หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 347)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The values of a people, their customs, and their perceptions of the world ____________ their language.

(ค่านิยมของคนเชื้อชาติหนึ่ง  ขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกเขา  และการมอง (ความเข้าใจ) โลกของพวกเขา ______________ ภาษาของพวกเขา)

(a) are influenced

(b) be influenced

(c) influencing

(d) influence    (มีอิทธิพลต่อ, มีอำนาจโน้มน้าว)

 

2. The columbine flower, _____________ to nearly all of the United States, can be raised from seed in almost any garden.

(ดอกโคลัมไบ (มีสีม่วงหรือน้ำเงิน  เป็นดอกไม้ประจำรัฐโคโลราโด  สหรัฐฯ), __________ ของเกือบจะทั่วประเทศสหรัฐฯ, สามารถ (ถูก) เพาะปลูกได้จากเมล็ด  ในสวนเกือบทุกแห่ง)

(a) is native

(b) native    (ซึ่งเป็นพืชพื้นเมือง)

(c) how native is

(d) how native it is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  แบบ  “Adjective clause”  คือ  “……..flower, which is native to nearly all of the United States,”  ซึ่งขยายคำนาม  “Flower

 

3. Hares do not dig burrows __________________________________________________.

(กระต่ายป่าไม่ขุดโพรง (รูบนพื้นดิน) _________________________________________)

(a) as European rabbits

(b) that do European rabbits

(c) as do European rabbits    (เหมือนดังที่กระต่ายยุโรปขุด)

(d) that European rabbits do it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “as European rabbits do”  ก็ได้  โดยกริยา  “Do”  แทน  “Dig

 

4. The lungs fill the chest cavity completely, no matter ______________________________.

(ปอดเติมเต็มโพรงในอกอย่างสมบูรณ์ (เต็มโพรงอกพอดี) ไม่ว่า ________________ ก็ตาม)

(a) how is it large

(b) how large is it

(c) how large it is    (มัน (โพรงอก) จะใหญ่อย่างไร)

(d) how it is large

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องเรียงในแบบบอกเล่า  คือ  “How + Adjective + It + Is

 

5. Benjamin Franklin was one of the first scientists to suggest ________________ lightning is electrical in nature.

(เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆที่บ่งชี้ ___________________ ฟ้าแลบเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยธรรมชาติ)

(a) if

(b) that    (ว่า)

(c) and

(d) in

 

6. Novelist Edna Ferber ___________________________ her youth in Appleton, Wisconsin.

(นักเขียนนิยาย  เอ็ดนา เฟอร์เบอร์ _______________ วัยเยาว์ของเธอในเมืองแอบเปิลตัน  รัฐวิสคอนซิน  -  สหรัฐฯ)

(a) spending

(b) was spent

(c) spent    (ใช้เวลา)

(d) who spent

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

7. When we reached the station, the train was about ________________________________.

(เมื่อเราไปถึงสถานี  รถไฟกำลังจะ (จวนจะ) ____________________________________)

(a) started

(b) starting

(c) to start   (เริ่มต้นออกเดินทาง)

(d) to starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติม  “To be about + To + Verb 1”  (กำลังจะ, จวนจะ)  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • I am about _________________________________________________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) ______________________________________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead   (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                                       ตัวอย่างที่  

  • The man ______________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ  หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

8. May I borrow your dictionary ________________________________________, please?

(ผมจะขอยืมพจนานุกรมของคุณ _________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) for the minute

(b) for a minute   (สักประเดี๋ยวหนึ่ง)

(c) to the minute

(d) to a minute

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “For a minute”  เสมอ  สำหรับวลีที่ต้องใช้   “A, An”   ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ),  “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

                                         นอกจากนั้น  ยังใช้  A, An” ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น),  “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก),  “Take a look at”  (จ้องมองไปที่),  “For a long time”  (เป็นเวลานาน),  “Take a trip”  (เดินทาง),  “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก),  “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต),  “At a premium”  (มีราคาสูง),  “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ),  “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว),  “Have a good time”  (สนุก),  “In a hurry”  (รีบเร่ง),  “It is a shame.”  (น่าละอาย),  “Make a mistake”  (ทำผิด),  “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount”  (ลดราคา),  เป็นต้น

 

9. She is too excited to say ___________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด _______________________________________________)

(a) nothing    (ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีอะไร)

(b) something    (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything    (ทุกๆสิ่ง)

(d) anything    (สิ่งใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ จากประโยคข้างล่าง

                                        Something”  มักใช้ในประโยคบอกเล่า  เช่น

  • I have something interesting to tell you.

(ผมมีบางสิ่งน่าสนใจจะบอกคุณ)

  • We have something rather strange to show you.

(ผมมีบางสิ่งค่อนข้างแปลกจะแสดงให้คุณดู)

  • He started talking about something else.

(เขาเริ่มต้นคุยเกี่ยวกับบางเรื่องอีก  -  หรือเรื่องอื่นๆอีก)

  • I’ve got something to do tonight.

(ผมมีบางสิ่งจะทำคืนนี้)

  • I knew I had forgotten something.

(ผมรู้ว่าผมได้ลืมอะไรบางอย่าง)

                                         สำหรับ  “Anything”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  คำถาม  หรือประโยคบอกเล่า แบบเป็นเงื่อนไข  ในความหมาย   “สิ่งใดๆ, สิ่งใดก็ตาม”   เช่น

  • She didn’t say anything.

(เธอไม่ได้พูดอะไร)

  • He never seemed to do anything at all.

(เขาดูเหมือนว่าไม่เคยทำ (งาน) อะไรเลย)

  • If anything should happen, I can take care of myself. 

(ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  ผมสามารถดูแลตัวเองได้)

  • I’ve told her to come to you if she wants anything.

(ผมบอกให้เธอมาหาคุณ  ถ้าเธอต้องการสิ่งใดๆ)

  • They denied doing anything illegal or improper.

(พวกเขาปฏิเสธว่า  ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม)

  • That doesn’t prove anything.

(นั่นมิได้พิสูจน์สิ่งใดๆเลย)

  • He likes anything alcoholic.

(เขาชอบเครื่องดื่มใดๆก็ตาม  ที่ผสมแอลกอฮอล์)

  • To me, it’s more important than anything else.

(สำหรับผมแล้ว  มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด)

  • It didn’t taste anything like soup.

(มันมิได้มีรสชาติใดๆที่เหมือนซุปเลย)

  • There is nothing unusual.

(ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ)

  • Nothing can stop him from coming here.

(มิมีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งเขาไม่ให้มาที่นี่)

 

10. Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ________________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ________________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

 

11. I live _____________________________________________________ my own money.

(ผมดำรงชีวิต ______________________________________________ เงินของผมเอง)

(a) on    (ด้วย, โดย)

(b) by

(c) with

(d) through

ตอบ   -   ข้อ   (a)   สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   On page 5”  (ในหน้าที่  ),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสิน ใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

12. I had ___________________________________ idea it was so expensive, so I bought it.

(ผม ____________________________ ทราบว่ามันมีราคาแพงมาก  ดังนั้น  ผมจึงซื้อมัน)

(a) not

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) some

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “To have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

13. She gave him the _______________________________ telephone number by mistake.

(เธอให้หมายเลขโทรศัพท์ __________________________ แก่เขาไป  โดยการเข้าใจผิด)

(a) same

(b) similar

(c) right

(d) wrong    (ผิด, ไม่ถูกต้อง)

 

14. It _______________________________ the manager who locked up the office last night.

(ผู้จัดการ _____________________________________ ผู้ล๊อกสำนักงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) is

(b) has been

(c) was   (เป็น)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต (เมื่อคืนที่ผ่านมา)

 

15. ___________________________________________________ than beg, I would die.

(_____________________ ขอทาน  ผมอยากจะตาย)  (ผมอยากตายมาก กว่าที่จะขอทาน)

(a) More

(b) Rather    (มากกว่า)

(c) Would rather

(d) Better

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มาจากประโยค  “I would rather die than beg.”  (ผมอยากจะตายมากกว่าขอทาน)

 

16. Have you ever given money to ____________________________________________?

(คุณเคยให้เงิน ___________________________________________________ ไหม)

(a) a poor    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) the poor    (คนจน)

(c) the poor men

(d) the poors    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “The poor”  =  “คนยากจน”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  สำหรับ ข้อ    (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Poor men”   นื่องจากมิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจง  ว่าเป็นคนจนกลุ่มใด-พวกใด   หรืออาจตอบ  “A poor man”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The rich”  (คนรวย), “The blind”  (คนตาบอด),  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, ___________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, __________)

(a) not the young himself

(b) not the youngs themselves

(c) not the youngs himself

(d) not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)  คือ  คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves”  (สำหรับ  “The young”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนามพหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • The brave ___________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ ____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave”  =  “ผู้กล้าหาญ”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”   กริยาจึงเป็น  “Are

                                          ตัวอย่างที่  

  • In the cities ____________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “The poor”   หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                                        ตัวอย่างที่            (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ      แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น  “the poor”  (คนจน)  “the rich”  (คนรวย)  “the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่  ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)   “The injured” (คนเจ็บ)  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

17. Look __________________________________ ways before you walk across the road.

(จงมอง _____________________________ ทาง (ซ้ายและขวา) ก่อนคุณเดินข้ามถนน)

(a) two

(b) double

(c) both    (ทั้งสอง)

(d) either    (อันใดอันหนึ่ง)

 

18. I think he will be late ________________________________________________ usual.

(ผมคิดว่าเขาจะมาสาย _________________________________________________)

(a) for

(b) as    (“As usual”  =  ตามเคย, เหมือนเดิม)

(c) in

(d) when 

 

19. ________________________________________ her age she ought no longer to drive.

(_________________________________ อายุขนาดเธอ  เธอไม่ควรขับรถต่อไปอีกแล้ว)

(a) With

(b) For

(c) At    (ที่)

(d) From

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “At”  ได้แก่   “at a high speed”  (ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),   “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)  “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}   เป็นต้น

 

20. It was in this village _____________________________________________ I was born.

(มันเป็นในหมู่บ้านแห่งนี้ ______________________________________ ผมได้เกิดมา) 

(a) where

(b) in which

(c) that    (ซึ่ง, ที่)

(d) which

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “in, on, at, etc.” )  + That + Subject + Verb”  (= It was this village where I was born.)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • ______________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบทที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคมที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิดที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  • It was under the sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเลที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป