หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 371)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________________ measured in degrees north and south of the equator is called latitude.

(___________ ซึ่ง (ถูก) วัดเป็นองศาทางทิศเหนือและทิศใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถูกเรียกว่าเส้นรุ้ง)

(a) Distance, which

(b) Distance is

(c) Distance    (ระยะทาง, ระยะทางไกล, ทางไกล, ความห่างเหิน)

(d) Where distance

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค โดยมีการลดรูปมาจาก “Distance which is measured in…………

 

2. Neon is said to be inert ___________________ does not react easily with other substances.

(นีออน (ก๊าซเฉื่อยชนิดหนึ่ง) ถูกกล่าวว่าเฉื่อยชา _____ ไม่ทำปฏิกริยาอย่างง่ายดายกับสารอื่นๆ)

(a) because of it

(b) it is because

(c) is because it

(d) because it    (เพราะว่ามัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  (Because)  และประธานของอนุประโยค  (It)

 

3. Jim Thorpe, Pennsylvania, a town in the eastern part of the state, was named _________ one of the greatest American athletes.

(จิม ธอร์ป, รัฐเพนซิลเวเนีย, เป็นเมืองในทางตะวันออกของรัฐ, ได้รับการตั้งชื่อ _____________ หนึ่งในบรรดานักกีฬาอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด)  (จิม ธอร์ป เป็นนักกีฬาอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงคนแรกที่ได้รับเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกปี  ๑๙๑๒  ในการแข่งขันปัญจกรีฑา และทศกรีฑา  โดยรัฐเพนซิลเวเนียตั้งชื่อเมืองเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา  ภายหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว)

(a) in honor for

(b) in honor of     (เพื่อเป็นเกียรติแก่)

(c) to honoring

(d) for honoring

 

4. ____________ he has created striking stage settings for the Martha Graham dance company, artist Isamu Noguchi is more famous for his sculpture.

(_______________ เขาได้สร้างฉากบนเวทีที่สะดุดตาสำหรับคณะเต้นรำมาร์ธา เกรแฮม   ศิลปินอิซามุ โนกูชิ  มีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่ากัน  จากผลงานการปั้นหรือหล่อรูป (หรือแกะสลัก) ของเขา)  (คณะเต้นรำมาร์ธา เกรแฮม  ก่อตั้งในปี  ๑๙๒๖  โดยมาร์ธา เกรแฮม  สตรีชาวอเมริกัน  ถือเป็นคณะเต้นรำที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ  และเป็นผู้นำของโลกในการพัฒนาการเต้นรำ)

(a) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(c) Furthermore    (นอกจากนั้น, ยิ่งไปกว่านั้น)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ความหมายคือ  “แม้ว่าโนกูชิจะมีชื่อเสียงในด้านสร้างฉากบนเวทีให้กับคณะเต้นรำฯระดับโลก  แต่เขากลับมีความโด่งดังมากกว่าในด้านผลงานการปั้น หรือหล่อรูป”

 

5. As our only witness, you’ll be helping us greatly with our inquiries if you describe exactly ___________ happened on the night of the murder.

(ในฐานะพยานเพียงคนเดียวของเรา, คุณจะกำลังช่วยเหลือเราได้อย่างมากจากการซัก ถามของเรา  ถ้าคุณจะพรรณนา (อธิบาย) ได้อย่างตรงเผง (ถ่องแท้)  ____________ ได้เกิดขึ้นในคืนของการฆาตกรรม)

(a) when

(b) what    (สิ่งที่, อะไร)

(c) why

(d) how

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “What happened on the night of the murder”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Describe”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause” จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • When I say she doesn’t know my address, I mean that she doesn’t know where ___________.

(เมื่อผมพูดว่า  เธอไม่รู้ที่อยู่ของผม  ผมหมายความว่า  เธอไม่รู้ว่า _________________ อยู่ที่ไหน)

(a) do I live

(b) I live    (ผมอาศัย)

(c) live I

(d) am I living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “Where I live”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Know”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้าง ล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ___________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) __________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  และนำหน้าด้วย  “Question word”  (What)  

                                             ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _____________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _______________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                            ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me _______________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ___________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                            ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ___________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                              ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ______________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                           ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด _________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                           ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                             ตัวอย่างที่  

  • Tell me ___________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                            ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                            ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                             ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                             ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                            ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

6. The shop owner left the couple on their own _____________ they could decide by themselves whether to buy the latest-brand TV or not.

(เจ้าของร้านปล่อยให้สามีภรรยาคู่นั้นอยู่ตามลำพัง _____________ พวกเขาจะได้สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง (ไม่ต้องมีผู้คอยชี้แนะ) ว่าจะซื้อทีวียี่ห้อล่าสุดหรือไม่)

(a) so that    (เพื่อที่ว่า)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) so as to    (เพื่อที่จะ)  (ตามด้วย “Verb 1”)

(c) as soon as    (ในทันทีที่)

(d) unless    (ถ้า..............................ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “In order that”  (เพื่อที่ว่า)  ก็ได้   ทั้งนี้  อนุประ โยคที่ตามหลัง  “So that, In order that”  จะบอกเหตุผลของใจความในประโยคใหญ่  (ในที่นี้  คือ  บอกเหตุผลของการที่เจ้าของร้านปล่อยให้สามีภรรยาอยู่กันตามลำพัง)  โดยเหตุผลดังกล่าว  คือ  “เพื่อให้ทั้ง    คน  ตัดสินใจด้วยตนเอง  ว่าจะซื้อทีวีหรือไม่

 

7. A panda’s primary activity is sleep, __________________ its waking hours looking for food.

(กิจกรรมเบื้องต้น (อันดับแรก, สำคัญที่สุด) ของหมีแพนด้า  คือ  การนอน, ____________ ชั่วโมงที่ตื่นอยู่ในการค้นหาอาหาร)

(a) that it spends

(b) will spend

(c) and it spends    {และมันใช้ (เวลา)}

(d) for spending

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นคำเชื่อม  “Conjunction”  (And)  ระหว่างประโยคหน้าและหลัง (เข้าด้วยกัน)  และเป็นประธาน  (It)  และ  กริยา  (Spends)  ของประโยคหลัง

 

8. Albert Einstein’s contributions to scientific theories were ________ those of Galileo and Newton.

(คุณูปการของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ที่มีต่อทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์  (มีความ) ____________ คุณูปการของกาลิเลโอ และนิวตัน)

(a) more important

(b) important than

(c) the most important

(d) as important as    (สำคัญเท่าๆ กันกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นเสมอกัน หรือขั้นปกติ”  (Positive degree)   อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการบอกว่า  “คุณูปการของไอน์สไตน์  มีความสำคัญมากกว่าของกาลิเลโอฯ”   ต้องใช้การเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  คือ  “More important than

 

9. I wonder how housewives _____________ with all the housework before the machines we have today were invented.

(ผมประหลาดใจ (สงสัย) ว่าแม่บ้าน _____________ กับงานบ้านทั้งหมดได้อย่างไร  ก่อนที่เครื่องจักร (เช่น  เครื่องซักผ้า-ล้างจาน, จักรเย็บผ้า, หม้อหุงข้าว—กะทะไฟฟ้า) ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน  ได้ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา)

(a) should have coped    (ควรที่จะได้รับมือ)  (ในอดีต)

(b) have to cope    (จำเป็นต้องรับมือ)  (ในปัจจุบัน)

(c) had coped    (ได้รับมือ, ได้จัดการ)  (ในอดีต)

(d) have been coping    (ได้กำลังรับมือ)  (ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปอดีต  “Had coped”  (Past perfect tense)  ซึ่งเหคุการณ์จบสิ้นไปแล้ว  (มิได้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)  เนื่องจากกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยก่อน  ตอนที่แม่บ้านยังไม่มีอุปกรณ์ทันสมัยใช้เหมือนดังในยุคปัจจุบัน

 

10. Has she decided in which sector she ______________ for a job when she has graduated?

(เธอได้ตัดสินใจหรือยัง  ว่าในภาค (เอกชน, ราชการ, อุตสาหกรรม, บริการ, ฯลฯ) ใดที่เธอ ___________ งานทำ  เมื่อเธอได้สำเร็จการศึกษาแล้ว)  

(a) look    (มองหา)  (ในปัจจุบัน)

(b) looked    (มองหา)  (ในอดีต)

(c) will look    (จะมองหา)  (ในอนาคต)

(d) have been looking    (ได้กำลังมองหา)  (ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต  ภายหลังที่เธอจบการศึกษาแล้ว

 

11. Our house is very noisy because of the buses going ___________________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง __________________ มันตลอดเวลา)

(a) through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b) into    (เข้าไปข้างใน)

(c) beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d) pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e) past     (ผ่าน)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ    (e)   ต้องใช้  “Past” (Walk past, Go past)  ซึ่งเป็น  “Preposition”  เนื่องจากไม่สามารถใช้  “Pass”  ได้  เพราะเป็นคำกริยาเช่นเดียวกันกับ  “Going

 

12. We were pleased ________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ______________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยาย)   เช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month. 

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

13. I can’t see any ______________________________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น _____________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ    เล่มนี้)

(a) different     (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ในที่นี้  “Any”  (เอ๊น-นี่)    เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง   “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   (ขยายหน้าคำนาม)

 

14. He said he travelled more often than he had two years _________________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ    ปี  ___________________)

(a) ago    (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech) (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech)  (He said he travelled more often than he had two years before.)   จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)   เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะห่างไกล   (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night    

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

                                                นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense”  ด้วย  คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

 

                                                    ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค  เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า, “ผมเล่นกับเพื่อนๆ เหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆ เหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct   : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือ at that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

Direct  : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before (หรือthe previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

Direct   : He said to her, “I last met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ    ปีมาแล้ว)

Indirect  : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ    ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

 

15. The streets are much too crowded.  There is not ____________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน  ไม่มีที่ว่าง _____________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  ให้เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ  ถนนแน่นเอี้ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a) a

(b) the

(c) enough    (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty(มาก)

ตอบ  -  ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Enough”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough     (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -  ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์   ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่  “Enough”  ต้องขยายหน้าคำนามเช่น  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes - บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                                                สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ นามนับได้พหูพจน์”  เช่น

  • We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

  • There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

  • They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

  • Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

  • I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

 

16. He suggested __________________________________ to the country for a change of air.

(เขาแนะนำ ___________ ยังชนบท (ต่างจังหวัด)  เพื่อเปลี่ยนอากาศ)  (หรือ เพื่ออากาศสดชื่น)

(a) her to go

(b) that she would go

(c) to her going

(d) that she go    (ว่าเธอ (ควร) ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ซึ่งมาจากข้อความ  “that she should go”  แต่ละ  “Should”  ไว้    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have     (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ___________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _____________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I will recommend that the student ___________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _____________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตาม หลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                            ตัวอย่างที่  

  • Many customers have requested that we _______________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ____________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม s หรือ  “ed  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม   และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประ โยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ  ed  ที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป    (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)   อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน    กรณี   คือ

                                             ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”  ซึ่งได้แก่  คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that    (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that    (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that    (เสนอว่า)
  • request that    (ขอร้องว่า)
  • recommend that    (แนะนำว่า)
  • ask that    (ขอร้องว่า)
  • order that    (สั่งว่า)
  • urge that    (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that    (แนะนำว่า)
  • insist that    (ยืนกรานว่า)
  • prefer that    (เห็นสมควรว่า)

                                                ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –    เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้   เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                             ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”   เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important”  (สำคัญ),  “Necessary”  (จำเป็น), “Urgent”  (จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),  “Advisable”  (ควร),  “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

17. I often mistake her ______________________________________________ her sister.

(ผมมักเข้าใจเธอผิดอยู่บ่อยๆ ____________ น้องสาว (พี่สาว) ของเธอ)  (คือ เห็นเธอ  แล้วคิดว่าเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเธอ)

(a) to

(b) as

(c) for    (ว่าเป็น)

(d) like

(b) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                               สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job.  =  เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                                ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                                  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance  (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

18. This is a famous proverb ______________________________________________ well.

(นี่เป็นสุภาษิตที่มีชื่อเสียง ________________________________________ เป็นอย่างดี) 

(a) that most educated people know it             

(b) most educated people know it                                  

(c) whom most educated people know

(d) most educated people know    {(ซึ่ง) คนมีการศึกษาส่วนใหญ่ทราบ}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “that (which) most educated people know”  ทั้งนี้  สามารถละ  “That”  หรือ  “Which”   ไว้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Know”  (คือ เมื่อเป็นกรรม  สามารถละได้)     

    

19. I would rather you ________________________________________________ me now. 

(ผมอยากให้คุณ __________________________________________ ให้ผมตอนนี้เลย) 

(a) pay

(b) to pay

(c) paying

(d) paid    (จ่ายเงิน)  

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Would rather  (อยากจะ) + Verb 1”  (I would rather go now.  –  ผมอยากจะไปในขณะนี้)   แต่  Would rather + Subject + Verb 2”  (I would rather you went with me now.  ผมอยากให้คุณไปกับผมในขณะนี้)

 

20. My house _________________________________________________________ wood.

(บ้านของผม _____________________________________________________ ไม้)

(a) was made of

(b) is made of    (ถูกทำด้วย)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(c) was made from    (ถูกทำมาจาก)

(d) was made by    (ถูกผลิต หรือสร้างโดย)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Be made of”  =  “ทำด้วย....................”  คือ  ยังมองเห็นสภาพเดิมของวัตถุที่ใช้ทำ  เช่น  ไม้, เหล็ก, หิน   ส่วน   “Be made from”  =   ทำมาจาก................... โดยไม่สามารถมองเห็นสภาพเดิมของวัตถุที่ใช้ทำ  เนื่องจากแปรสภาพมาแล้ว  เช่น   “Bread is made from wheat” (ขนมปังทำมาจากข้าวสาลี)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป