หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 366)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. When raindrops fall through the atmosphere, ___________ wash a number of impurities from the air.

(เมื่อหยดน้ำฝนตกผ่านบรรยากาศของโลกลงมา, ____________ ชะล้างสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ (ความไม่สะอาด)จำนวนมากจากอากาศ)  (หมายถึง  ชะล้างสิ่งสกปรกในอากาศลงมากับมัน)

(a) helping to

(b) and help to

(c) to help that

(d) they help    (มันช่วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (They)  และกริยา  (Help)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

2. The Brooklyn Bridge was built in the 1880’s, ____________________ a transportation boom.

(สะพานบรูคลิน (ในกรุงนิวยอร์ค) ถูกสร้างขึ้นในทศวรรษ  ๑๘๘๐, _____________ การแจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของการขนส่ง)

(a) growing industrialization triggered

(b) industrialization triggered a growth of

(c) when growing industrialization triggered    {เมื่อการทำให้เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น  กระตุ้น (เริ่มต้น)}

(d) triggering a growth in industrialization of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ  “When growing industrialization triggered a transportation boom”  เป็นอนุประโยค หรือประโยคย่อย  (Subordinate clause)  โดยมี  “Growing industrialization”  เป็นประธาน  และมี  “Triggered”  เป็นกริยา  และ  “A transportation boom”  เป็นกรรมของอนุประโยค    

 

3. Never again ____________________ political office after his 1928 defeat for the Presidency.

(ไม่เคยอีกเลย _____________ ตำแหน่งทางการเมือง  ภายหลังจากความพ่ายแพ้สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๒๘  ของเขา)  (หมายถึง  หลังจากแพ้เลือก ตั้งในปี  ๑๙๒๘  เขาไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งใดอีกเลย)

(a) Alfred E. Smith seriously sought

(b) seriously Alfred E. Smith sought

(c) when did Alfred E. Smith seriously seek

(d) did Alfred E. Smith seriously seek    (ที่อัลเฟร็ด อี. สมิทธ์  แสวงหาอย่างเอาจริงเอาจัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเมื่อนำ  “Never”  มาไว้หน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นคำนี้   การเรียงรูปประโยคจะต้องเปลี่ยนไปในแบบดังกล่าว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Hardly ____________________________________ when the football match began.

(__________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life __________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                              ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ___________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.........................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  ช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                 ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

4. __________________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่   (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                                  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่    (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                          ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                                         แต่ในกรณีที่ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นวลีซึ่งนำหน้าประโยค  กริยาตัวนั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  เนื่องจากแสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, ____________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, _____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came _____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ___________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                            ตัวอย่างที่  

  • _____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_______________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                                  ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing”  (Present participle)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

                                                   สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

5. Some animals, ____________________________ the ameba and starfish, have no heads.

(สัตว์บางชนิด, ___________________________________ ตัวอะมีบาและปลาดาว, ไม่มีหัว)

(a) both

(b) which

(c) such as    (เช่น)

(d) they are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่าง

 

6. _____________ built, with poor vision but excellent senses of smell and hearing, the bear will eat almost anything.

(มีรูปร่าง ______________, พร้อมกับสายตาที่ไม่ดี  แต่ (มี) ประสาทการดมกลิ่นและการได้ยินที่ดีเยี่ยม, หมีจะกินสิ่งใดๆ เกือบทุกอย่าง)

(a) It is heavily

(b) Heavily    (งุ่มง่าม)

(c) That it is heavily

(d) When is it heavily

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เนื่องจากขยายกริยาช่องที่  ๓  “Built”  (มีรูปร่าง หรือ ถูกสร้างขึ้นมา)  ซึ่งขยายประธานของประโยค  (The bear)  เพื่อบอกว่า  “หมีเป็นผู้ถูกสร้างขึ้นมา”  (ให้มีรูปร่างงุ่มง่าม)  ซึ่งถือเป็นผู้ถูกกระทำ  จึงใช้กริยาช่องที่    เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”  ดูเพิ่มเติมใน ข้อ    (ช่วงแรก)  ของข้อสอบชุดนี้

 

7. ____________, Paul Revere learned the trade so well that many of his works are now regarded as masterpieces.

(______________, พอล ริเวียร์  เรียนรู้เรื่องการค้าอย่างดีมาก  จนกระทั่งผลงานของเขาจำนวนมาก  ถูกถือว่าเป็นงานชิ้นเอกในปัจจุบัน)  (พอล ริเวียร์  เป็นผู้นำการปฏิวัติอเมริกัน  ในการประกาศเอกราชจากการยึดครองอาณานิคมบนทวีปอเมริกาเหนือของอังกฤษ)

(a) His son the silversmith

(b) He was the son of a silversmith

(c) The silversmith had a son

(d) The son of a silversmith    (เป็นลูกชายของช่างเงิน)  {เป็นลูกชายเพียงคนเดียว  จึงใช้  “Article”  (The)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นวลี  ขยายประธานของประโยค  (Paul Revere)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The capital of Thailand, Bangkok is one of the biggest cities in the world.

(เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง)

(= Bangkok, the capital of Thailand, is one of the biggest cities in the world.)

                                             ในกรณีไม่ได้ชี้เฉพาะ   ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “A” หรือ  “An

  • A tranquil city, Melbourne is one of the most beautiful cities in Australia.

(เป็นเมืองที่เงียบสงบ  เมลเบิร์นเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดเมืองหนึ่งในออสเตรเลีย)

  • An old friend of mine, John is a carpenter who does a good job.

(เป็นเพื่อนเก่าของผม  จอห์นเป็นช่างไม้ที่มีฝีมือ)

 

8. A: _____________________________________________________________.

    B: The technician said that there’s something wrong with the engine.

(B: ช่างบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติในเครื่องยนต์ครับ)

(a) Have you fixed the car engine?    (คุณซ่อมเครื่องยนต์แล้วหรือ)

(b) What’s wrong with your car?    (รถของคุณมีอะไรขัดข้องหรือ)  (มีอะไรผิดปกติ)

(c) Have you got your car cleaned already?    (คุณเอารถไปทำความสะอาดแล้วหรือยัง)

(d) What is the car engine’s problem?    (ปัญหาของเครื่องยนต์รถคืออะไร)

 

9. A: The baggage is very heavy.  I can’t lift it up myself. _____________________________.

(A: กระเป๋าเดินทางใบนี้หนักมาก  ผมไม่สามารถยกมันขึ้นไปข้างบนด้วยตนเอง _____________)

    B: With pleasure.  I’ll go down to help you in a minute.

(B: ด้วยความยินดีเลยครับ  ผมจะลงไปข้างล่างและช่วยคุณยกในอีกประเดี๋ยวนึงครับ)

(a) Could you buy me a newspaper?    (คุณช่วยซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ)

(b) May I ask our neighbor to lend me a hand?    (ผมขอร้องให้เพื่อนบ้านของเราช่วยยกเอาไหม)

(c) Could you give me a helping hand?    (คุณช่วยผมยกมันหน่อยได้ไหมครับ)

(d) May I help you?    (ให้ผมช่วยคุณยกไหมครับ)

 

10. These shoes are _______________________________________________________.

(รองเท้าเหล่านี้เป็น ___________________________________________________)

(a) my wife    (ภรรยาของผม)

(b) my wife’s    (ของภรรยาของผม)

(c) my wives

(d) of my wife    (ไม่ใช้รูปนี้)

 

11. They have made a lot of progress __________________ the country became independent.

(พวกเขาได้ก้าวหน้าไปมาก ______________________________ ประเทศได้รับเอกราช)

(a) for

(b) since    (ตั้งแต่)

(c) before

(d) until

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับ  “For” =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =  (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา  ซึ่งจะเป็นวลี  หรือ  ประโยค  ก็ได้),  เช่น  “Since this morning”  (ตั้งแต่เมื่อเช้านี้),  “Since last week”  (ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว),  “Since April”  (ตั้งแต่เดือนเมษายน),  “Since 10 a.m.”  (ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้า),  “Since the sun set”  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  “Since they were in college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  “Since we were young”  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  “Since she was born”  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • The criminal has been put in jail for the rest of his life.

(เจ้าอาชญากรถูกจับใส่คุกตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก)

  • He has been in Chicago since last week.

(= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • I have sent her only one letter since we departed.

(ผมส่งจดหมายให้เธอเพียงฉบับเดียว  ตั้งแต่ที่เราจากกัน)

  • The climate has changed a great deal since 2000.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๐)  (จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased since last year.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก  ตั้งแต่ปีที่แล้ว)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

12. He said to his friend, “____________________________________________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ ___________________________________________”)

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?    (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้    รูปแบบ  คือ

                                            ๑. Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

  • They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

  • They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

                                            ๒. Verb + ing + Is + (Not) + Allowed  (Passive voice)

  • Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

  • Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

                                            ๓. Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

  • They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

                                            . Subject + Is (Was) + Allowed + To + Verb 1 + Something  (Passive voice)

  • I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

 

13. A bad driver is one who drives without _________________________ thought for others.

(นักขับรถนิสัยเลวคือคนที่ขับรถ  โดยปราศจากการคิดคำนึง _______________ สำหรับผู้อื่น)

(a) the

(b) little

(c) not a

(d) any    (ใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ดูคำอธิบายการใช้   “Any” (โดยเฉพาะในข้อ  ๑.๑)  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • We had hardly __________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _______________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never” (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                            ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”   (นับได้ พหูพจน์)  หรือ  “Any + Noun” (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                            และเมื่อใช้   “Any”เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  (ไม่ต้องขยายนาม)  “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้  พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                             อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any”  ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                                                  ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                                                 ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                                                 ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                             ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “......................ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some”  แทนได้)

  • I will give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                             ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb”  ขั้นกว่า  เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

14. I can’t remember when I last went ____________________________________________.

(ผมจำไม่ได้ว่า  ผมไป _______________________________________ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด)

(a) for swim

(b) swimming    (ว่ายน้ำ)

(c) to swimming

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย   “Go swimming, Go shopping”   จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went ______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”  

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Her job is ___________________________________________________________.

(งานของเธอคือ ______________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –    ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be” (is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์   (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to”  (To + Verb)  หรือ   “Gerund”  (V. + ing)  ก็ได้   ซึ่งในที่นี้อาจใช้   “To go” หรือ  “Going”  ได้ทั้งคู่

                                              อย่างไรก็ตาม เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ   เช่น  “go shopping  (ไปซื้อของ),  go swimming  (ไปว่ายน้ำ),  go hunting  (ไปล่าสัตว์),  go fishing  (ไปตกปลา),  go shooting  (ไปยิงปืน),  go skating, go skiing,  go climbing  (ไปปีนเขา),  go diving  (ไปดำน้ำ),  etc.” (แต่ใช้  “do our shopping” –  ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)  ดังนั้น  ในประโยคข้างบนจึงต้องตอบข้อ  (b) หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

15. He compared the heart _____________________________________________ a pump.

(เขาเปรียบเทียบหัวใจ _________________________________________ เครื่องสูบน้ำ)

(a) with

(b) to    (เหมือนกับ, เป็นเหมือน)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “ Compare………..........to…….............…”  =  “เปรียบเทียบสิ่งนี้เหมือนกับ-เป็นเหมือนสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของคนละชนิด”  ส่วน  “Compare… …….........…with……...........…”  “เปรียบเทียบสิ่งนี้กับสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของชนิดเดียวกัน”   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                             สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

16. I must remind him ___________________________________________________ it.

(ผมจะต้องเตือนเขา ________________________________________________ มัน)

(a) for

(b) on

(c) to

(d) about    (เกี่ยวกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรือ อาจตอบ   “Of”  ก็ได้

 

17. This dictionary cost _______________________________________________ ten dollars.

(พจนานุกรมเล่มนี้ทำให้  _________ ต้องจ่ายเงิน  ๑๐  เหรียญ)  (พจนานุกรมฯ มีราคา  ๑๐  เหรียญ)

(a) me    (ผม)

(b) from me

(c) myself

(d) itself

 

18. Cubes of ice form in the __________________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง ________________________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze” )

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง,  เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Freezing”  เป็น “Gerund”  ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่)   เพื่อบอกว่า  นามนั้น(ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร)  เย็นจนแข็ง”  คำอื่นๆในแบบเดียวกัน  เช่น  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารคน),  “Running track”  (ลู่สำหรับวิ่ง),  “Cooking utensil  (อุปกรณ์ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง),   เป็นต้น

 

19. My teacher has ____________________________________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน _______________________________________ กับนักเรียน)

(a) very    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(b) too    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(c) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้ พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A lot of” (= Lots of)  ใช้ขยาย  “Patience”  (ความอดทน)   ซึ่งเป็นนามนับไม่ได้  และสามารถใช้ขยายหน้าคำนามนับได้  พหูพจน์ อีกด้วย 

 

20. A person whom people cannot trust will have _____________________________ friends.

(บุคคลผู้ซึ่งผู้คนไม่สามารถไว้วางใจได้  จะมีเพื่อน ______________________________)

(a) little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)   

(b) few    (น้อยมาก(จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)   

(c) a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึงมีเพื่อน  “น้อยมาก”  และใช้กับนามพหูพจน์   “Friends

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป