หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 352)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Sidney Poitier received the Academy Award _______________ best male actor in 1963 for his performance in Lilies of the Field.

(ซิดนีย์ ปอยเตียร์ ได้รับรางวัลอคาเดมีอวอร์ด ______________ นักแสดงชายยอดเยี่ยมในปี  ๑๙๖๓  สำหรับการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง  “ดอกลิลลีแห่งท้องทุ่ง”)

(a) the

(b) and

(c) was

(d) for    (สำหรับ)

 

2. Sunburn, ________________________, is caused not by heat but by rays of ultraviolet light.

(อาการผิวหนังอักเสบเนื่องจากแพ้แดด, ______________, มีสาเหตุมิใช่จากความร้อน  แต่ว่าจากรังสีของแสงอัลตราไวโอเลต)

(a) that a painful redness of the skin is

(b) is a painful redness of the skin

(c) a painful redness of the skin    (การเป็นสีแดงที่เจ็บปวดของผิวหนัง)

(d) when there is a painful redness of the skin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “which is a painful redness of the skin”  (ซึ่งคือการเป็นสีแดงที่เจ็บปวดของผิวหนัง)

 

3. Scholars ____________________________________ about 3,000 spoken languages.

(นักวิชาการ _________________________________ ภาษาพูดประมาณ  ๓,๐๐๐  ภาษา)

(a) were counted

(b) have counted    (นับได้)  (นับภาษาพูดได้ประมาณ............)

(c) counted them

(d) who counted

 

4. A tariff is customarily collected on goods __________________________ into a country.

(ภาษีศุลกากรถูกเก็บตามปกติจากสินค้า (ซึ่ง) _________________________ ในประเทศ)

(a) come

(b) coming    (เข้ามา)

(c) came

(d) have coming

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….goods which comes into a country

 

5. Hawks serve an important purpose in the scheme of nature _______________ on destructive rodents, such as mice and rats.

(เหยี่ยวสนองตอบต่อวัตถุประสงค์สำคัญในระบบการจัดการของธรรมชาติ ____________ สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ (หนู, กระรอก, บีเวอร์ ฯลฯ) ซึ่งบ่อนทำลาย (ทำให้เกิดความเสียหาย) เช่น หนูและสัตว์ที่คล้ายหนู)

(a) that they prey

(b) by preying    (โดยการล่าเหยื่อ)

(c) than to prey

(d) in order to prey    (เพื่อที่จะล่าเหยื่อ)

 

6. This is just another example _____________ his incompetence.  I doubt whether he has ever done anything properly in his whole life.

(นี่เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่ง ____________ ความไร้ความสามารถของเขา  (ทั้งนี้) ผมสงสัยว่าเขาเคยทำสิ่งใดที่สมควรในตลอดชีวิตของเขาหรือไม่)

(a) of    (ของ)

(b) by

(c) with

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (a)

                                       สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์ เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

7. The foods that contain ______________ are made of animal fat whereas vegetables have the least energy.

(อาหารซึ่งมี (บรรจุ) ______________ ทำด้วยไขมันสัตว์  ในทางตรงกันข้าม ผักมีพลังงานน้อยที่สุด)

(a) as much energy as

(b) the more energy

(c) the most energy    (พลังงานมากที่สุด)

(d) more energy than

 

8. The fact ____________ we have inflation makes it hard for families to buy the food they need.

(ข้อเท็จจริง ______________ เรามี (ภาวะ) เงินเฟ้อ  ทำให้มันยากสำหรับครอบครัวต่างๆ ที่จะซื้ออาหารที่ตนต้องการ)  (หมายถึง  เงินเฟ้อทำให้ครอบครัวต้องซื้ออาหารที่แพงมากขึ้น  เพราะค่าเงินลดลง)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) about 

(d) since

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that we have inflation”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Makes”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 “Noun clause”  คือ  เป็นประธานของประโยค หรือของ  “Verb”  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • That she loves him so much is known to all.

(ที่ว่าเธอรักเขามากเป็นที่รู้กันกับทุกคน)

  • The fact that oxygen is indispensable to living things is undeniable.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าออกซิเจนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต  ไม่สามารถปฏิเสธได้)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

 

9. Jim: Where are the children?

(จิม :  ลูกๆอยู่ที่ไหน)

   Jane: They ___________________________________ to bed.  I don’t see them around.

(เจน :  พวกเขา ______________________ เข้านอนแล้ว  ชั้นไม่เห็นพวกเขาอยู่แถวๆนี้เลย)

(a) must go

(b) will have gone

(c) should go

(d) must have gone    (จะต้องได้ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Mike went to the cinema last night, but he should _____ home and prepared his lesson. 

(ไมค์ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา  แต่ว่าเขาควร ___________ อยู่กับบ้าน   และตระเตรียมบทเรียน)

(a) stay

(b) to stay

(c) have stayed    (จะได้พัก)

(d) have been stayed

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Should + Have + Verb 3” =  “ควรจะได้ทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ”   ในกรณีของประโยคข้างบน   คือ  ควรจะพักอยู่กับบ้านและเตรียมบทเรียน  แต่ก็เปล่า  กลับไปดูหนังแทน   ส่วน   “Should + Not + Have + Verb 3” =  “ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไป

                                        ตัวอย่างที่  

  • You lost all your money, didn’t you?  You ___________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

  • B: “I know.  I shouldn’t _______________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”   แต่ในความเป็นจริง   คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ.................. ในอดีต”   แต่ก็มิได้ทำ   ดังประโยคข้างล่าง  

                                        ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ___________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                             ตัวอย่างที่  ๕

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                     จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว  -  ผู้พูดๆด้วยความมั่นใจ  จากเหตุผลที่ตนนำมาสนับสนุน)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  ๖

  • What terrible coffee!  She _______________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ __________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว (เป็นอดีต)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  หรือหลักฐานที่ผู้พูดนำมาสนับสนุนคำพูดของตน)

 

10. Tourist: How do I get to the museum?

(นักท่องเที่ยว :  ผมจะไปพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไรครับ)

      Tom: Take the next bus and get __________________________ at Elmwood Avenue.

(ทอม : ขึ้นรถเมล์คันต่อไปนะ  และ _____________________________ ที่ถนนเอล์มวูด)

(a) off it

(b) outside

(c) out of it

(d) off    (“Get off”  =  ลงรถ)

 

11. _______________________ of all of the 1980 presidential candidates was Ronald Reagan.  

(__________________ ในบรรดาผู้สมัครแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๘๐  ทั้งหมด  คือ  โรนัลด์  เรแกน)

(a) The richest    (ผู้ที่ร่ำรวยที่สุด)

(b) The richer

(c) The most rich

(d) The rich

 

12. When Carl met his wife at the airport, he _____________________________________.

(เมื่อคาร์ลพบกับภรรยาของเขาที่สนามบิน  เขา _________________________________)

(a) gave a kiss to her cheek

(b) gave her a kiss on the cheek    (จูบเธอที่แก้ม)

(c) gave her a kiss in the cheek

(d) gave her a kiss by the cheek

 

13. Those who violate the rules ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิด-ฝ่าฝืนกฎระเบียบ _________________________________________)

(a) should meet severe punishment   (ควรพบกับการลงโทษที่รุนแรง)

(b) must be severely punished   (จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง)  

(c) must be punished severe

(d) should have punishment   (ควรมีการลงโทษ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ในประโยคข้างบน  ควรใช้   “Must”  มากกว่า   “Should”  เนื่องจากเป็นการกำชับมิให้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ  (จึงตัดข้อ  A  และ  D ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “must be punished severely

 

14. Jewish boys would begin to study _________________________________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) ______________________ อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as   (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆ เท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

 

15. _____________________________________ most beginners, he worried about details.

(______________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As   (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as   (ตามที่, ดังที่)

(c) Like   (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though   (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • This car has an engine _________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • What is the climate __________________________________ in your home town?

(อากาศ _____________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                              ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________________________)

(a) rain     (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain    (ฝนตก)

(c) rainy    (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง“เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                            ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor _________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “As” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                          สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                           สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ  ๒  สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (ด้านรูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร  ๒  คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว  ๒  คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

 

16. She is fond of people who think _____________________________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด _______________________________________________ เธอคิด)

(a) about    (เกี่ยวกับ)

(b) like    (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like    (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as    (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๑๕  ของข้อสอบชุดนี้

 

17. These new cars _________________________________________________ very well.

(รถยนต์ใหม่เหล่านี้ _________________________________________ ดีเป็นอย่างมาก)

(a) are sold

(b) are being sold

(c) are selling    (กำลังขาย)

(d) is sold

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Sell”   มีการใช้หลายแบบ  (รถขายออกไป  ไม่จำเป็นต้องใช้รูป  “Passive voice”   เสมอไป)   เช่น

                                        ๑. “ขายอะไรให้ใคร

  • He is going to sell me his car.

(เขาจะขายรถให้ผม)

  • I hope to sell the house for 2.0 million baht.

(ผมหวังว่าจะขายบ้านได้  ๒  ล้านบาท)

  • Who are you going to sell to?

(คุณจะขาย  -  บ้าน, รถ ฯลฯ  -  ให้ใคร)

                                       ๒. ขาย

  • Do you sell flowers?

(คุณขายดอกไม้หรือเปล่า)

                                      ๓. ขายในราคา

  • These books sell for $ 10 dollars each.

(หนังสือเหล่านี้ขายในราคาเล่มละ  ๑๐  เหรียญ)

                                      ๔. ขายได้, มีคนซื้อ

  • It’s a nice design, but I’m not sure if it will sell.

(มันออกแบบดี  แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะขายได้ไหม)

  • Our product sells in over 50 countries.

(ผลิตภัณฑ์ของเราขายได้ในกว่า  ๕๐  ประเทศ)

  • The Bangkok Post is selling 20,000 copies a day.

(หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ขายได้  ๒๐,๐๐๐  ฉบับใน  ๑  วัน)

  • The new Samsung Galaxy is selling very well.

(ซัมซุงกาแล๊กซี่รุ่นใหม่  กำลังขายดีมาก)

  • The new Toyota is selling like hot cakes.

(รถโตโยต้ารุ่นใหม่กำลังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

                                       ๕. ทำให้คนต้องการซื้อ

  • Scandal and gossip is what sells newspapers.

(เรื่องอื้อฉาวและซุบซิบนินทา  คือสิ่งที่ทำให้คนต้องการซื้อหนังสือพิมพ์)

  • Her name on the book certainly helped to sell it.

(ชื่อของเธอบนหนังสือ  แน่นอนทีเดียวช่วยให้มันขายได้) 

 

18. That friend of yours is very fond of __________________________________________.

(เพื่อนคนนั้นของคุณชอบ __________________________________________ มากเลย)

(a) a fun

(b) fun    (ความสนุกสนาน, ความขบขัน, เรื่องน่าขัน, การหยอกล้อ)

(c) funs

(d) the funs

(e) funny

 

19. The cruel murderer begged for mercy, but the Judge would not ________________ him.

(เจ้าฆาตกรจอมโหดร้องขอความเมตตา  แต่ผู้พิพากษาจะไม่ ________________ เขาหรอก)

(a) listen

(b) listen to    (ฟัง)

(c) hear about

(d) hear

(e) hear of

(f) hear from    (ได้ยินจาก, ได้รับข่าวจาก)

 

20. _________________________________________ is an important quality in a teacher.

(___________________________________________ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในตัวครู)

(a) The patience

(b) A patience

(c) To patient    (“Patient” เมื่อเป็นคุณศัพท์  หมายถึง  “อดทน”  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “คนป่วย”)

(d) Patience    (ความอดทน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Patience”  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่อาจนำหน้าด้วย   “A”  และไม่ใช้   “The”  ในกรณีนี้  เพราะเป็นการกล่าวถึง  “ความอดทน”  ทั่วๆ ไป  ไม่มีการชี้เฉพาะ  ว่าเป็นความอดทนของผู้ใด  หรือในการทำอะไร สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน),  Luggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom  (ความฉลาด),  Progress (ความก้าวหน้า)Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป