หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 356)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ___________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน,  งอกราก,  และ ________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ______________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                           ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and _________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening…............….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

2. _________________ was as an administrator and teacher at a frontier university that Grace R. Hebard made her principal contribution.

(___________________ เป็นในฐานะผู้บริหารและครูที่มหาวิทยาลัยใกล้ชายแดน  ที่เกรซ อาร์ เฮบาร์ด  ได้สร้างคุณูปการ (การมีส่วนช่วยเหลือ) ที่สำคัญที่สุดของเธอ)

(a) There

(b) While she

(c) There she

(d) It    (มัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {It + Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน.............”เช่น  “It is in this house that I was born.”  (มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด)   “It was in 1919 that the First World War took place.”  (มันเป็นในปี  ๑๙๑๙  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

หมายเหตุ*****   -   สำหรับในข้อ  ๒  สามารถตอบได้อีกโครงสร้างหนึ่ง  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • While she was an administrator and teacher at a frontier university, Grace R. Hebard made her principal contribution.

                                                        จงเปรียบเทียบความแตกต่างของโครงสร้าง  กับประโยคใน  ข้อ 

  • It was as an administrator and teacher at a frontier university that Grace R. Hebard made her principal contribution.

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(_____________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(=  In May the rainy season begins in Thailand.)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich _________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ______________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี  {มักนำหน้าด้วย  “Preposition”  (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                             ตัวอย่างที่  

  • _______________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(=  On Saturday morning we had our meeting.)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

3. Sound travels _________________________________________________________ air.

(เสียงเดินทาง _________________________________________________ อากาศ)

(a) through water faster and

(b) faster through water than through    (ผ่านน้ำเร็วกว่าผ่าน)

(c) faster than through water and

(d) where it is faster through water than through

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องเรียงประโยคตามโครงสร้างดังกล่าว

 

4. _________________ of the number of distinct Indian languages in the Americas range from 1,000 to 2,000.

(____________________ ของจำนวนภาษาอินเดียนแดงที่แตกต่างกัน  ในทวีปอเมริกา  อยู่ในลำดับจาก  ๑,๐๐๐  ถึง  ๒,๐๐๐  ภาษา)

(a) The estimates of how many

(b) In the estimates

(c) Estimates    (ค่าที่ประเมินโดยประมาณ)

(d) Since the estimates

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบตามโครงสร้างข้างล่าง  โดยใช้  “Estimate”  เป็นคำกริยา  ก็ได้

  • It is estimated that the number of distinct Indian languages in the Americas ranges from 1,000 to 2,000.

(มันถูกประเมินค่าว่า  จำนวนของภาษาอินเดียนแดงที่แตกต่างกัน  ในทวีปอเมริกา  อยู่ในลำดับจาก  ๑,๐๐๐  ถึง  ๒,๐๐๐  ภาษา)  (ต้องเติม  “S”  ข้างท้าย  “Range”  เนื่องจาก  “The number of distinct Indian languages in the Americas”  (จำนวนของภาษาอินเดียนแดงที่แตกต่างกันในทวีปอเมริกาถือเป็นวลีเอกพจน์  จึงต้องเติม  “S”   ข้างท้ายกริยา 

                                             ดูเพิ่มเติมการใช้  “The number of ……..”  (จำนวนของ...............)  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The number of people who ____________ applied for the job so far ____________ much higher than we expected.

(จำนวนผู้คนผู้ซึ่ง _______________ สมัครงานเท่าที่ผ่านๆมา _______________ สูงกว่าที่เราคาดการไว้อย่างมาก)

(a) has _________ is

(b) have _________ is    ()

(c) has _________ are

(d) have _________ are

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้  “Have”  เนื่องจากใช้ตามประธานของอนุประโยค  “Who” ซึ่งแทน  “People”  ซึ่งเป็นคำนามพหูพจน์   ส่วนช่องหลังใช้  “Is”  เนื่องจากใช้ตามประธานของประโยคนี้  คือ  “The number of people”   (จำนวนผู้คน)  ซึ่งเป็นวลีที่เป็นเอกพจน์  เพราะถือเป็นจำนวนรวมทั้งหมด  ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม  จึงใช้กับกริยาเอกพจน์  “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “The number of…….........…”  (จำนวนของ..........)   และ   “A number of”  (จำนวนมาก)  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The number of the students in the evening class ________________________ to forty.

(จำนวนนักเรียนในชั้นเรียนภาคค่ำ _______________________________ อยู่ที่  ๔๐  คน)

(a) has limited

(b) have limited

(c) are limited

(d) is limited    (ถูกจำกัด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “The number of + Noun (plural) (Students)”  =  “จำนวนนักเรียน”  ถือเป็นจำนวนรวม  จึงเป็นเอกพจน์  และใช้กับกริยาเอกพจน์  (Is, Was, Has, etc.)   แต่ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Is (was) + Verb 3  หรือ  Has + Been + Verb 3}   เนื่องจาก  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกจำกัด”  ดังนั้น  ถ้าจะเลือก ข้อ   (a)  ต้องแก้เป็น   “Has been limited”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที  

  • The number of cars _______________________________________________ risen.

(จำนวนรถยนต์ _________________________________________________ เพิ่มขึ้น)

(a) is

(b) are

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                             ตัวอย่างที่  

  • The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer ________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  (ในรถยนต์)   บนราง (ในรถไฟ)  หรือ ในอากาศ (ในเครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้ _______________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ   ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached      (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ…………..”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวม)   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)  (จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer”  จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

                                         ส่วน   “A number of”  (จำนวนมาก)   +  คำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were, Have, Walk, Come, etc.)  เช่น

  • A number of people have come to the football match.

(ผู้คนจำนวนมากได้มาดูการแข่งขันฟุตบอล)

  • A number of students are playing in the field.

(นักเรียนจำนวนมากกำลังเล่นในสนาม)

  • A number of cars are in the street.

(รถยนต์จำนวนมากอยู่บนถนน)

  • A number of party members decide to vote against their leader.

(สมาชิกพรรคจำนวนมาก  ตัดสินใจลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับผู้นำของตน)

 

5. My eldest sister, like my parents, _____________________ not approve of my staying out late.

(พี่สาวคนโตของผม, เช่นเดียวกับพ่อแม่ของผม, _______________ ไม่เห็นด้วยกับการอยู่นอกบ้านจนดึกของผม)

(a) has

(b) have

(c) does     

(d) do

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้กริยา  (Does not approve)   ตามประธานตัวหน้า  (My eldest sister)  ซึ่งเป็นเอกพจน์  ดูคำอธิบายการใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  ในกรณีที่ประโยคมีประธาน    ตัว  โดยมีคำบางคำเป็นคำเชื่อม  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • John as well as Jim _____________________________ going to London for a holiday.

(จอห์น  เช่นเดียวกับจิม _____________________ กำลังเดินทางไปลอนดอนเพื่อพักผ่อน)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ต้องใช้กริยาตามประธาน  “John”  เนื่องจากประธานทั้ง  ๒  ตัว   (John, Jim)  เชื่อมด้วย  “As well as

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Peter as well as I _____________________________ a great deal of time swimming.

(ปีเตอร์ เช่นเดียวกับผม _____________________________ เวลามากมายกับการว่ายน้ำ)

(a) spend

(b) spends    (ใช้)

(c) am spending

(d) are spending

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธาน    ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as = With = Together with = Along with = Including = Plus = รวมทั้ง, เช่นเดียวกับ, In addition to = Besides = นอกจาก, But = แต่, Except = ยกเว้น, No less than = รวมด้วย, Excluding = ไม่นับ, ไม่รวม, Accompanied by = ติดตามโดย, พร้อมด้วย, Not = ไม่ใช่, No one but = ไม่มีใครนอกจาก, Plus = บวก, รวมทั้ง, Like = เช่นเดียว กับ, In company with = พร้อมด้วย   ให้ใช้กริยาในประโยคตามประธานตัวหน้า  ในที่นี้  คือ  “Peter”  เช่น

  • My dog as well as my cats eats twice a day.

(หมาของผมรวมทั้งแมว  กินอาหารวันละ  ๒  มื้อ)

  • The boy with his dogs is here.

(เด็กชายรวมทั้งหมาของเขาอยู่ที่นี่แล้ว)

  • John as well as I has been to Hua-Hin several times.

(จอห์นเช่นเดียวกับผม  เคยไปหัวหินหลายครั้ง)

  • Nowadays, young men with a technical education are well paid due to the demand for highly skilled workmen.

(ปัจจุบัน  เด็กหนุ่มที่มีการศึกษาด้านช่าง  ได้ค่าจ้างแพงเนื่องจากความต้องการคนงานที่มีทักษะสูง)

  • The company president along with his secretaries was responsible for the mismanagement of the fund.

(ประธานบริษัทพร้อมทั้งเลขาฯ ของเขา  รับผิดชอบต่อการบริหารเงินกองทุนผิดพลาด)

 

6. We didn’t get ready ___________________ enough to be present at the meeting on time.

(เรามิได้เตรียมพร้อม ___________________ เพียงพอ  ที่จะไปอยู่ ณ ที่ประชุมได้ตรงเวลา)

(a) quick

(b) quickly    (อย่างรวดเร็ว)

(c) being quick

(d) quickness    (ความรวดเร็ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  (Get ready)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

7. The student’s fountain pen, ___________, ran out of ink in the middle of the examination.

(ปากกาหมึกซึมของนักเรียน, _________________, หมึกหมดในระหว่างกึ่งกลางของการสอบ)

(a) which he was writing

(b) which he was writing with it

(c) with which he was writing    (ซึ่งเขากำลังใช้เขียนด้วย)

(d) he was writing with

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Which he was writing with” ก็ได้   แต่ต้องมี   “With”  อยู่ด้วย  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยค  “The student was writing with a fountain pen.  (นักเรียนกำลังเขียนด้วยปากกาหมึกซึม)

 

8. Most students felt ________________ and confused while waiting for the result of the university entrance examination.

(นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึก _______________ และสับสน (งุนงง)  ในขณะกำลังรอคอยผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย)

(a) worried    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) worriedly

(c) to be worried

(d) being worried

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากกริยา  “Felt”  (มาจากกริยาช่องที่   “Feel”)  เมื่อหมายถึง  “รู้สึก”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Feel”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Jenny looked ___________________________________________ at her husband.

(เจนนี่จ้องมองสามีของเธอ ______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                                      สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • Let us ____________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • I _________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......)  และ  “I wonder about…………”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                            ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”   เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                           ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Smell + Adjective

                                            ตัวอย่างที่       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                           ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้   จะอยู่ในรูปคำ คุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),   Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

9. The victims in the road accident ___________ to the emergency room of the nearest hospital.

(ผู้เคราะห์ร้ายในอุบัติเหตุทางรถยนต์ _________ ยังห้องฉุกเฉิน  ของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด)

(a) have taken

(b) had taken

(c) were taking

(d) were taken    (ถูกนำไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}   เพราะ  “ผู้เคราะห์ร้าย................ ถูกนำไป”  สำหรับข้ออื่นๆ อยู่ในรูป  “Active voice

 

10. He ________________________ with the company since it was first established in 1990.

(เขา __________________________ กับบริษัท  ตั้งแต่มันถูกก่อตั้งครั้งแรกในปี ๑๙๙๐)

(a) is working

(b) was working

(c) had worked

(d) has been working     (ได้กำลังทำงาน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เนื่องจากเน้นเหตุการณ์ (ทำงานกับบริษัท) ที่เกิดต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน  หรือไม่ก็อาจใช้  “has worked” (Present perfect tense)  แทนได้   ดูเพิ่มเติมการใช้ “Present perfect continuous”  และ “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Recently, I _________________________________________________ rather badly.

(หมู่นี้  (เร็วๆ มานี้)  ผม ______________________________________ ไม่ค่อยจะหลับ)

(a) sleep

(b) am sleeping

(c) was sleeping

(d) have been sleeping    (ได้กำลังนอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Recently”  (หมู่นี้, เร็วๆ มานี้)  ใช้กับ  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  หรือ  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3เพื่อบอกว่าเหตุการณ์หนึ่ง  (นอนไม่หลับ)  เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                                           ตัวอย่างที่            

  • It _____________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _____________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้กำลังตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาวนานของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต  (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c)  (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous tense”   จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town _________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา __________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี

                                            ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he ____________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา _____________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง  วัน  เดือน  ปี  ก็ได้)

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Mother __________________________________ very badly for the last few months.

(แม่ _____________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย คือ  “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ  “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • I ____________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • She ____________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _______________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย 

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark ______________ for years, he ______________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ______________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________ ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim _______________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}   โดยสังเกตจาก  Since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  และอาจทำต่อไปในอนาคตด้วย   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + Have (Has) + Verb 3}  แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)  เหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต                          

                                           รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว)  (เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย)  (เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป)  (เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง)  (เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาได้กำลังเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขาได้กำลังรอคอยอยู่ที่นี่มา  ๒  ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ  ๒  ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราได้กำลังอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว  และอาจหมายถึงจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย)

 

11. _________ with the answer from the management, the workers threatened to go on strike.

(_____________________ กับคำตอบจากฝ่ายบริหาร  คนงานขู่ที่จะนัดหยุดงานต่อไป)

(a) Disappointing    (น่าผิดหวัง)

(b) Disappointed    (รู้สึกผิดหวัง)

(c) Being disappointing

(d) Having disappointed    (ทำให้ผิดหวัง)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาพวก “disappoint, surprise, interest, excite, frighten, satisfy, annoy, etc.”  เมื่อเติม  “Ing”  จะมีความหมายว่า  “น่า............”  แต่เมื่อเติม  “Ed”  จะมีความหมายว่า  “รู้สึก..................”

 

12. We went to the reception without ______________, and so they didn’t even let us enter the hall.

(เราไปที่งานเลี้ยง  โดยปราศจาก _________________ และดังนั้น   พวกเขามิยอมแม้กระทั่งให้พวกเราเข้าไปในห้องโถง)

(a) to invite

(b) inviting

(c) being invited    (ได้รับการเชื้อเชิญ หรือ ถูกเชื้อเชิญ)

(d) invited

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Verb to be + V. 3) เพราะ  “ถูกเชื้อเชิญ”  แต่เนื่องจากอยู่หลัง  “Preposition” (Without)  กริยาจึงต้องอยู่ในรูป “Gerund” (V. + ing)  คือ   “Being invited

 

13. A lot of ________________ were made about how to solve the problem, but only a few of them seemed reasonable to me.

(มีการให้ ____________ จำนวนมากเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหา  แต่มีเพียงไม่กี่คำ แนะนำเท่านั้นที่ดูสมเหตุสมผลสำหรับผม)

(a) suggestion

(b) suggestions    (คำแนะนำ)

(c) advice    (คำแนะนำ)

(d) advices

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เพราะกริยาคือ  “Were”  สำหรับ  “Advice”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  ไม่สามารถใช้กับกริยา “Are”  หรือ  “Were”   ได้

 

14. The researchers wanted to ensure that experiment was carefully _________________.

(นักวิจัยต้องการให้ความมั่นใจว่า  การทดลองได้รับการ _______________ อย่างระมัดระวัง)

(a) control

(b) controls

(c) controlling

(d) controlled    (ควบคุม)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice” (Subject + Verb to be + Verb 3)  (Experiment was …….controlled)  เพราะการทดลองถูกกระทำ  คือ   “ได้รับการควบคุม” หรือ “ถูกควบคุม

 

15. Fog has always been _________________________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย _____________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด” (Superlative degree)  ในโครงสร้าง  “One of the + Adjective (ขั้นสูงสุด)  + Noun (พหูพจน์)    

 

16. _______________, none of the guests were injured when the fire broke out at the hotel.

(_____________________ , ไม่มีแขกคนใดได้รับบาดเจ็บ  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่โรงแรม)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี, เคราะห์ดี)

(c) To be fortunate    (เพื่อที่จะโชคดี)

(d) It is fortunate    (มันโชคดี)

ตอบ   –    ข้อ    (b)   เนื่องจาก  Fortunately”  ใช้ขยายข้อความทั้งประโยค   (none of……… ………………… the hotel)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์   (Adverb)

 

17. Cars in smaller models need ______________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง _______ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced     (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Need”  สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ   คือ “Need to be produced”  หรือ  “Need producing”  ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง  ๒   ข้อความ   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆเหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

18. During the eighteenth century, communication within and between cities ____________ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่  ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายใน  และระหว่างเมืองต่างๆ ____________ ยากลำบากในเบื้องต้น)

(a) were

(b) they were

(c) was    (มีความ)

(d) which were

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Communication”   ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์

 

19. ________________ big cities’ population, like those of Bangkok and Tokyo, will continue to increase.

(________________ ประชากรของเมืองใหญ่ๆ เช่น ประชากรของ กรุงเทพฯ และโตเกียว  จะยังคงเพิ่มต่อไป)

(a) Almost it is certain

(b) Almost certain it is that

(c) That is almost certain

(d) It is almost certain that    (มันเกือบจะแน่นอนที่ว่า

ตอบ   –    ข้อ  (d)   เนื่องจากมีรูปแบบการเรียงคำ คือ  “It + Is + Certain (Adjective) + That + Subject + Verb

 

20. Dams can be very beneficial to the areas ______________________________________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์อย่างมากกับพื้นที่ ___________________________________)

(a) which they are built

(b) where are they built

(c) in which they are built    (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(d) in which they build.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “In which = Where” สำหรับข้อ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Where they are built” ส่วนข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น “Which they are built in”  แต่ก็ไม่นิยมใช้เหมือนข้อ  (c)  ที่เอา Preposition “In”  มาวางไว้ข้างหน้า  “Which”  ทั้งนี้ให้สังเกตว่าทั้งข้อ (a)  (b)  และ  (c)  ต่างก็อยู่ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากหมายถึง  “พื้นที่ซึ่งเขื่อนถูกสร้าง”  ส่วนข้อ  (d) ใช้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Active voice”  หมายถึง  “พื้นที่ซึ่งเขื่อนสร้าง”  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • The house where I live is on Sukhumvit Road.

  (บ้านซึ่งผมอาศัยอยู่  อยู่บนถนนสุขุมวิท)

  (= The house in which I live is on Sukhumvit Road.)

  (= The house which I live in is on Sukhumvit Road.)

  (= The house that I live in is on Sukhumvit Road.)

  (= The house I live in is on Sukhumvit Road.)  (สามารถละ  "Which"  หรือ  "That"  ได้้  เนื่องจากเป็นกรรมของ  "Preposition  In")

หมายเหตุ  –  ประโยคทั้ง  ๕  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกันทุกประการ   แต่ทั้งนี้ห้ามใช้ประโยค  ๒  ประโยคข้างล่าง

  • The house in that I live is on Sukhumvit Road.

(ผิด  –  เนื่องจากหลัง  “In”  ต้องตามด้วย  “Which”  เสมอ)

  • The house where I live in is on Sukhumvit Road.

(ผิด  –  เนื่องจากเมื่อมี   “Where”  แล้ว  ห้ามใช้  “In”)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป