไม่เกิดขึ้น)

(b would not be happened    (จะไม่ถูกเกิดขึ้น  เป็น  “Passive voice”)

(c) would not have happened    (คงจะไม่เกิดขึ้น)

(d) would not have been happened    (คงจะไม่เกิดขึ้น  เป็น  “Passive voice”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ  เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “จิมขับรถประมาท  อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้น”  นอกจากนั้น  กริยา  “Happen, Occur, Take place”  (เกิดขึ้น)  จะไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา _______________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arreste

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • __________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                                นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago _____________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ในประโยคไม่เกิดขึ้นจริง (ในอดีต)  แต่เกิดตรงกันข้าม  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                 ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you __________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ _______________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓   “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Tom _______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม___________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                             ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                  ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                                 สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                                  จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                                  นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือน เดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………................….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………............…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………....................cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                    สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

2. Jenny is a funny and clumsy girl, ___________________________ you can’t help loving her.

(เจนนี่เป็นเด็กหญิงที่น่าขบขัน (น่าหัวเราะ) และเซ่อซ่า (งุ่มง่าม), ________ คุณอดไม่ได้ที่จะรักเธอ)

(a) although    (แม้ว่า)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) moreover    (ยิ่งกว่านั้น, นอกจากนั้น)

(d) yet    (แม้กระนั้น, อย่างไรก็ตาม)

 

3. The part of the ocean floor _________________ gently away from the continents is called the continental shelf.

(ส่วนของพื้นมหาสมุทร _______________ ทีละน้อย (ค่อยๆ ลาดเอียง) ห่างออกไปจากทวีป  ถูกเรียกว่าชายฝั่งทวีป)

(a) and slopes

(b) slopes

(c) that slopes    (ซึ่งลาดเอียง)

(d) to slope

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (That)  และกริยา  (Slopes)  ของอนุประ โยค  (That slopes gently away from the continents)

 

4. The old home has been renovated ___________________________________________.

(บ้านหลังเก่าได้รับการปรับปรุง (ซ่อมแซม) ____________________________________)

(a) which involved neither effort nor expense.

(b) effortlessly and not expensive

(c) neither taking effort nor expense

(d) with little effort and expense    (ด้วยความพยายามและค่าใช้จ่ายนิดหน่อย)

 

5. The two most important problems facing the country today are ______________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ ________________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and _______________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ _________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……..................…..)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกันจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ______________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ ___________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี  ดูเพิ่มเติมการใช้ข้อความให้สมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ___________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม _______)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกันจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because _____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ______________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and __________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ __________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, __________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, ________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                              ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ _________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ___________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………..............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                              ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                               ตัวอย่างที่  ๑๑

  • James likes reading, hiking, and ________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ _________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening….............….”   ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1   ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

6. Named for its founder, ______________________________________ in Ithaca, New York.

(ได้รับการตั้งชื่อให้กับผู้ก่อตั้งของมัน, ______________________ ในเมืองอิธาคา  รัฐนิวยอร์ก)

(a) in 1865 Ezra Cornell established Cornell University

(b) Cornell University was established in 1865 by Ezra Cornell    (มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ถูกก่อตั้งในปี  ๑๘๖๕  โดยเอสรา  คอร์เนลล์)

(c) it was in 1865 that Cornell University was established by Ezra Cornell

(d) Ezra Cornell established Cornell University in 1865

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Cornell University”  ซึ่ง ได้รับการตั้งชื่อให้กับ (ตาม) ผู้ก่อตั้งมัน  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • _____________ was not incorporated as a city until almost two centuries later, in 1834.

(________________ มิได้ถูกรวม (ผนวก) เข้าเป็นเมือง (ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ) จนกระทั่งเกือบจะ ๒ ศตวรรษต่อมา, ในปี  ๑๘๓๔)  (เนื่องจากถือว่ามิได้เป็นชุมชนของชาวอเมริกัน  ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในขณะนั้น)

(a) Settling in Brooklyn, the Dutch    (ตั้งรกรากถิ่นฐานในเมืองบรูคลิน, ชาวดัชท์)

(b) The Dutch settled in Brooklyn    (ชาวดัชท์ตั้งรกรากถิ่นฐานในเมืองบรูคลิน)

(c) Brooklyn was settled by the Dutch    (เมืองบรูคลินถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์)

(d) Settled by the Dutch, Brooklyn    (ถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์, เมือง บรูคลิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Brooklyn)  เป็นผู้ถูกทำกริยา  (Settled)   (ถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์)  กล่าวคือ  ในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • ________________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • __________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ for several times, the student tried to improve himself.

(________________________________ หลายครั้ง, นักเรียนพยายามปรับปรุงตนเอง)

(a) Punishing the teacher

(b) The teacher punished the student

(c) To punish the teacher

(d) Punished by the teacher    (ถูกลงโทษโดยครู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The student”  ซึ่งถูกลงโทษโดยครูฯ  กริยา  “Punished”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ 

 

7. Although ____________________ a bit discouraging, she decided to take the job anyway.

(ถึงแม้ว่า ___________________ ทำให้ท้อใจอยู่บ้าง, เธอตัดสินใจรับงานนั้นอย่างไรก็ดี)

(a) it was her mother’s attitude

(b) her mother’s attitude was    (ทัศนคติของแม่ของเธอจะ)

(c) her mother was attitude

(d) the attitude was her mother

 

8. Since all the seats on the train were occupied, we _________________ all the way till destination.

(เพราะว่าที่นั่งทุกที่บนรถไฟเต็มหมด, เรา ______________ ตลอดทั้งเส้นทาง  จน กระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง)

(a) must have stood    (จะต้องได้ยืน)  (ในอดีต)

(b) had to stand    (จำเป็นต้องยืน)

(c) would stand    (จะยืน)

(d) should have stood    (ควรจะได้ยืน)  (ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

9. Analgesics ________________ pain without markedly interfering with physiological process.

(ยาบรรเทาปวด _______________ ความเจ็บปวด  โดยมิได้ยุ่งเกี่ยวอย่างชัดเจนกับขบวนการทางด้านกายภาพ)

(a) relieving

(b) which relieve

(c) relieve    (บรรเทา, ทำให้ลดลง, ผ่อนคลาย, ปลดปล่อย, แบ่งเบา)

(d) which they relieve

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค

 

10. In pantomime actors use gestures ________________________ words to convey ideas.

(ในละครใบ้  นักแสดงใช้อากัปกิริยาที่แสดงออก _______________ คำพูด  เพื่อสื่อความคิด)

(a) in place    (“In place of”  =  แทน)

(b) in spite of    (ทั้งๆที่, ทั้งๆ)

(c) because of    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

(d) instead of    (แทน, แทนที่จะ)

 

11. Tim ________________________________________________ speak French very well.

(ทิม ____________________________________________ พูดภาษาฝรั่งเศสได้ดีมาก)

(a) is able    (สามารถ)

(b) can to

(c) can be able to

(d) can    (สามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Can + Verb 1”  ส่วน  “Be able + To + Verb 1”  ดังนั้น  ประโยคข้างบนจึงอาจใช้  “Tim is able to speak………….........….”  ได้เช่นเดียวกัน

 

12. ____________________________________ talk to his wife, he would listen to the radio.

(__________________________________ คุยกับภรรยาของเขา  เขาอยากจะฟังวิทยุ)

(a) In order to    (เพื่อที่จะ)

(b) Don’t    (อย่า)

(c) Unless    (ถ้า...............................ไม่)

(d) Rather than    (มากกว่าที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Rather than”  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • He’d rather read books than __________________________________ to the radio.

(เขาอยากอ่านหนังสือมากกว่า ________________________________________ วิทยุ) 

(a) to listen

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) listened

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Would rather”   หรือ  “Had rather” =  “อยากจะ........................มากกว่า”   ทั้ง    คำ  ใช้ได้เหมือนกัน  แต่นิยมใช้   “Would rather”  มากกว่า  ทั้งนี้   “Would rather + Infinitive without to” (Would rather + Verb 1)

  • I would rather stay home today.

(ผมอยากจะพักอยู่ที่บ้านวันนี้มากกว่า)

                                                 ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  วาง  “Not”  ไว้หน้า  “Verb  เช่น

  • I would rather not go out today.

(ผมไม่อยากออกไปข้างนอกวันนี้)

                                                 ถ้ามีการเปรียบเทียบว่า  “อยากทำสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น”  หลัง  “Than”   ให้ใช้  “Verb 1”  เช่นเดียวกัน  เช่น

  • I would rather stay home than go out.

(ผมอยากพักอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก)

                                                ทั้งนี้   สามารถเอา  “Rather than”  มาไว้หน้าประโยคได้  เช่น

  • Rather than go out, I would stay home.

(มากกว่าออกไปข้างนอก  ผมอยากพักอยู่กับบ้าน)

  • Rather than cry like a little child, she would smile at those who bullied her.

(มากกว่าที่จะร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆ  เธอยิ้มให้กับคนที่รังแกเธอ)

                                                 ในกรณีที่ประธานของประโยคอยากจะให้ใครทำอะไร  ต้องใช้กริยาในอนุประโยคในรูปอดีต  (Past simple หรือ  Past perfect)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • I would rather he did it tomorrow than today.

(ผมอยากให้เขาทำมันพรุ่งนี้มากกว่าวันนี้)

  • I would rather she left now.

(ผมอยากให้เธอไปตอนนี้มากกว่า)

  • I would rather you went with me now (or tomorrow).

(ผมอยากให้คุณไปกับผมตอนนี้ (หรือ พรุ่งนี้) มากกว่า)

  • I would rather Jim attended the meeting.

(ผมอยากให้จิมเข้าร่วมประชุมมากกว่า)

  • I would rather (that) she didn’t go with him.

(ผมไม่อยากให้เธอไปกับเขามากกว่า)

  • I would rather he had left yesterday.

(ผมอยากให้เขาไปเมื่อวานนี้มากกว่า)

 

13. I hope you don’t mind __________________________________ to come and meet her.

(ผมหวังว่าคุณไม่รังเกียจ _______________________________ ให้มาและพบกับเธอ)

(a) to be asked

(b) you were asked

(c) being asked    (การถูกขอร้อง)

(d) we asked you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Mind” (รังเกียจ)  + Verb + ing  (Active voice)  แต่ในกรณี  “Passive voice”  ใช้โครงสร้าง  “Mind + Being + Verb 3  (รังเกียจการถูก........................)

  • He didn’t mind carrying the heavy box.

(เขาไม่รังเกียจการแบกกล่องหนักใบนั้น)  (เขาเป็นผู้ทำกริยาแบก)

  • I don’t mind being punished if I’m wrong.

(ผมไม่รังเกียจการถูกลงโทษ  ถ้าผมผิด)  (ผมเป็นผู้ถูกกระทำ  คือถูกลงโทษ)

  • They don’t mind being rejected by the company if they are not qualified.

(เขาไม่รังเกียจการถูกปฏิเสธโดยบริษัท (ไม่รับเข้าทำงาน)  ถ้าเขาไม่มีคุณสมบัติพอ)  (พวกเขาเป็นผู้ถูกกระทำ  คือถูกปฏิเสธ)

 

14. You didn’t tell me how much ______________________________________________.

(คุณมิได้บอกผมว่า _______________________________________________ เท่าใด)

(a) did this cost

(b) this cost    (สิ่งนี้มีราคา)

(c) money this costs

(d) this costed

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Cost”  เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “มีราคา”  กริยา    ช่อง  คือ   “Cost,  Cost,  Cost”  ดังนั้น  จึงไม่เลือก ข้อ  (d)  และเนื่องจากประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยาในประโยคใหญ่  (didn’t tell)  จึงต้องใช้กริยา  “Cost” ในประโยคย่อย  ในแบบ  “Noun clause”  (How much this cost)  ในรูปของ  “Past tense”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  ดังนั้น  จึงไม่เลือก  ข้อ   (c)  และเลือกตอบข้อ  (b)  และเนื่องจากข้อความใน  “Noun clause”  ต้องเรียงในรูปประโยคบอกเล่า  จึงไม่เลือก ข้อ  (a)

 

15. Bill and Sally decided to get married _________________________________________.

(บิลและแซลลี่ตัดสินใจแต่งงานกัน __________________________________________)

(a) as to plan

(b) according to planned

(c) as plan

(d) as planned    (ตามที่ได้วางแผนไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะลดรูปมาจาก  “Adverb clause”  (…….......……married as it was planned)   หรือ  (………........….married as it had been planned)   จึงเหลือเพียง  “………..........…married as planned

 

16. The hotel was full so we decided to go to ____________________________________.

(โรงแรมมีแขกพักเต็ม  ดังนั้น  เราตัดสินใจไป (หาที่พัก) _________________________)

(a) elsewhere

(b) somewhere else

(c) other place

(d) some other place    (สถานที่อื่นๆ)

ตอบ   -    ข้อ   (d)  ซึ่งใจความดีกว่า ข้อ   (c)  สำหรับ  ข้อ   “A, B”   มีที่ใช้ดังนี้

  • The hotel was full so we decided to go elsewhere (= somewhere else).

(โรงแรมมีแขกพักเต็ม  ดังนั้น  เราตัดสินใจไป (พัก) ที่อื่น)

 

17. ______________________________ the air being so warm, he decided to sleep outside.

(____________________________________ อากาศร้อน  เขาตัดสินใจนอนข้างนอก)

(a) Since

(b) With    (ด้วย)

(c) As

(d) For    (สำหรับ)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้   “With”  (Preposition)  เนื่องจากข้อความที่ตามมาเป็นวลี   “The air being so warm”  มิใช่ประโยค  (ประธานฯ  + กริยา)

 

18. Sometimes I don’t feel like studying English and mathematics and ________ the major subjects.

(บางครั้ง-บางโอกาส  ผมรู้สึกไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์  และ _________ วิชาหลักๆ)

(a) rest

(b) rest of

(c) the rest

(d) the rest of    (ส่วนที่เหลือของ)

 

19. When there’s something he likes, a concert of good music, Father puts his hearing aid _____________ and listens.

(เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างที่เขาชอบ  เช่น  คอนเสิร์ตดนตรีดีๆ  พ่อจะสวมเครื่องช่วยฟังของเขา _____________ และฟัง  -  ดนตรีนั้น)

(a) on    (“Put on”  =  สวม, สวมใส่  -  เสื้อผ้า)

(b) up

(c) in    (“Put something in”  =  สวม, สวมใส่  -  ในรูหู)

(d) aside    (“Put aside”  =  กันหรือแยก (เงิน, สิ่งของ) เอาไว้ต่างหาก)

(e) out    (“Put out”  =  ดับไฟ)

 

20. What has happened _________________________________________________ you?

(อะไรได้เกิดขึ้น __________________________________________________ คุณ)

(a) to    (กับ)

(b) of

(c) with

(d) by

(e) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                 สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                               สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้น กับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  keep to the right  (ชิดด้านขวามือ)  -  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  ยวดยานขับชิดด้านขวามือของถนน),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบ เทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบ เทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอา จารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยิน ยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป