หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 357)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Many English ____________ were opposed to the American Revolution of 1776 moved to Canada, where they were known as United Empire Loyalists.

(______________ ชาวอังกฤษจำนวนมาก ______________ ต่อต้าน (ไม่เห็นด้วยกับ) การปฏิวัติอเมริกันในปี  ๑๗๗๖ (ซึ่งชาวอาณานิคมอเมริกัน  ๑๓  แห่ง ลุกฮือเพื่อประกาศเอกราชจากอังกฤษ  และต่อมาได้สถาปนาประเทศสหรัฐฯขึ้นมา) ได้อพยพไปยังประเทศแคนาดา, ที่ซึ่งพวกเขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะ “ผู้จงรักภักดีต่อจักรวรรดิ”)  (คือ จงรักภักดีต่ออาณานิคมอเมริกัน)

(a) settling there

(b) they settled

(c) who were settlers

(d) settlers who    (ผู้ตั้งถิ่นฐาน ..................(ชาวอังกฤษฯ).................... ผู้ซึ่ง)

 

2. The working conditions of railroad employees were _____________ hazardous in the early days that private insurance companies refused to insure the workers.

(สภาพการทำงานของลูกจ้างรถไฟมีอันตราย _____________ ในยุคแรกๆ  จนกระทั่งบริษัทประกันภัยเอกชน  ปฏิเสธที่จะรับประกันภัยคนงานเหล่านี้)

(a) very

(b) much

(c) so    (มาก)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Was) + So + Adjective +That + Subject + Verb.
  • He is so smart that he can answer all the questions.

(เขาฉลาดมากจนกระทั่งเขาสามารถตอบคำถามทุกข้อ)

  • She was so tired that she slept early.

(เธอเหนื่อยมากจนกระทั่งเธอเข้านอนแต่หัวค่ำ)

  • They are so poor that they can’t afford a house.

(พวกเขาจนมากจนกระทั่งไม่สามารถมีบ้านได้)

  • The room was so cold that we couldn’t sleep in it.

(ห้องเย็นมากจนกระทั่งเราไม่สามารถนอนในมันได้)

  • They were so arrogant that they wouldn’t talk to their employees.

(พวกเขาหยิ่งยโสมากจนกระทั่งไม่ยอมพูดกับลูกจ้างของตน)

 

3. ________________________ commonly chosen as the first step to a career in public office.

(_______________ ถูกเลือกโดยทั่วๆ ไป  ในฐานะก้าวแรกไปสู่อาชีพในตำแหน่งสาธารณะ)  (คือ  ตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง)

(a) Legal training that is

(b) Legal training is    (การศึกษาเล่าเรียนทางกฎหมาย)

(c) It is legal training

(d) Why legal training is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ความหมาย  คือ  ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง  (ส.ส., ส.ว., และผู้บริหารท้องถิ่นอื่นๆ)  มักเลือกเรียนทางด้านกฎหมายเป็นสิ่งแรก

 

4. Snow aids farmers by keeping heat in the lower ground levels, thereby __________ from freezing.

(หิมะช่วยเหลือชาวนาโดยการเก็บความร้อนในระดับพื้นดินข้างล่างลงไป, ดังนั้น __________ จากการเย็นจนเป็นน้ำแข็ง)  (คือ  ป้องกันมิให้เมล็ดพืชเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง)

(a) to save the seeds

(b) saving the seeds    (ป้องกันเมล็ดพืช)

(c) which saves the seeds

(d) the seeds saved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “…….levels, which thereby saves the seeds from freezing”  โดย  “Which”  แทนข้อความ  “Snow aids farmers by keeping heat in the lower ground levels”  ทั้งประโยค

 

5. ______________ mineral content in the bones of very young children is low compared to that of adults.

(_________________ ปริมาณแร่ธาตุในกระดูกของเด็กอายุน้อยมากๆ มีน้อย  เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณฯ ของผู้ใหญ่)

(a) If the

(b) That is

(c) It is the

(d) The   

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “The mineral content”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “In the bones of very young children”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี   Is”  เป็นกริยา  และ  “Low compared to that of adults”  เป็น  “Complement”  (ส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์)  ของ  Is”    

 

6. She left him standing at the railway station for over an hour because she didn’t have time ___________ with him.

(เธอทิ้งให้เขายืน (รอ) อยู่ที่สถานีรถไฟกว่า    ชั่วโมง  เพราะว่าเธอไม่มีเวลา __________ อยู่กับเขา)

(a) waiting

(b) waited

(c) to wait    (ที่จะรอคอย)

(d) to be waiting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Have (Has) + Noun + To + Verb 1

(ประธานฯ  +  มี  +  กรรม  +  ที่จะ..................)

  • She has a lot of money to buy clothes.

(เธอมีเงินมากมายที่จะซื้อเสื้อผ้า)

  • He did not have time to visit his parents abroad.

(เขาไม่มีเวลาที่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ต่างประเทศ)

  • They had enough time to finish their term paper.

(พวกเขามีเวลาพอที่จะทำรายงานประจำเทอมได้เสร็จ)

  • We have a lot of books to read this semester.

(เรามีหนังสือต้องอ่านมากมายภาคเรียนนี้)

  • I have some letters to write tomorrow.

(ผมมีจดหมายต้องเขียนวันพรุ่งนี้)

 

7. Provided that she had heard her flight was boarding, she ___________________ the plane.

(ถ้าเธอได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอกำลังเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  เธอ _____________ เครื่องบิน)

(a) wouldn’t miss

(b) wouldn’t have missed    (คงจะไม่ตก)

(c) won’t miss

(d) may not miss

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่     (คือ ไม่เป็นจริงในอดีต)  หรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “เธอไม่ได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  ดังนั้น  เธอจึงตกเครื่องฯ”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา _______________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                           ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว) 

                                         ตัวอย่างที่  

  • ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                              นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                                        ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                        ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ___________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ"

                                        ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _____________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                            ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                          ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                          ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                              สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”  แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                             จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                               นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือน เดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                        สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

8. They won’t be very happy when they _____________________ what a mess we’ve made.

(พวกเขาคงไม่มีความสุขนัก  เมื่อพวกเขา _____________ ว่าเราได้ทำเละเทะ (สกปรกและไม่เป็นระ เบียบ) เพียงใด)

(a) will see

(b) would see

(c) see    (เห็น)

(d) had seen

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง  “When, As soon as, Until, If, Unless, Before, After”   ให้ใช้รูป  “Simple tense”  (Present or Past)  ทั้งนี้  ต้องสอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่ด้วยว่า  มี  “Tense”  ใด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • I will tell him as soon as he returns.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • I would tell him as soon as he returned.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • Before he leaves, he turns off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

  • Before he left, he turned off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

  • She will wait for him until he returns.

(เธอจะรอเขา  จนกระทั่งเขากลับมา)

  • She would wait for him until he returned.

(เธอจะรอเขา  จนกระทั่งเขากลับมา)

  • I will give this book to her when I see her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

  • I would give this book to her when I saw her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

 

9. The hotel ______________________________________________ was very comfortable.

(โรงแรม __________________________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้  “in”  อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “In which”  มีความหมายเท่ากับ  “Where”  สำหรับข้อนี้   นอกจากตอบในแบบข้อ  (d)  แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

  • (d) in which I slept last week
  • which I slept in last week
  • that I slept in last week
  • where I slept last week

หมายเหตุ   –   ห้ามใช้   “In that I slept last week

 

10. ___________________________________ hospitality to neighbors is what I always do.

( ________________ การต้อนรับแขก-การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้าน  เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอ)

(a) Is giving

 (b) Give

(c) To give    (การให้)

(d) To be given

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา  “Is” โดยมี “Hospitality to neighbors” เป็นส่วนขยายประธาน  นอกจาก  “To give” แล้ว  ยังสามารถใช้  “Giving” (gerund) เป็นประธานของกริยา “is”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because ______________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า ________________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ ______________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

11. Former President Barak Obama _____________ as the president of the United States for the first term in 2009.

(อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา _________ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยแรกในปี  ๒๐๐๙)

(a) is elected

(b) was electing

(c) who was elected

(d) was elected    (ได้รับเลือกตั้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ในประโยค  และต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3เพราะโอบามา  “ได้รับเลือก – ถูกเลือก”  และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย   จึงไม่ใช้ข้อ  “a

 

12. The man _____________ robbed the bank last month was caught in his luxurious condominium this morning.

(ชาย _______________ ปล้นธนาคารเมื่อเดือนที่แล้ว  ถูกจับในคอนโดมิเนียมหรูของเขาเมื่อเช้านี้)

(a) whom

(b) who    (ผู้ซึ่ง)

(c) whose

(d) who was

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค  “Adjective clause” (Who robbed the bank last month)  และสามารถใช้  “That”  แทน  “Who”  ได้ด้วย

 

13. Everyone must pass __________________________________________ sooner or later.

(ทุกคนจะต้อง ________________________________________________ ไม่ช้าก็เร็ว)

(a) off

(b) away    (“Pass away”  =  ตาย)

(c) on    (“Pass on”  =  ส่งต่อๆกันไป)

(d) in

 

14. I will stay here ____________________________________________________ longer.

(ผมจะ _________________________________________________ พักที่นี่ต่อไปอีก)

(a) any

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) for

 

15. I see my own face in a mirror; that means I see _________________________________.

(ผมเห็นหน้าของตัวเองในกระจก  นั่นหมายความว่า  ผมเห็น _________________________)

(a) me

(b) mine

(c) myself    (ตัวเอง)

(d) himself

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้   “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • It is a pity we can’t see ourselves as others see_____________________________.

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น ___________)

(a) us    (เรา)

(b) ourselves    (ตัวของเราเอง)

(c) themselves    (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours    (ของเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากต้องใช้  “Pronoun”  ในรูปกรรม (ได้แก่  “me, you, them, him, her, it, us”)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “See”  เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป “Reflexive pronoun” (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves) มีที่ใช้ดังนี้   คือ

                                     ๑. ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง มิมีผู้ใดช่วย  เช่น

  • He did it himself.

(เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

  • She tries to solve the problem herself.

(เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง – ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

                                     . ใช้เป็นกรรมของกริยา  หรือของ  “Preposition”  เพื่ออ้างถึงบุคคล  หรือสัตว์  หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้  เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว  เช่น

  • Tom himself became the manager of the company.

(ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

  • I’ve just talked with David himself.

(ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

  • It was easy for a clever young man like himself (หรือhim) to make a good living.

(มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม– ดีงาม)

                                      ๓. ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง  คือทำกับตัวเอง  หรือทำให้กับตัวเอง  เช่น

  • He killed himself with a bullet in the head.

(เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน ๑ นัดในหัว)

  • She bought herself a gold watch.

(เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

  • James introduced himself to his new neighbor.

(เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

  • He poured himself a whisky.

(เขารินวิสกี้ให้ตนเอง ๑ แก้ว)

  • He lacks confidence in himself.

(เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

*****ห้ามใช้  I bought herself a gift for her birthday.”เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง  แต่เป็นคนละคน  โดยต้องใช้

  • I bought her a gift for her birthday. 

                 หรือ

  • I bought myself a gift for my birthday. 

(ผมซื้อของขวัญให้ตัวเองในวันเกิด)

 

16. ______________________________________ I in your position, I would accept his offer.

(ถ้าผม ____________________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะยอมรับข้อเสนอของเขา)

(a) If

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) When

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • If I ___________________________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม ______________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                           ตัวอย่างที่  

  • If I __________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม _______________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

                                           ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I ___________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม __________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒   “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                         ตัวอย่างที่  ๔

  • If you lived closer to the office, you ______________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have(จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย” แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่  ”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + Verb ช่องที่ 1

                                              สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่    นี้  มักใช้เมื่อ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็  (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยคข้างล่าง

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)   

                                             ในประโยคข้างบน  ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า   “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause  แบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”   คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                           ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause” แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                           สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้โครง สร้าง  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเอา  “Were” มาไว้ข้างหน้าประโยคแทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)  เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)  (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

17. If _______________ enough interest, the proposed flexible work schedule will be implemented.

(ถ้า ________________ ความสนใจพอ  กำหนดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่นที่ถูกเสนอ จะได้รับการปฏิบัติ)  (คือ  เอามาใช้จริงๆ)

(a) there be

(b) there will be

(c) there are

(d) there is    (มี)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ ใน  “If clause” ใช้รูป   “Present simple tense”  ส่วนใน  “Main clause”   ใช้รูป “Future tense

 

18. Relief organizations have contributed ____________________ money to farm in Africa.

(องค์กรบรรเทาทุกข์ได้ให้ (มีส่วนช่วยเหลือ) ______________   เงินแก่ไร่นาในทวีปแอฟริกา)

(a) both time and    (ทั้งเวลาและ)

(b) neither and

(c) time but

(d) time nor

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  “Both…….........and, Neither….. ……….nor, Either……….....or, Not only……...…but also

 

19. The Olympic judges thought the contestants ran the race _________________________.

(กรรมการกีฬาโอลิมปิกคิดว่า  ผู้เข้าแข่งขันวิ่งแข่ง ______________________________)

(a) easily and good

(b) easily nor well

(c) easily and well    (อย่างง่ายดายและดี)

(d) easy and good

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา “Ran”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(Adverb)

 

20. The fruit delivered directly from the orchard was ____________________ also delicious.

(ผลไม้ซึ่งส่งโดยตรงมาจากสวนผลไม้ ____________________________ อร่อยอีกด้วย)

(a) not only ripe and

(b) not only ripe but    (ไม่เพียงแต่สุกเท่านั้น  แต่ยัง)

(c) only ripe

(d) as ripe as but

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   “Not only………….but also”  (ไม่เพียงแต่..................เท่านั้น  แต่ยัง..................อีกด้วย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป