หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 353)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Around the world _________________ may be as many as a million earthquakes in a single year.

(รอบโลก (ทั่วโลก) อาจ ____________________ แผ่นดินไหวมากเท่ากับ    ล้านครั้งในปีเดียว)

(a) whatever    (ไม่ว่า...............อะไรก็ตาม)

(b) they

(c) there    (มี)

(d) it

 

2. Key West, Florida, is ______________________________ in the continental United States.

(คีย์เวสต์ รัฐฟลอริดา เป็น ____________________________ ในผืนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ)

(a) city that is most southern

(b) most southern cities    ()

(c) the southern of most cities

(d) the southernmost city    (เมืองที่อยู่ตอนใต้สุด)

 

3. It is difficult for the casual observer to distinguish ______________ artificial and natural lakes.

(มันยากสำหรับนักสังเกตการณ์ธรรมดาๆที่จะเห็นความแตกต่าง ______________ ทะเลสาบเทียมและตามธรรมชาติ)

(a) from

(b) among    (ระหว่าง)  (ของ (หรือคน) ตั้งแต่  ๓  สิ่ง (คน) ขึ้นไป)

(c) between    (ระหว่าง)  (ของ  ๒  สิ่ง  คือ  ทะเลสาบเทียมและตามธรรมชาติ)

(d) into

 

4. You are entitled to a special discount provided that you ______________________ in cash.

(คุณมีสิทธิได้รับส่วนลดพิเศษ  ถ้าคุณ __________________________________ เป็นเงินสด)

(a) paid

(b) pay    (จ่ายเงิน)

(c) will pay

(d) would pay

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากใน  “If clause”  แบบที่    (Real present)  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  (ถ้าคุณจ่ายเป็นเงินสด)  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  (คุณมีสิทธิได้รับส่วนลดพิเศษ”  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  จะใช้รูป  “Present simple tense”  (Pay) 

 

5. About fifty years from now, the Pacific Ocean _________________ to a level dangerous to the existence of some inhabited islands.

(ประมาณ  ๕๐  ปีจากปัจจุบัน  มหาสมุทรแปซิฟิก _________________ ถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของเกาะที่มีคนอาศัยอยู่บางเกาะ)

(a) rises

(b) is rising

(c) would rise

(d) will have risen    (จะได้ (น้ำ) สูงขึ้นไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present future perfect tense”  (Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3)  (The Pacific Ocean will have risen)  เพื่อจะบอกว่า  เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  (อีก  ๕๐  ปี นับจากบัดนี้ไป)  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นไปแล้ว  (น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก  จะได้สูงขึ้นในระดับที่เป็นอันตรายต่อเกาะฯ แล้ว)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I am now very old.  I’m sure I _________________________ by the end of this year.

(ผมแก่มากในขณะนี้  ผมมั่นใจว่า  ผม ___________________________ ในตอนสิ้นปีนี้)

(a) am dying

(b) die

(c) have died

(d) shall have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                            ตัวอย่างที่  

  • By the year 2095 all of us _____________________________________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน __________________________________)

(a) will die

(b) will have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน    กรณี  คือ

                                       ๑. ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}
  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)
  • The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

  • We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้(ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                                        ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  หรือ วลีอื่นๆ เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), “By the year 2095” (ในปี  ๒๐๙๕), “By tomorrow”  (ในวันพรุ่งนี้), “By next week (month, year)”  (ในสัปดาห์-เดือน-ปี  หน้า), “By 10 o’clock tomorrow”  (ราว หรือตอน ๑๐  โมงเช้าวันพรุ่งนี้), “By the end of September”  (ในเวลาปลายเดือนกันยายน, “By next winter”  (ในฤดูหนาวปีหน้า), “By this time tomorrow”  (ราวๆ เวลานี้ของวันพรุ่งนี้), “By the time I graduate next year”  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า), “About 20 years from now”  (ประมาณ  ๒๐  ปีนับจากบัดนี้ไป),  เช่น

  • We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

  • I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

  • They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

  • By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

  • By next year she will have moved to live in the United States.

(ราวๆ หรือเมื่อถึงปีหน้า  เธอจะได้ย้ายไปอยู่สหรัฐฯแล้ว)

                                        ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

  • I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

  • It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

  • She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

  • They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล้อก)

 

6. I can’t go to the movies with you tonight since I have _______________________________.

(ผมไม่สามารถไปดูหนังกับคุณคืนนี้  เพราะว่าผมมี _______________________________)

(a) too many homeworks

(b) too much homework    (การบ้านมากเกินไป)

(c) few assignments    (งานที่ได้รับมอบหมายน้อยมาก)

(d) much assignments

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Homework”  เป็นนามนับไม่ได้  (จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  A)  ส่วน  “Assignment”  เป็นนามนับได้  (จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  เพราะต้องใช้  “Many assignments”)  สำหรับข้อ   (c)  แม้จะถูกหลักไวยากรณ์  แต่ผิดหลักตรรกะ  (ไม่สามารถไปดูหนังฯ  เพราะมีงานฯ น้อยมาก)

 

7. With the start of the penny papers in the 1830’s, the number of people ____________ a newspaper rose considerably.

(ด้วยการเริ่มต้นของหนังสือพิมพ์ราคา    เพนนี  (= 1 cent) ในช่วงทศวรรษ  ๑๘๓๐ (๑๘๓๐ – ๑๘๓๙) จำนวนของผู้คน (ซึ่ง) ______________ หนังสือพิมพ์ (อย่างสม่ำเสมอ) ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)

(a) regularly reading    (อ่าน ..............(หนังสือพิมพ์)............... อย่างสม่ำเสมอ)

(b) were reading regularly

(c) who reading regularly

(d) regularly reading what

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………people who regularly read a newspaper

 

8. ______________________________________________________ to Paris several times.

(_______________________________________________ ปารีสหลายครั้งหลายหน)

(a) I was

(b) I been

(c) I am being

(d) I’ve been    (ผมเคยไป)  (ตอนนี้กลับจากปารีสแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have been to………..”  หมายถึง  “เคยไป...........”  (ขณะนี้กลับมาจากที่นั่นแล้ว)

 

9. The little boy blew and blew till the balloon ____________________________________.

(เจ้าเด็กน้อยคนนั้นเป่าและเป่า  จนกระทั่งลูกโป่ง ________________________________)

(a) bursted    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) burst    (ระเบิด, แตกออก)  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ “Burst, Burst, Burst” )

(c) bust    (ล้มลง, ล้มละลาย)

(d) busted    (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ “Bust”)

 

10. The man ______________________________________________ is my brother-in-law.

(ผู้ชาย _______________________________________________ คือน้องเขยของผม)

(a) of the dark beard

(b) with the dark beard    (ที่มีเคราดำมืด)

(c) to the dark beard

(d) with the dark beard on

 

11. She is aware of the fact that Mark Twain ________________________ many funny books. 

(เธอตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า  มาร์ค  ทเวน ______ หนังสือประเภทสนุก-น่าขบขัน  จำนวนมาก)

(a) has written

(b) has wrote    (Has + Verb 3)

(c) had wrote    (Had + Verb 3)    

(d) wrote    (เขียน)  (เป็นการกระทำในอดีต)

 

12. A: Can you use a typewriter?

(คุณใช้เครื่องพิมพ์ดีดเป็นไหม)

      B: No, but I would be glad to learn __________________________________________.

(ไม่เป็นครับ  แต่ผมจะยินดีที่จะเรียนรู้ ________________________________________)

(a) how to use

(b) it

(c) how to    (วิธีใช้)

(d) to use

ตอบ    -     ข้อ   (c)  เป็นการตอบแบบสั้น  ทั้งนี้  อาจตอบแบบเต็ม (ยาว)  ว่า  “How to use it”   ก็ได้

 

13. If you don’t want this pen, take __________________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้  เอา _______ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติม   “Another” จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • One of my English teachers is American, ___________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก    สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก   ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก    คัน)

                                             อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก..........................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                             นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                             สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                            กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                                             อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม  ๒  คันมีสีดำ  ๓  คันสีแดง  ๔  คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                            สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

14. You ought to have tried your best to save her, but you never _______________________.

(คุณควรที่จะได้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะช่วยชีวิตเธอ  แต่คุณก็ไม่เคย _______________)

(a) had

(b) tried

(c) did    (ทำ)  (คือ พยายาม)

(d) ought

 

15. What would you ____________________________________________ me do for you?

(คุณจะ ___________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?” ดูเพิ่มเติมเรื่อง   “Causative use”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ______________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปชอปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ  “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • He had the cook ______________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                         ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter __________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ____________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Somethingคือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                          ตัวอย่างที่  

  • What would you have me _____________________________________________?

(คุณจะให้ผม __________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                        สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use” ในแบบ  Active voice”  คือ  “Subject + have + Someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + Something”  หรือ  (= Subject + get +  Someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี   “To” นำหน้า) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   มีดังนี้  คือ

                          1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

                          2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                       ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                        อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

16. The enemy gave ____________________________________ without further resistance. 

(ศัตรู ____________________________________________ โดยมิได้ต้านทานอีกต่อไป)

(a) up    (“Give up”  =  ยุติ, เลิก)

(b) out    (“Give out”  =  แจก, มอบให้)

(c) in    (“Give in”  =  ยอมแพ้,  ยอมจำนน)

(d) away

 

17. Seldom ___________________________________________ we hear such fine singing.

(เรา _______________________________ ไม่ใคร่จะได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะเช่นนั้น)

(a) does

(b) are

(c) do

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้างประโยค  “We seldom hear such fine singing.”  แต่ประโยคข้างบนต้องการเน้นว่า  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  จึงต้องเอา  “Seldom”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  โดยเปลี่ยนรูปเป็น   “Seldom + Verb (พิเศษ)  คือ  (Do, Does, Did, Has, Have, Will, Would, Shall, Should) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • My mother doesn’t drink coffee.  _________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ___________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่.......................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                          ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  __________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ“Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                           ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่น นั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                             ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ)+ Subject + Verb (แท้)” เช่น  “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยคเพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้  คือ  {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb  (พิเศษ หรือ ช่วย) ได้แก่  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  – เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                       ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

                           -  Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย

  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

18. His marks were higher than the _____________________________________ I gained.

(คะแนนของเขาสูงกว่า ________________________________________ ที่ผมได้รับ)

(a) marks

(b) one

(c) ones    (คะแนน)

(d) those

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Ones”  แทน   “Marks”  ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์  เนื่องจากอยู่หลัง  “The”   แต่ถ้าไม่มี  “The”  ให้ใช้   “Those”แทน  เป็น  “…………than those I gained

 

19. Tell me the reason _________________________________________ your coming here. 

(จงบอกผมถึงเหตุผล _____________________________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for    (สำหรับ, ของ)

(c) in

(d) why

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “The reason for  +  “วลี”  ส่วน  “The reason why  +  “ประโยค”  (คือ  “Subject + Verb”)   ดังนั้นประโยคข้างบนสามารถใช้โครงสร้างข้างล่างแทนได้โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • Tell me the reason why you come here

(= Tell me the reason for your coming here.)

 

20. ___________________________________ these reasons, I will not help him any more.

(_________________________________ เหตุผลเหล่านี้  ผมจะไม่ช่วยเขาต่อไปอีกแล้ว)

(a) With

(b) By

(c) On

(d) For    (ด้วย, จาก)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป