หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 370)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________ general acceptance of photography as an artistic medium, most museums today house collections of fine photographs.

(________________ การยอมรับโดยทั่วไปของการถ่ายภาพ  ในฐานะสื่อทางศิลปะ, พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นที่เก็บภาพที่งดงาม (เลิศ, ดีเยี่ยม, น่าชม) ที่ได้รวบรวมไว้)

(a) The

(b) Only the    (เฉพาะ....................เท่านั้น)

(c) Whereas the    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) With the    (ด้วย)

 

2. The brown thrasher is not a particularly large or strong bird.  _________ equipped for fighting.

{นกแธรชเชอร์สีน้ำตาล (มีหางยาว  จะงอยปากโค้งยาว  และหัวสีน้ำตาล) มิได้เป็นนกที่มีขนาดใหญ่หรือแข็งแรงเป็นพิเศษ  (และ) ______________ มีอวัยวะสำหรับการต่อสู้ (เช่นกัน)}

(a) It is not

(b) But not

(c) Neither is it    (มันมิได้ ..................(มีอวัยวะฯ)..................... เช่นกัน)

(d) Nor it is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Nor is it.”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้  (ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  Not only, Neither, Nor, Never, Never before, Hardly, Rarely, Scarcely, Seldom, Not until, etc.)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • ____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(________________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม (เท่านั้น)  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง..............เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ..............(คลองปานามา.........วิศวกรรม).............. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ……...…triumph, but it also quickly proved a financial success”   หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________________, but also German.

(_________________________________________ แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English     (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “คำคู่”   สังเกตจาก  “But also”  อยู่หน้า  “German”,  “Not only”  ก็ต้องอยู่หน้า   “English”  เพื่อให้สมดุลกัน  อย่างไรก็ตาม  เมื่อนำ  “Not only”  ขึ้นมาไว้หน้าประโยค  จะต้องใช้โครงสร้าง  คือ {Not only + Verb (พิเศษ)  + Subject + Verb (แท้) + But + Subject + Also + Verb (แท้)}  {Not only does Jim learn English, but he also learns German.}  เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า  “ไม่เพียงแต่จะทำอย่างนี้ (หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยังทำอย่างนั้น  (หรือเป็นแบบนั้น) ด้วย)”   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่..................................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                              ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                               ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ______________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง..............................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง), Neither  หรือ Nor  (ไม่............เช่นกัน)”  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (Neither, Nor, Never, No sooner (ในทันทีที่), Hardly, Never in my life, Not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย)  (Has, Have, Had, Is, Are, Was, Were, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might Must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • I didn’t go to the party yesterday.  Neither (Nor) did I go shopping.

(ผมมิได้ไปงานเลี้ยงเมื่อวานนี้  และผมก็ไม่ได้ไปซื้อของเช่นกัน)

  • She isn’t a generous person.  Neither (Nor) is she very kind to her neighbors.

(เธอมิได้เป็นบุคคลที่เอื้อเฟื้อ  และเธอก็มิได้ใจดี (กรุณา) ต่อเพื่อนบ้านมากนัก)

  • He hasn’t prepared for his exam yet.  Neither (Nor) has he finished his term paper.

(เขายังมิได้เตรียมตัวสอบเลย  และเขาก็ยังทำรายงานประจำภาคไม่เสร็จเช่นกัน)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.) 

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. Conifers first appeared on the Earth ____________ the early Permian Period, some 270 million years ago.

{ต้นสนปรากฏขึ้นครั้งแรกบนโลก _____________ ยุคเปอร์เมียนตอนต้นๆ (ประมาณ  ๒๒๐-๒๗๐  ล้านปีก่อน  เป็นยุคที่เริ่มมีสัตว์เลื้อยคลาน),  เมื่อประมาณ  ๒๗๐  ล้านปีล่วงมาแล้ว}

(a) when    (เมื่อ)  (ต้องตามด้วย  “Subject + Verb)

(b) and

(c) or

(d) during    (ในระหว่าง, ระหว่างเวลา)

 

4. Vitamin C, discovered in 1932, ____________ first vitamin for which the molecular structure was established.

(วิตามินซี, ถูกค้นพบในปี  ๑๙๓๒, ______________ วิตามินตัวแรกซึ่งโครงสร้างโมเลกุลได้ถูกกำหนด (สร้าง) ขึ้นมา)

(a) the

(b) was the    (เป็น)

(c) as the

(d) being the

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  (Was)  โดยมี  “Vitamin C” เป็นประธาน

 

5. Economic goods may take the form __________________ of material things or of services.

{สินค้าทางเศรษฐศาสตร์ (เศรษฐกิจ) อาจอยู่ในรูป _______________ ของสิ่งต่างๆ ทางวัตถุ  ก็ของการบริการ (อย่างใดอย่างหนึ่ง)}

(a) either    (หากไม่ .............(ของสิ่งต่างๆ..........บริการ)........... อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) as

(d) neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง, ไม่....................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”  “Either……....….or……...…..”  (ไม่...............ก็...............  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The kidnappers said to her that _____________ she gave them the money and saw her family again or she died.

(ผู้ที่ลักพาตัวพูดกับเธอว่า _______________ เธอให้เงินพวกเขาและได้กลับไปเจอครอบครัว  ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) unless    (ถ้า........................ไม่)

(b) neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง, ไม่......................เช่นกัน)

(c) either    (“Either..........….or……..........”  =  ไม่...............ก็............. อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) not only    (ไม่เพียงแต่.........................)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่   “………..either she gave them ……..……or she died”  (................ไม่เธอให้เงิน...................ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  (Either she gave  คู่กับ  or she died)  ดูเพิ่มเติมการใช้  (“Either................ or…….…..”    จากประโยคข้างล่าง

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(หากไม่  ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  ก็ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหลัง คือ  “plain laziness”)

  • Either John or his sister is coming to my party.

(ไม่ จอห์น ก็ น้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

  • Either you give me your wallet or I kill you.” said the robber to Jim.

(“ไม่ คุณให้กระเป๋าสตางค์ของคุณแก่ผม  ก็  ผมฆ่าคุณ  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)”  นักจี้กล่าวกับจิม)

 

6. All gases and most liquids and solids expand ______________________________ heated.

(กาซทุกชนิด  และของเหลวและของแข็งส่วนใหญ่ขยายตัว ________________ ถูกทำให้ร้อน)

(a) in

(b) how

(c) when    (เมื่อ)

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….....expand when they are heated”  (...............ขยายตัว  เมื่อมันถูกทำให้ร้อน)

 

7. Small parrots may lay as many as nine eggs each season, _____________ large parrots may lay only one.

(นกแก้วเล็กอาจวางไข่ได้มากถึง    ฟอง แต่ละฤดูกาล, ______________ นกแก้วใหญ่อาจวางไข่เพียงฟองเดียวเท่านั้น)

(a) lest    (ด้วยเกรงว่า)

(b) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(c) instead    (แทนที่)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)

 

8. Woodrow Wilson ____________ as governor of New Jersey before he was elected President of the United States in 1912.

(วูดโรว์  วิลสัน ____________ เป็นผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซี่  ก่อนที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในปี  ๑๙๑๒)

(a) serving

(b) having served

(c) served    (ทำหน้าที่, รับหน้าที่)

(d) to have served

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นกริยา (แท้) ของประโยค

 

9. The water in the sea is made up of many elements, the chief ones _____________ oxygen, hydrogen, and salt.

(น้ำในทะเลถูกสร้างขึ้นด้วยธาตุ (ส่วนประกอบสำคัญ) จำนวนมาก, (โดย) ธาตุสำคัญที่สุด (ธาตุหลัก) ______________ ออกซิเจน, ไฮโดรเจน, และเกลือ)

(a) being    (คือ)

(b) which are

(c) are

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Being oxygen, hydrogen, and salt”  เป็น  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ  หรืออิสระ)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • The sun __________________________________ set, the temperature fell rapidly.

(ดวงอาทิตย์ _________________ ตก ________________, อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว)

(a) have

(b) had

(c) having    (ได้ ............(ตก)............. ไปแล้ว)

(d) been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ หรืออิสระ)  ซึ่งเป็นวลีที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นประโยค  แต่มิได้เป็นประโยค  เพราะไม่มีกริยาแท้  (Finite verb)  วลีพวกนี้มักมีคำนามหรือสรรพนามนำหน้า  ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นประธานของวลี  และมีคำซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับกริยาประกอบอยู่หลังคำนาม  โดยแบ่งออกเป็น  ๓  ประเภท  คือ

                                             . Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Having + Verb 3” (Active voice)  หรือ  “Having + Been + Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The sun having set, the farmers went home.

(= After the sun had set, the farmers went home.)

(หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว  พวกชาวนาก็กลับบ้าน)

  • The guests having arrived, the party began.

(= After the guests had arrived, the party began.)

(หลังจากแขกมาถึงแล้ว  งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น)

  • The house having been burnt, we had to live in our friend’s home.

(= Because the house had been burnt, we had to live in our friend’s home.)

(เพราะว่าบ้านถูกไฟไหม้  เราจำเป็นต้องอาศัยในบ้านของเพื่อน)

  • The car having been stolen, its owner reported to the police.

(= After the car had been stolen, its owner reported to the police.)

(หลังจากรถยนต์ถูกขโมย  เจ้าของแจ้งความกับตำรวจ)

หมายเหตุ   -   วลี   “The sun having set”, “The guests having arrived”,  “The house having been burnt”,  “The car having been stolen”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Began”, “Live”, “Reported”  ตามลำดับ

                                             ๒. Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Verb + ing”  (Active voice)  หรือ  “Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The concert being over, everyone went away.

(= When the concert was over, everyone went away.)

(เมื่อการแสดงดนตรีจบลง  ทุกคนก็กลับ)

  • Nobody being there, I didn’t know who to talk to.

(= Because nobody was there, I didn’t know who to talk to.)

(เพราะว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น  ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร)

  • The train being late, they had to stay overnight at the station.

(= Because the train was late, they had to stay overnight at the station.)

(เพราะว่ารถไฟมาช้า  พวกเขาเลยจำต้องพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ)

  • The daughter not coming home at regular hour, her parents became worried.

(= Because the daughter did not come home at regular hour, her parents became worried.)

(เพราะว่าลูกสาวไม่กลับบ้านตามเวลาปกติ  พ่อแม่เริ่มวิตกกังวล)

  • The houses (being) destroyed by the earthquake, the government helped repair them.

(= Because the houses were destroyed by the earthquake, the government helped repair them.)

(เพราะว่าบ้านถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว  รัฐบาลจึงช่วยซ่อมแซมมัน)

  • The girl (being) murdered, the police made an investigation.

(= When the girl was murdered, the police made an investigation.)

(เมื่อเด็กหญิงถูกฆาตกรรม  ตำรวจจึงทำการสืบสวนสอบสวน)

หมายเหตุ   -   วลี  The concert being over”, “Nobody being there”, “The train being late”, “The daughter not coming home at regular hour”, “The houses (being) destroyed by the earthquake”, “The girl (being) murdered”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  Went”, “Didn’t know”, “Stay”, “Became worried”, “Helped repair”, “Made”   ตามลำดับ

                                              . Absolute phrase  - ที่ไม่มีกริยาใดๆ อยู่ในวลีเลย  โดยเหมือนกับการสร้างประโยคธรรมดาทั่วไป  เพียงแต่ไม่ใส่กริยาเอาไว้  เหมือนกับละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  เพื่อให้โครงสร้างประโยคผิดไปจากธรรมดา  ดูแล้วมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่นิยมแบบหนึ่ง  เช่น

  • I looked at her from top to bottom, my hands behind my back.

(ผมมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า  โดยมือของผมไพล่อยู่ข้างหลัง)

  • The old town was completely deserted, its homes and streets dusty and messy.

(เมืองเก่าถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิง  โดยบ้านและถนนของเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและรกรุงรัง) 

หมายเหตุ   -   วลี  “My hands behind my back”  และ  “Its homes and streets dusty and messy”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่ขยายประโยค    

“I looked at her from top to bottom”  และ  The old town was completely deserted”  (ขยายทั้งประโยค)  ตามลำดับ

 

10. _____________ in the great financial district of New York City, archaeologists have uncovered what they believe to be the remains of New York’s first city hall.

(_________________ ในย่านการเงินที่สำคัญของกรุงนิวยอร์ค, นักโบราณคดีได้เปิดเผยสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นซากที่หลงเหลืออยู่ของศาลากลางหลังแรกของนิวยอร์ค)

(a) Dug    (ขณะที่นักโบราณคดีถูกขุด)

(b) Digging    (ขณะที่นักโบราณคดีขุด)

(c) To be dug

(d) Having been dug    (ขณะที่นักโบราณคดีได้ถูกขุดไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  “Archaeologists”  (นักโบราณคดี)  เป็นผู้ทำกริยา  “ขุด”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Roaming in immense herds that tore up the prairies, ________________________.

(ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้ทุ่งหญ้าแหลกลาญ, __________________)

(a) hunters could easily track buffaloes    (นักล่าสามารถตามรอยเหล่าควายได้อย่างง่ายดาย)

(b) hunters killed buffaloes for their food    (นักล่าฆ่าควายเพื่อเป็นอาหารของตน)

(c) tourists could see hunters prey on buffaloes    (นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นนักล่าจับควายกินเป็นอาหาร)

(d) buffaloes could be easily tracked by hunters    (เหล่าควายสามารถถูกตามรอย (ติดตาม) ได้อย่างง่ายดายโดยนักล่า)  (เช่น สิงโต หรือสัตว์กินเนื้ออื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “ควาย”  เป็นผู้ทำกริยา  “ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่ฯ”  มิใช่  “นักล่า”  หรือ  “นักท่องเที่ยว”  ที่เป็นผู้ทำกริยานี้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประ  โยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Entering the room, _________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, _______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, __________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, _____________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม” ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake was killed by them.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake was killed by them.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                                ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, ________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ______________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(__________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                             ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                 สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • _____________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                             ตัวอย่างที่  ๑๐

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

11. Do you know whether this train ____________ Hua-Hin before eight o’clock this evening?

(คุณทราบไหมว่ารถไฟขบวนนี้ _____________________ หัวหิน  ก่อน  ๒  ทุ่มคืนนี้  หรือไม่)

(a) gets to    (= “Arrive”  =  มาถึง,  เดินทางถึง)

(b) gets at

(c) gets into

(d) gets in

 

12. He worked __________________________________________ 8.00 a.m. till 6.00 p.m.

(เขาทำงาน  _____________________________________ ๘  โมงเช้าถึง  ๖  โมงเย็น)

(a) about

(b) from    (จาก)  (หรือ  from 8.00 a.m. to 6.00 p.m.)

(c) at

(d) between     (between 8.00 a.m. and 6.00 p.m.)

 

13. John used to have lots of dogs, and Mary _________________________________ too.

(จอห์นเคยมีหมาเยอะแยะ  และแมรี่ก็ ______________________________ ด้วยเช่นกัน)

(a) used

(b) had

(c) did    (เคยมีหมาเยอะแยะ)

(d) used to

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Used to”  =  “เคย.......................”   เป็นอดีตเสมอ  เมื่อจะกล่าวซ้ำคำนี้อีกครั้งหนึ่ง  จึงต้องแทนด้วย  “Did”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

     A: “Who went to London with you?”

(ใครไปลอนดอนกับคุณ)

     B: “_________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า   เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

 

14. Can you tell me ___________________________ or not this train stops at Bang-Pa-In?

(คุณสามารถบอกผมได้ไหมว่า  รถไฟขบวนนี้จอดที่บางปะอิน _____________________)

(a) if     (ไม่มีการใช้  “if or not”)

(b) whether    (หรือไม่)

(c) exactly    (อย่างแน่นอน, อย่างถ่องแท้)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย) 

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรือ  อาจใช้ว่า  “Can you tell me whether (หรือ  “if”) this train stops at Bang-Pa-In or not?”  ก็ได้

 

15. We expected a bad storm, but it ___________________________ rained enough to notice. 

(เราคาดว่าจะมีพายุรุนแรง  แต่ฝน ______________ ตก (มาก) เพียงพอที่จะสังเกตเห็นได้)  (คือฝนตกน้อย  จนแทบไม่สังเกตเห็น)

(a) hardly    (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ)   (= rarely = seldom = scarcely)    

(b) hard

(c) harder

(d) hardest

 

16. _______________________________________________ would like to live peacefully.

(_____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people     (ผู้คนส่วนมาก  หรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ  (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________ outside of the cities is used for farming.

(______________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ  “Is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่           (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ถึง )

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –    ข้อ   (3)   แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

  • the most important thing   (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car   (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student   (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                           ตัวอย่างที่         (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ  ๑ – ๔)

  • (1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง  “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”ซึ่งใช้ดังนี้  คือ

  • He spent almost a month in China. 

(เขาใช้เวลาเกือบ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน)  (แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

17. Tomorrow some of our friends are leaving for New York.  We are going to see them ___________.

(พรุ่งนี้เพื่อนของเราบางคนจะจากไปนิวยอร์ค  เราจะไป ________________________ พวกเขา)

(a) about    (See about  =  พิจารณา, ศึกษา, จัดการดูแล)

(b) out

(c) off     (ส่ง)  (See someone off   =  ไปส่งเพื่อกล่าวคำอำลาหรือโบกไม้โบกมือให้)

(d) through

 

18. One who _________________________ good feels ___________________________.

(บุคคลผู้ซึ่ง_________________________ ดี   รู้สึก _________________________)

(a) makes _______________ happy

(b) does _______________happy    (ทำ _____________ มีความสุข)

(c) makes ________________ happily

(d) does ________________happily

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Do good”  =   “ทำดี, ทำความดี”  ส่วน “Do well” =   “ทำได้ดี”  (ใช้ “Does”  ตามประธานประโยค  “One”  ซึ่งเป็นเอกพจน์)  สำหรับ  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Adjective” (Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb” (Quickly, Slowly, Carefully)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells _____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly   (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                              ตัวอย่างที่         (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก  ข้อ  ๑ - ๔)

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (๔)   แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                             ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  “Be”  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound, Taste  (มีรสชาติ),  Turn  (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

19. What is the climate _______________________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ  “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _______________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                            ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor __________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย   “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                               สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                               สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว    คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

20.  ___________________________________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา __________________________________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)    หรืออาจตอบ  “How much time”  (ใช้เวลานานเท่าใด)  หรือ  “How soon did they build that pyramid?”  (พวกเขาสร้างปิรามิดนั้นเร็วเท่าใด)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป