หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 361)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Almost all the gas ____________________________ in the United States is natural gas.

(เกือบจะกาซทั้งหมด (ซึ่ง) _________________________ ในสหรัฐฯ  เป็นกาซธรรมชาติ)

(a) is burned

(b) that burning

(c) burned    (ถูกเผาไหม้)

(d) burns

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (……...the gas which is burned in the United States……..) ซึ่งขยายคำนาม  “The gas”  โดยประธานของประโยคนี้  คือ  “Almost all the gas

 

2. News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world.

(การบริการข่าวทำให้ _____________ สำหรับหนังสือพิมพ์  ที่จะให้ข่าวจากทั่วโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) it is possible

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) possible

(d) possible that

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Make + It + Possible + For + Someone + To do + Something
  • An airplane makes it possible for people to travel around the world.

(เครื่องบินทำให้มันเป็นไปได้สำหรับผู้คน  ที่จะเดินทางรอบโลก)

  • A high income makes it possible for her to live a luxurious life.

(รายได้สูงทำให้มันเป็นไปได้สำหรับเธอ  ที่จะดำเนินชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย)

  • They made it possible for me to get a scholarship from the government.

(พวกเขาทำให้มันเป็นไปได้สำหรับผม  ที่จะได้รับทุนเล่าเรียนจากรัฐบาล)

  • The new policy has made it possible for tourists to stay in the country for 3 months.

(นโยบายใหม่ทำให้มันเป็นไปได้สำหรับนักท่องเที่ยว  ที่จะพักอยู่ในประเทศเป็นเวลา    เดือน)

 

3. ______________________ election to the Georgian House of Representatives in 1965.

(___________ การเลือกตั้งไปสู่สภาผู้แทนราษฎรรัฐจอร์เจีย (ประเทศสหรัฐฯ) ในปี  ๑๙๖๕)

(a) When Julian Bond won   

(b) Julian Bond’s winning   

(c) Julian Bond won    (จูเลียน บอนด์ ชนะ)

(d) With Julian Bond’s winning

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Julian Bond)  และกริยา  (Won)  ของประโยค

 

4. ______________ for mathematical precision been more apparent than in the field of computer technology.

(_______________ (สำหรับ) ความแม่นยำทางคณิตศาสตร์  จะเห็นได้ชัด เจนมากกว่าในสาขาของเทคโยโลยีคอมพิวเตอร์)

(a) The need has nowhere

(b) Has nowhere the need

(c) Nowhere has the need    (ไม่มีที่ไหนที่ความต้องการ)

(d) The need nowhere has

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากมาจากประโยคที่เรียงแบบธรรมดา  คือ  “The need for mathematical precision has nowhere been more important than in the field of computer technology.”  (มีความหมายเช่นเดียวกับประโยคใน  ข้อ  )  แต่เพราะว่าต้องการเน้นคำว่า   “Nowhere”  จึงต้องเรียงโครงสร้างประโยคใหม่แบบใน  ข้อ    หรือตามโครงสร้างข้างล่าง   ทั้งนี้  ให้ดูเพิ่มเติมโครงสร้างประเภทเดียวกัน  ที่ต้องเรียงประโยคใหม่  เมื่อต้องการเน้นคำที่นำมาขึ้นต้นประโยค  จากตัวอย่างที่ตามมา

  • Nowhere + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Only rarely _______ neuroses leave a person unable to function in everyday situations.

(น้อยครั้งเท่านั้น _____________ โรคประสาททิ้งให้บุคคลไม่สามารถทำงาน (ปฏิบัติหน้าที่) ในสถานการณ์รายวัน)  (ความหมาย  คือ  แม้คนจะเป็นโรคประสาท  ก็ยังสามารถทำงานประจำวันได้เป็นส่วนใหญ่)

(a) had

(b) that

(c) do    (ที่)

(d) are

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Rarely (Seldom, Hardly, Scarcely, Never, Not only, Neither) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Hardly ____________________________________ speaking when the door opened.

(ยังไม่ทันที่ _______________ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (หมายถึง  ผมพูดยังไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผมได้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ    ตามโครงสร้าง  “Hardly (Never, Scarcely) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Seldom __________________________________________________________.

(____________________________ ไม่ใคร่จะ ___________________________)

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  .............(ไม่ใคร่จะ)................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                               ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  _________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ___________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither __________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ___________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ตามโครงสร้าง  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  เช่น

  • Neither is she diligent” 

(และเธอก็ไม่ขยันด้วยเช่นกัน)  (นอกจากจะไม่ฉลาดแล้ว)   

                                       หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  เช่น

  • Neither did we go to the party.” 

(เราก็มิได้ไปงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน)

                                          ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ __________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • Not only ________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                               ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

5. The water of a hot spring carries many dissolved minerals, usually ____________ the water an unusual taste and smell.

(น้ำของน้ำพุร้อนพาเอาแร่ธาตุที่ (ถูกทำให้) เป็นสารละลาย  ไปด้วย (กับมัน),  (และ) โดยปกติ  ____________ รสชาติและกลิ่นพิเศษแก่น้ำนั้น)  (คือ  น้ำที่พาเอาแร่ธาตุไป)

(a) give

(b) gives

(c) to be given

(d) giving    (ให้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………..minerals, which usually gives the water an unusual taste and smell”  โดย  “Which”  แทนข้อความ  “The water of a hot spring carries many dissolved minerals”  ทั้งประโยค    

 

6. Astronomers stated that if the comet that hit Jupiter in July 1994 __________ with the Earth, it ___________ life on the planet.

(นักดาราศาสตร์กล่าวว่า  ถ้าดาวหางซึ่งพุ่งชนดาวพฤหัสฯ ในปี  ๑๙๙๔ ___________ กับโลก, มัน ____________ ชีวิตบนดาวเคราะห์  -  หมายถึงโลก)  (คือ  ทำให้ชีวิตบนโลกสิ้นสุดลงแล้ว  ในปีดังกล่าว)

(a) had collided _______ would have ended    (ได้ชน .................... คงจะได้ทำให้สิ้นสุดไปแล้ว)

(b) collided _______ would end

(c) would collide _______ was ending

(d) collides _______ will end

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่     คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “ดาวหางฯ ปี  ๑๙๙๔  มิได้ชนกับโลก  มันเลยมิได้ทำให้ชีวิตบนโลกสิ้นสุดลง”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • We ___________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ______________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ____________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ___________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • ______________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_______________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                                               นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                                        ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ___________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _____________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                          ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ______________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                            ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                         ตัวอย่างที่  

  • Nancy ________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                           ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                              สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                              จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                               นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือน เดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would…………........................exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………….......................truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………............................cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                        สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย

 

7. It is true that happiness ____________ with money, but it is also undeniable that some money makes life easier.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ความสุข _____________ ด้วยเงิน, แต่มันก็มิอาจปฏิเสธได้เช่นเดียวกันว่า  เงินทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น)

(a) doesn’t buy    (ไม่ได้ซื้อ)

(b) mustn’t be bought    (จะต้องไม่ (ถูก) ซื้อ)

(c) can be bought    (สามารถ (ถูก) ซื้อ)

(d) can’t be bought    (ไม่สามารถ (ถูก) ซื้อ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะ  “ความสุขถูกซื้อ”  (ตัด  ข้อ  (a)  ทิ้งไป  เพราะอยู่ในรูป  “Active voice”)  และตัด  ข้อ  (b)  ทิ้งไป  เพราะมิได้มีข้อห้ามดังกล่าว,  สำหรับ  ข้อ  (c)  ถูกหลักไวยากรณ์  แต่ข้อความขัดแย้งกับประ โยคหลัง  (But it is also undeniable that some money makes life easier)  คือ  ผิดหลักตรรกะ  (เงินสามารถซื้อความสุขได้  แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า  เงินทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น)  จึงไม่อาจเลือก  ข้อ  (c)  ได้  จึงเลือก  ข้อ  (d)  เนื่องจากถูกหลักตรรกะ  (เงินไม่อาจซื้อความสุขได้  แต่ช่วยทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น)

 

8. Each time the star singer finishes a song, everybody in the audience ____________ loudly.

(ทุกครั้งที่นักร้องดาวรุ่งร้องเพลงจบ  ทุกคนในบรรดาผู้ฟัง ___________________ ดังลั่น)

(a) applaud

(b) applauds    (ปรบมือ)

(c) applauded

(d) have applauded    (ได้ปรบมือแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยาในอนุประโยค  อยู่ในรูป  “Present simple tense”  (Finishes)  กริยาในประโยคใหญ่จึงต้องอยู่ในรูป  “Present”  ด้วย  ซึ่งในที่นี้  คือ   “Present simple tense”  (Applauds)  เพราะประธานของประโยคใหญ่เป็นเอกพจน์  (Everybody)  กริยาจึงต้องเติม  “S

 

9. The accident took ________________________________________ in front of my house.

(อุบัติเหตุ _______________________________________________ หน้าบ้านของผม)

(a) up

(b) place    (“Take place”  =  เกิดขึ้น)

(c) after    (“Take after”  =  เหมือน, คล้าย  -  ด้านรูปร่างหน้าตา, นิสัยใจคอ)

(d) off    (“Take off”  =  (เครื่องบิน) บินขึ้นจากพื้นดิน)

 

10. I shall come to see you every __________________________________________ day.

(ผมจะมาพบ (หรือเยี่ยม) คุณ  วัน _________________________________________)

(a) one

(b) another

(c) other    (เว้นวัน)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Every other day”  =   “วันเว้นวัน

 

11. ____________________________________________ you mind lending me this book?

(คุณ _______________________________ รังเกียจการให้ผมยืมหนังสือเล่มนี้หรือไม่)

(a) Would    (จะ)

(b) Will

(c) Are

(d) Did

ตอบ   -   ข้อ    (a)   หรือตอบ   “Do”  ก็ได้

 

12. Her husband ___________________________________________________ last year.

(สามีของเธอ _______________________________________________ เมื่อปีที่แล้ว)

(a) committed a suicide

(b) committed the suicide

(c) committed suicides

(d) committed suicide    (กระทำอัตวินิบาตกรรม หรือ ฆ่าตัวตาย)

 

13. Do you think this film is __________________________________________ seeing?

(คุณคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ______________________________ (กับ) การชมหรือไม่)

(a) enjoy

(b) happy

(c) worth    (คุ้มค่า, ควรค่า)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)   คำคุณศัพท์   “Worth”  และ   “Busy” (มีธุระยุ่ง, มีงานยุ่ง)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น

  • This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าแก่การอ่าน)

  • The boys were busy doing their homework.

(พวกเด็กๆกำลังยุ่งอยู่กับการทำการบ้านของตน)

 

14. This book is __________________________________________ difficult for me to read.

(หนังสือเล่มนี้ยาก _____________________________________ สำหรับผมที่จะอ่าน)

(a) enough

(b) so

(c) very

(d) too    (เกินไป, มากเกินไป)

 

15. This book is not easy ___________________________________ for me to understand.

(หนังสือเล่มนี้ไม่ง่าย __________________________________ สำหรับผมที่จะเข้าใจได้)

(a) only

(b) enough    (เพียงพอ)

(c) very much

(d) and funny

 

16. ________________________________________________ these books belong to you?

(หนังสือเหล่านี้เป็นของคุณ _____________________________________________)

(a) Are

(b) Does

(c) Do    (ใช่หรือไม่)

(d) Will

ตอบ   -   ข้อ    (C)   “Belong”  (เป็นของ)  เป็นกริยาธรรมดา  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม  ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย   และใช้   “Do”  เนื่องจากประธาน  (These books)  เป็นพหูพจน์

 

17. They have found their long lost brother who _______________________ five years ago.

(พวกเขาได้พบพี่ชายที่หายตัวไปเป็นเวลานาน  ผู้ซึ่ง ________________ เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว)

(a) is supposed to die

(b) supposing he was dead

(c) supposed to have died

(d) was supposed to have died    (ถูกคาดคะเนว่าได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Was supposed”  (Passive voice)  เพราะ “พี่ชาย”  ถูกกระทำ  (ถูกคาดคะเน)  และเป็นเหตุการณ์ในอดีต  คือ  เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว

 

18. When I got home, __________________________________________ on the doorstep. 

(เมื่อผมมาถึงบ้าน ___________________________________________ ที่ธรณีประตู)

(a) there was a letter lay

(b) there laid a letter

(c) there was a letter lying    (มีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่-ตั้งอยู่-นอนอยู่)

(d) there was a letter had lain

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดยลดรูปมาจาก   “……….......a letter which lied (หรือ  was lying) on the……....….”  ดูเพิ่มเติมกริยา  “Lie, Lied, Lied”  และ “Lay, Laid, Laid”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • This hen has ______________________________ more than one hundred eggs.

(แม่ไก่ตัวนี้ได้ _______________________________________ มากกว่า  ๑๐๐  ฟอง)

(a) lied    (นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่, พูดปด, โกหก)

(b) lain

(c) laid    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

(d) lay    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (lie  lied   lied  =  พูดปด, โกหก)  (lie  lay  lain  =  นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่  -  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lay  laid  laid  =  ออกไข่, วางไข่, วางลง  -  ต้องมีกรรมมารับและหลัง  “Has”  ต้องเป็นกริยาช่องที่ 

 

19. Can we be sure _____________________________________________ his honesty?

(เราจะสามารถมั่นใจ ___________________________ ความซื่อสัตย์ของเขา  ได้หรือไม่)

(a) in

(b) of    (ใน)

(c) about

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Sure of”  =  “มั่นใจใน”  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้   “Of”   ได้แก่   “In charge of” (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ), “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่ จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ–คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็น ชอบ)  -  The committee has approved of the project.  (คณะกรรมการได้อนุมัติโครงการแล้ว),  “boast”  (คุยโม้)  -  She often boasts of her wealth.  (เธอมักคุยร่ำคุยรวยอยู่บ่อยๆ), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  We are thinking of traveling abroad.  (เรากำลังคิดถึงเรื่องเดินทางไปต่างประเทศ),  “warn”  (เตือน)  -  She warned me of an unseen danger.  (เธอเตือนผมถึงอันตรายที่มองไม่เห็น),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประ เทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง)  -  Beware of dogs.  (โปรดระวังสุนัข),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  The experience convinced me of the drug’s harmful effects.  (ประสบการณ์ทำให้ผมเชื่อถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง)  -  I can assure you of your safety, so please be relaxed.  (ผมสามารถรับรองความปลอดภัยของคุณ  ดังนั้น  โปรดคลายกังวลได้เลย)“cure”  (รักษาให้หายจากโลก)  -  The shock of losing her purse cured her of all her former absent-mindedness.  (ความตกใจกลัวในการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ได้รักษาความใจลอยทั้งหลายทั้งปวงเมื่อก่อนนี้ของเธอ  ให้หมดสิ้นไป  -  คือ หลังจากทำกระเป๋าฯ หาย  ก็เลิกนิสัยใจเหม่อลอยจนหมดสิ้น)  -  I am interested in the cure of cancer.  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแวง), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ),  “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ)  -  I understand your criticism, but I’m not totally convinced of it.  (ผมเข้าใจการวิพากวิจารณ์ของคุณ  แต่ผมก็ไม่ปักใจเชื่อมันทั้งหมด), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ    เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  (  ใน  ),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 

20. The idea seems good but it needs __________________________________________.

(ความคิดดูเหมือนจะดี  แต่มันจำเป็นต้อง ____________________________________)

(a) to try out

(b) to be try out

(c) tried out

(d) to be tried out    (ถูกลองทำ, ถูกทดสอบ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  หรืออาจตอบ  “Trying out”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมกริยา   “Need”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • Cars in smaller models need ________________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง __________________  ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced     (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Need”  สามารถตามด้วย    รูปแบบ   คือ “Need to be produced”   หรือ  “Need producing”  ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง    ข้อความ   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป