หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 360)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. At present production levels, __________ deposits of bauxite can provide the world with aluminum for hundreds of years.

(ที่ระดับการผลิตปัจจุบัน, แหล่ง (ซึ่ง) ___________ ของหินแร่สำคัญของอะลูมิเนียม  สามารถให้ธาตุอะลูมิเนียมแก่โลกเป็นเวลาหลายร้อยปี)  (คือ  แหล่งแร่บอกไซท  ที่เป็นที่รู้จักกัน  สามารถนำมาผลิตอะลูมิเนียม (ณ ระดับการผลิตปัจจุบัน) ป้อนโลกได้อีกหลายร้อยปี)

(a) they are known

(b) known are

(c) what is known

(d) known    (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากวลี   “Deposits of bauxite which are known”  เมื่อจะทำเป็นคุณศัพท์ขยายคำนาม  จึงต้องเอา  “Known”  (ถือ เป็นคำคุณศัพท์ที่มาจากกริยาช่องที่  )  มาวางไว้ข้างหน้า  “Deposits of bauxite

 

2. ______________________ is to arrange them in groups or sequences according to a plan.

(_________________ คือ  การจัดเรียงพวกมันเข้าเป็นกลุ่ม หรือตามลำดับเหตุการณ์  สอดคล้องกับแผนที่วางไว้)

(a) Things classified    (สิ่งต่างๆซึ่งถูกจัดประเภท)

(b) In classifying things    (ในการจัดประเภทสิ่งต่างๆ)

(c) To classify things    (การจัดประเภทสิ่งต่างๆ)

(d) As classification of things    (ในฐานะการจัดประเภทของสิ่งต่างๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) +  “กรรม”  (To classify things)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is”  เป็นกริยา  ทั้งนี้  ข้อนี้อาจตอบ  “Classifying things”   คือ  การใช้  “Gerund”  (Verb + ing) +  “กรรม”  ทำหน้าที่ประธานประโยค  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because _____________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า _____________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Working”  เป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ ______________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

3. Milk proteins __________________________________ for their high nutritional content.

(โปรตีนจากนม ______________ สำหรับองค์ประกอบ (สารที่มีอยู่ในโปรตีน) ทางด้านโภชนาการ (บำรุงเลี้ยงร่างกาย) ที่สูงของมัน)

(a) valued

(b) are valued    (ถูกให้ความสำคัญ, ถูกประเมินค่า)

(c) to be valued

(d) are they valued

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  ในรูป  “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค  (Milk proteins)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกให้ความสำคัญ, ถูกประเมินค่า)

 

4. __________________________________________ the world’s largest university library.

(______________________________________ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของโลก)

(a) It is Harvard

(b) At Harvard

(c) Harvard has    (มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดมี)

(d) Harvard, with

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Harvard)  และกริยา  (Has)  ของประโยค  โดยมี  “The world’s largest university library”  เป็นกรรม

 

5. Dams can be very beneficial to the areas ______________________________________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์ (เป็นผลดี) อย่างมากกับพื้นที่ ___________________________)

(a) which they are built

(b) in which they are built    (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(c) where are they built    (ข้อนี้เรียงลำดับคำผิด)

(d) where building them

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจตอบ  “Where they are built”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Where”  =  “In which

 

6. The two companies ___________ a few months ago, and since then they __________ a considerable increase in profits.

(บริษัททั้งสอง __________ เมื่อ  ๒ – ๓  ปีมาแล้ว, และตั้งแต่นั้นมา  พวกเขา __________ การเพิ่มขึ้นอย่างมากของผลกำไร)

(a) have merged ________ showed

(b) have merged ________ have shown

(c) merged ________ have shown    (ควบรวมกัน .................. ได้แสดง)

(d) merged ________ showed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Merged”  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  (ควบรวมกันเมื่อ  ๒ – ๓  ปีมาแล้ว)  และใช้  “Have shown”  (Present perfect tense)เนื่องจากกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้  (แสดงการเพิ่มกำไรมากมาย  ตั้งแต่ควบรวมกัน  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

7. The passengers on the bus, ___________ were afraid of the driver’s reckless driving, were relieved when they reached their destination safely.

(ผู้โดยสารบนรถประจำทาง, _____________ กลัวการขับรถอย่างประมาทของผู้ขับขี่, รู้สึกโล่งอก  เมื่อพวกเขาไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย)

(a) that

(b) who    (ผู้ซึ่ง)

(c) whom

(d) which

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค (อยู่ระหว่างเครื่องหมายคอมมา  -  ซึ่งเหมือนกับเป็นข้อความที่อยู่ในวงเล็บ)  ในแบบ  “Non-defining adjective clause”  เนื่องจากข้อความที่ถูกอนุประ โยคนี้ขยาย  (The passengers on the bus)  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นใคร  (คือ  ผู้โดยสารบนรถประจำทางคันนั้น)  การมาขยายข้อความ  (ประธานของประโยค) ดังกล่าว  จึงเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวประธานเท่านั้น  เพราะถึงแม้ไม่มีอนุประโยคนี้  ผู้ฟังก็จะยังคงเข้าใจว่า  เป็นผู้โดยสารคนไหน  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “Non-defining adjective clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • She went to _______________________________________________________.

(เธอไป ___________________________________________________________)

(a) Paris where she stayed ten days

(b) Paris, where she stayed ten days     (ปารีส, ที่ซึ่งเธอพักอยู่  ๑๐  วัน)

(c) Paris in which she stayed ten days

(d) Paris which she stayed there ten days

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “where she stayed ten days”  เป็น  “Non-defining clause”   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น   มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ข้อความนี้มิได้มาแยก  “ปารีส”  นี้ออกจาก  “ปารีส”  อื่น  เพราะมีเพียง  “ปารีส”  เดียวเท่านั้น  ดังนั้น  หลัง  “ปารีส”  จึงต้องมี  “คอมม่า”  ซึ่ง  “Clause”  ดังกล่าว  เปรียบเสมือนข้อความที่อยู่ในวงเล็บเท่านั้น  คือ เพียงแค่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติม ดังได้กล่าวมาแล้ว สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Paris, in which she stayed ten days”  (where = in which)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติม   “Non-defining clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • My _________________________________________________________ play golf.

(_________________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, ยังคง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น    “Non-defining clause” 

                                           ตัวอย่างที่  

  • The ________________________________________________ a grateful animal.

(___________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”  ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก   ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน   จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ  “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน  (อนุประโยค) ขยาย   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว   ไม่ต้องมีเครื่องหมาย    “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญ  ที่จะบอกให้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                                    ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • This ______________________________________________________ very good.

(____________________________ (นี้)___________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะ  ที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้   ดังนั้น   อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก  (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”   ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”   มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด    ดังนั้น  ข้อความ   “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”   จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น    มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ   เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลินวูดส์– ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลสดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                             จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ  ของใคร  ดังนั้น  “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค  (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด   ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ   (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป    -    เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

                                            ๑.  ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                                            ๒.  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause” เสมอ

                                            ๓.  ต้องใช้   “Relative Pronoun”  ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น  “Who”  “Whom”  “Where”  หรือ   “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                                    สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า   เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น   ทั้งนี้  หากไม่มี  “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง   จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ   ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า  เป็นใคร  อะไร   สิ่งไหน  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                                 จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม   “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (ประธานประโยค)   ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

                                           ๑. ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                                           ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  คั่นอยู่ระหว่างคำนาม  (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                                           ๓. ใช้คำ  “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น  (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”   ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย   และหน้าที่ของมันด้วย

 

8. ___________ Bryan attended only about half of the classes caused him to fail in his examination.

(___________ ไบรอันเข้าเรียนในชั้นเรียนเพียงประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น  เป็นสาเหตุให้เขาสอบตก)

(a) When

(b) Why

(c) Whether

(d) That    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากข้อความ  “That Bryan attended only about half of the classes”  (ที่ว่าไบรอันเข้าเรียนในชั้นเรียนเพียงประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคข้างบน  หรือของกริยา  “Caused”  (เป็นสาเหตุให้)  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The fact _______ we have inflation makes it hard for families to buy the food they need.

(ข้อเท็จจริง _____________ เรามี (ภาวะ) เงินเฟ้อ  ทำให้มันยากสำหรับครอบครัวต่างๆ ที่จะซื้ออาหารที่ตนต้องการ)  (หมายถึง  เงินเฟ้อทำให้ครอบครัวต้องซื้ออาหารที่แพงมากขึ้น  เพราะค่าเงินลดลง)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) about 

(d) since

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that we have inflation”  หรือ   “That we have inflation”  (ที่ว่าเรามี (ภาวะ) เงินเฟ้อ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Makes”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         หน้าที่ประการหนึ่งของ  “Noun clause”  คือ  เป็นประธานของประโยค หรือของ  “Verb”  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(= The fact that he is a smart person is certain.)

{(ข้อเท็จจริง) ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน}

  • That she loves him so much is known to all.

(= The fact that she loves him so much is known to all.)

{(ข้อเท็จจริง) ที่ว่าเธอรักเขามากเป็นที่รู้กันกับทุกคน}

  • The fact that oxygen is indispensable to living things is undeniable.

(= That oxygen is indispensable to living things is undeniable.

{(ข้อเท็จจริง) ที่ว่าออกซิเจนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต  ไม่สามารถปฏิเสธได้}

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

 

9. The greatest _____________ between mitosis and meiosis lies in the manner in which chromosomes are reproduced.

(_________________ ที่สำคัญที่สุดระหว่างไมโตซิส (การแบ่งนิวเคลียสของเซลล์อย่างอ้อม) และไมโอซิส (วิธีการแบ่งเซลล์ที่ทำให้เกิดเซลล์เพศ) อยู่ตรงที่วิธีการ (หรือลักษณะ) ซึ่งโครโมโซมได้รับการแพร่พันธุ์  -  หรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่)

(a) difference that

(b) difference    (ความแตกต่าง)

(c) difference is

(d) is a difference

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “The greatest”  ขยายอยู่ข้างหน้า  และมี  “Between mitosis and meiosis”  ขยายอยู่ข้างหลัง  และมี  “Lies”  (อยู่ตรงที่)  เป็นกริยาของประโยค

 

10. I worked in Bangkok _____________________________________________ the war.

(ผมทำงานในกรุงเทพฯ ________________________________________ สงคราม)

(a) between

(b) when    (เมื่อ)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) among

(d) during    (ระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “I worked in Bangkok when the war occurred.”  ก็ได้

 

11. I am right, ___________________________________________________________?

(ผมเป็นฝ่ายถูก, ______________________________________________________)

(a) am not I

(b) aren’t I    (ใช่ไหม)

(c) am I

(d) isn’t it

 

12. I _____________________________________________________ not sure about that. 

(ผมไม่มั่นใจ _____________________________________________ เกี่ยวกับเรื่องนั้น)

(a) do

(b) have

(c) am

(d) shall

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะ   “Sure”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงใช้กับ  “Verb to be”  (am)

 

13. You must all look after __________________________________________ on your trip.

(พวกคุณทั้งหมดทุกคน  จะต้องดูแล-เอาใจใส่ ___________________ ในระหว่างการเดินทาง)

(a) you

(b) your

(c) yourself    (ตัวเอง)  (คนเดียว)

(d) yourselves    (ตัวเอง)  (หลายคน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  มีหลายคน  สังเกตจาก  “All”   (ทุกคน)

 

14. We must get someone __________________________________ our radio set at once.

(เราจะต้องให้ใครสักคน ____________________________ เครื่องรับวิทยุของเราในทันที)

(a) repair

(b) to repair    (ซ่อม)

(c) repaired

(d) repairing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มาจากโครงสร้าง  “Get someone + To + Do + Something”   ส่วน  “Have someone + Do + Something”   โดยทั้ง  ๒  ข้อความ  มีความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • I get her to clean my room.

(ผมใช้ให้เธอทำความสะอาดห้องของผม)

  • She had me wash her clothes.

(เธอใช้ให้ผมซักเสื้อผ้าของเธอ)

  • We got a repairman to fix our car.

(เราใช้ให้ช่างซ่อมรถของเรา)

  • They had a guard keep a close watch on their house.

(พวกเขาใช้ให้ยามเฝ้าระวังบ้านอย่างใกล้ชิด)

 

15. I smoke about forty cigarettes _____________________________________________.

(ผมสูบบุหรี่ประมาณ  ๔๐  มวน ____________________________________________)

(a) one day

(b) a day    (ต่อวัน, ใน    วัน)

(c) in a day

(d) for a day

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น  “อัตรา”  (๔๐ มวนต่อวัน,  ๘๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง,  ๕๐  บาทต่อกิโลกรัม)   จึงไม่ต้องมี   “Preposition” (in, for)  นำหน้า  “ต่อวัน, ต่อชั่วโมง, ต่อกิโล”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  ๑ –  ๔)

  • Hurricanes are (1) tropical storms in which winds attain (2) speeds above seventy-five miles (3) the hour and carry (4) heavy rains with them.  

(พายุเฮอริเคนเป็นพายุในเขตร้อน  ซึ่งลมมีความเร็วสูงกว่า  ๗๕  ไมล์ต่อชั่วโมง  และพาฝนที่ตกหนักไปพร้อมกับมัน)

ตอบ  -  ข้อ      แก้เป็น  “an hour”

                                            ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  ๑ –  ๔)

  • All the blood in the body (2) passes through the heart (3) at least twice (4) the minute.

(เลือดทั้งหมดในร่างกายไหลผ่านหัวใจ  อย่างน้อยที่สุด    ครั้ง ต่อ   นาที)

ตอบ  –  ข้อ   (4)   แก้เป็น  “a minute”  เนื่องจากต้องใช้  “a”  และ  “an”  นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอกถึง   “ราคา”  “อัตราส่วน”  “น้ำหนัก”  “ความเร็ว”  และ  “เวลา”  เช่น   

  • a pound a dozen   (โหลละ ๑ ปอนด์) 
  •  ten dollars a pair   (คู่ละ ๑๐ เหรียญ)
  • 50 baht a kilo   (๕๐ บาทต่อ ๑ กิโล)
  • 100 baht a yard   (๑๐๐ บาทต่อ ๑ หลา)
  • once a month    (เดือนละ ๑ ครั้ง)
  • twice a year   (ปีละ ๒ ครั้ง)
  • three times a year    (ปีละ ๓ ครั้ง)
  • ninety miles an hour   (๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)

 

16. Chiang Mai is __________________________________________ the north of Thailand.

(เชียงใหม่อยู่ ______________________________________ ภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) to

(b) at

(c) in    (ใน)

(d) above

(e) over

ตอบ   -   ข้อ    (c)   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “เมียนมาร์  อยู่ทาง  “ทิศเหนือ”  ของประเทศไทย”  ต้องใช้ว่า

  • Myanmar is to the north of Thailand.

 

17. I like to wear clothing which is _________________________________________.

(ผมชอบสวมเสื้อผ้าซึ่ง ________________________________________________)

(a) bright colors

(b) brightly colored    (มีสีสันฉูดฉาด)   (ถูกลงสีอย่างฉูดฉาด)

(c) bright color

(d) brightly colored clothes

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “………..which has bright colors

 

18. There will be a sale of garden _______________ in the village hall on Sunday morning.

(จะมีการจำหน่าย _______________ จากสวน  ในห้องประชุมหมู่บ้าน  ตอนเช้าวันอาทิตย์)

(a) produce    (ในที่นี้เป็นคำนาม  หมายถึง  ผลผลิตทางการเกษตร เช่น  พืช  ผัก  ผลไม้)

(b) produces

(c) product    (ผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม,  ผลิตภัณฑ์ทั่วไป)

(d) products

 

19. ________________________________________ when he stands in front of the class.

(______________________________________________ เมื่อเขายืนอยู่หน้าชั้นเรียน)

(a) He dares not to say anything

(b) He dare not say nothing

(c) He dare not to say anything

(d) He dare not say anything   (เขาไม่กล้าพูดอะไรเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Dare”  เมื่อหมายถึง  “กล้า, กล้าทำ, กล้าเผชิญหน้า”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  เหมือน   “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must”  จึงต้องตามด้วย   “Infinitive without to”  (Verb 1)  และเมื่อเป็นรูปปฏิเสธ  เอา   “Not”  างไว้หลัง   “Dare

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป