หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 341)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The standard of English spoken in schools is not as high as that spoken in universities.

(มาตรฐานของภาษาอังกฤษที่พูดกันในโรงเรียน  ไม่สูงเท่ากับมาตรฐานฯที่พูดกันในมหาวิทยาลัย)

(a) No English is spoken in schools.    (ไม่มีการพูดภาษาอังกฤษในโรงเรียน)

(b) The standard of English spoken is schools is very low.    (มาตรฐานของภาษาอังกฤษที่พูดกันในโรงเรียนต่ำมาก)

(c) The standard of English spoken is universities is very high.    (มาตร ฐานของภาษาอังกฤษที่พูดกันในมหาวิทยาลัยสูงมาก)

(d) They speak more advanced English in universities than they do in schools.    (พวกเขาพูดภาษาอังกฤษที่ก้าวหน้า (ระดับสูง) ในมหาวิทยาลัย  มากกว่าที่พวกเขาพูดในโรงเรียน)

 

2. He wouldn’t have talked to you if you had been late for the appointment.

(เขาคงจะมิได้พูดกับคุณแล้ว  ถ้าคุณได้มาสายสำหรับการนัดหมาย)

(a) You were late and he didn’t talk to you.    (คุณมาสาย  และเขามิได้พูดกับคุณ)

(b) You were not late and he didn’t talk to you.    (คุณมิได้มาสาย  และเขามิได้พูดกับคุณ)

(c) You were not late and he did talk to you.    (คุณมิได้มาสาย  และเขาได้พูดกับคุณจริงๆ)

(d) You were late and he did talk to you.   (คุณมาสาย  และเขาพูดกับคุณจริงๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคในข้อ  ๒  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  หรือเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับความหมายของประโยคนี้  คือ  “เขาคงจะมิได้พูดกับคุณแล้ว  ถ้าคุณได้มาสายสำหรับการนัดหมาย”  แต่ความจริงที่เกิดขึ้น  คือ  “เขาได้พูดกับคุณ  เพราะคุณมิได้มาสายสำหรับการนัดหมาย

 

3. My aunt often gives me a lecture.

(ป้าของผมมักวิจารณ์ผมอย่างรุนแรง-ตำหนิผม บ่อยๆ))

(a) My aunt often blames me.    (ป้าของผมตำหนิผมบ่อยๆ)

(b) My aunt often teaches me to do something.    (ป้าของผมสอนผมบ่อยๆให้ทำบางสิ่ง)

(c) My aunt often gives a lecture at my college.    (ป้าของผมบรรยายที่มหา วิทยาลัยของผมบ่อยๆ)

(d) My aunt often gives me a copy of lecture.    (ป้าของผมให้คำบรรยายแก่ผมฉบับหนึ่งบ่อยๆ)

 

4. One man’s meat is another man’s poison.

(ลางเนื้อชอบลางยา)  (เป็นสุภาษิต  หมายถึง  สิ่งที่คนหนึ่งชอบ เป็นสิ่งที่อีกคนหนึ่งเกลียด)  (แปลตรงตัว คือ เนื้อของคนหนึ่ง  เป็นยาพิษของอีกคนหนึ่ง)

(a) One should not eat another man’s meat.    (คนเราไม่ควรกินเนื้อ (สัตว์) ของอีกคนหนึ่ง)

(b) Eating another man’s meat may cause your death.    (การกินเนื้อ (สัตว์) ของอีกคนหนึ่ง  อาจทำให้คุณตาย)

(c) What one likes is not necessarily liked by others.    (สิ่งที่คนหนึ่งชอบ  ไม่จำเป็นที่คนอื่นๆจะต้องชอบด้วย)

(d) Our good intentions can put others to serious inconvenience.    (ความตั้งใจดีของเราสามารถทำให้ผู้อื่นเกิดความไม่สะดวกอย่างร้ายแรง)

 

5. Jill is gregarious  (กริ-แก๊-เรียส) and enjoyed meeting all sorts of people at the party.

(จิล      ชอบสังคม-ชอบพบปะสังสรรค์-ชอบอยู่เป็นกลุ่ม-(สัตว์) ชอบอยู่รวมฝูง     และสนุกสนานกับการพบปะผู้คนทุกประเภทที่งานเลี้ยง)

(a) aloof    (อะ-ลูฟ)  (ห่าง, ห่างเหิน, ออกห่าง, ต่างหาก, สันโดษ, โดดเดี่ยว, เย็นชา, ไม่สนใจ) 

(b) furtive    (เฟ้อร์-ทิฟว)  (ลึกลับ, ลับๆล่อๆ, แอบแฝง, มีนัย, มีเล่ห์กระเท่ห์) 

(c) homogeneous    (โฮ-โม-จี๊-เนียส)  (ซึ่งเป็นเนื้อเดียวกัน, ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เหมือนกัน, มีคุณสมบัติเหมือนกัน, มีลักษณะเหมือนกัน) 

(d) abstract    (แอ๊บ-สแทรคท)  (๑. เป็นนามธรรม, ไม่มีตัวตน, สัมผัสไม่ได้, เป็นเรื่องทฤษฎี, เกี่ยวกับทฤษฎี   ๒. ลึกซึ้ง, เข้าใจยาก, ซับซ้อน, ลึกลับ)  (ถ้าเป็นคำนาม  หมายถึง  บทคัดย่อ, รายการย่อ) 

(e) sociable    (โซ้-ชะ-เบิ้ล)   (ชอบสมาคม, ชอบเข้าสังคม, ชอบวิสาส, ชอบอยู่เป็นหมู่,  มีมิตรไมตรีจิต)

(f) hardy    (ฮ้าร์ด-ดี้)   (๑.  แข็งแรง, แข็งแกร่ง, อดทน, ทนทาน, ทนต่อความลำบาก, ทนต่อความเยือกเย็นของอากาศ   ๒. กล้าหาญ, บ้ำระห่ำ ) 

(g) flagrant    (เฟล้-เกริ้นท)  (ชั่วร้ายอย่างเห็นได้ชัด,  เด่นชัด, โจ่งแจ้ง, โต้งๆ, ฉาวโฉ่, เกะกะระราน, ซึ่งทำให้เจ็บแค้นใจ) 

(h) exhaustive    (เอก-ซ้อ-สทิฟว)  (ที่ละเอียดถี่ถ้วน, ที่ครอบคลุม-กินวงกว้าง, ซึ่งทำให้หมด, ที่หมดกำลัง, ที่ทอนกำลัง) 

(i) conciliatory    (คัน-ซิ้ล-ลี-อะ-ทอ-รี่)  (เป็นการไกล่เกลี่ย, ซึ่งปรองดองกัน, ซึ่งประ นีประนอม, ซึ่งผูกไมตรี) 

 

6. The principal decided to introduce strict rules to control the incorrigible (อิน-ค้อ-ริ-จิ-บึ้ล)  students who refuse to behave themselves in class.

(ครูใหญ่ตัดสินใจนำเอากฎระเบียบที่เข้มงวดมาใช้  เพื่อควบคุมนักเรียน    ที่แก้ไขไม่ได้-ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย-ที่แก้ไม่ไหว-ที่ติดแน่น     ผู้ซึ่งปฏิเสธที่จะประพฤติตัวดี-เรียบร้อยในห้องเรียน)    

(a) innocuous    (อิน-น้อค-คิว-เอิส)  (ไม่มีอันตราย, ไม่เป็นภัย, ไม่เป็นพิษ, ไม่รุกราน, ไม่น่ากลัว, ซ้ำๆซากๆ) 

(b) inconsequential    (อิน-คอน-ซี-เคว้น-เชิ่ล)  (ไม่สำคัญ)  

(c) incurable    (อิน-เคี้ยว-ระ-เบิ้ล)  (ซึ่งแก้ไข (นิสัย) ไม่ได้,  ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้,  ซึ่งรักษาไม่หาย)

(d) impaired    (อิม-แพ้ร์-ดึ)  (ซึ่งเลวลง-แย่ลง-เสื่อมลง, ลดคุณค่าลง, อ่อนแอลง, เสียหาย, ได้รับบาดเจ็บ) 

(e) indifferent    (๑. ไม่สนใจ, เมินเฉย, ไม่ใยดี, ไม่สำคัญ, ไม่ลำเอียง, เป็นกลาง   ๒. ธรรมดาสามัญ,  ไม่เด่น, ไม่สำคัญ) 

(f) incongruous    (อิน-ค้อง-กรู-เอิส)  (ไม่เข้ากัน, ไม่เหมาะสม, ไม่ลงรอยกัน, ไม่สามัคคีกัน) 

(g) inadvertent    (อิน-แอด-เว้อร์-เทิ่นท)  (ไม่ตั้งใจ, ไม่เอาใจใส่, ขาดความสนใจ, ประมาท, เลินเล่อ) 

(h) inherent    (อิน-เฮี้ย-เริ่นท)  (ซึงมีหรือเป็นมาแต่กำเนิด, ซึ่งมีอยู่อย่างถาวรและไม่แยกจากกัน, ประจำตัว)  

(i) ingenious    (อิน-เจ๊น-เยิส)  (ฉลาด, รอบรู้, แก้ปัญหาได้รอบด้าน, เจ้าความคิด, คล่องแคล่ว, ปราดเปรียว, ช่างประดิษฐ์) 

 

7. Tom had indeed been shot, but the wound was superficial (ซู-เพอะ-ฟี้ช-เชิ่ล); the bullet had merely creased the tip of his nose.  (คำนาม  คือ “superficiality”

 (ทอมถูกยิงจริงๆ  แต่ว่าบาดแผล     อยู่ผิวนอก-ตื้นๆ-ผิวเผิน-ใกล้ผิวหน้า-ไม่ลึกซึ้ง-ไม่สำคัญ      กระสุนเพียงแต่ทำให้ปลายจมูกของเขาเป็นรอยย่นเท่านั้น)

(a) impeccable    (อิม-เพ้ค-คะ-เบิ้ล)  (ไม่มีมลทิน, ไม่ด่างพร้อย, ไม่มีข้อบกพร่อง, ไม่ทำบาป, ไม่ทำผิด) 

(b) redundant    (ริ-ดั๊น-เดิ้นท)  (๑.  มากเกินไป, มากเกินความจำเป็น, เหลือเฟือ, ๒. ใช้คำมากเกินไป, ใช้คำเยิ่นเย้อ, น้ำท่วมทุ่ง) 

(c) shallow; not thorough; hurried, cursory;  on the surface only   (๑. ตื้น, ไม่ลึก; (ความรู้) ไม่ละเอียดลึกซึ้ง๒.  เร่งรีบ, (มอง) ผ่านๆไป  ๓. อยู่ตรงผิวนอกเท่านั้น, แค่พื้นผิวหน้า, ผิวนอกสุด,  ด้านนอกสุด

(d) ambiguous    (แอม-บิ๊ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ) 

(e) abstemious    (แอบ-สที้-เมียส)  {พอประมาณ (เรื่องอาหารการกิน), ประหยัดในการบริโภค, กินอยู่อย่างอดออม, พอประมาณ, ปานกลาง}

(f) ravenous    (แร้ฟ-เว-เนิส)  (๑.  ตะกละเป็นที่สุด, หิวที่สุด  ๒.  โลภมาก, อยากได้ที่สุด) 

(g) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, ช่างพูด, โว) 

(h) querulous    (เคว้อ-รู-เลิส)  (ขี้บ่น, เจ้าอารมณ์, ชอบบ่น, ชอบโทษคนอื่น)  

(i) vigilant    (วิ้จ-จิ-เลิ่นท)  (ระมัดระวัง, ตื่นตัว, เฝ้าระวัง, รอบคอบ, ไหวตัว) 

(j) inordinate    (อิน-อ๊อร์-ดิ-เนท)  (มากเกินไป, เกินควร, เลยเถิด, ไม่มีการบังคับตัว เอง, ไม่เป็นระเบียบ) 

 

8. I’d rather do nothing than watch old movies on television.

(ผมอยากที่จะไม่ทำอะไรเลย  มากกว่าดูภาพยนตร์เก่าๆทางทีวี)

(a) There are few old movies on television.    (มีภาพยนตร์เก่าๆน้อยมากทางทีวี)

(b) Watching old movies on television is enjoyable.    (การดูภาพยนตร์เก่าๆทางทีวีน่าสนุก-เพลิดเพลิน)

(c) I dislike watching old movies on television.    (ผมไม่ชอบดูภาพยนตร์เก่าๆทางทีวี)

(d) Old televisions and old watches are worth nothing.    (ทีวีเก่าๆและนาฬิกาเก่าๆไม่มีค่าอะไรเลย)

 

9. Potential dehydration is ______________________________ that a land animal faces.

(การสูญเสียน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้เป็น ____________________________ ซึ่งสัตว์บกเผชิญ)

(a) the often greatest hazard

(b) the greatest often hazard

(c) often the greatest hazard    (อันตรายมากที่สุดบ่อยๆ)

(d) often the hazard greatest

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากวางกริยาวิเศษณ์ที่แสดงความถี่   “Often”  (Adverb of frequency)  ไว้หลัง  “Verb to be”  (Is)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Adverb of frequency” จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Never _____________ such a terrible accident in which there were a number of casualties.

(ไม่เคยเลย _________________________ อุบัติเหตุที่น่ากลัวเช่นนั้น  ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากมาย)

(a) I have seen

(b) have I seen    (ผมได้เห็น)

(c) I did see

(d) I saw

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Never” (ไม่เคย)  เป็น  “Adverb of frequency” เช่นเดียวกับ  Always, Usually, Occasionally (เป็นบางครั้ง), Rarely (แทบจะไม่), Often, Seldom (แทบจะไม่), Hardly (แทบจะไม่), Scarcely (แทบจะไม่), Sometimes, Generally, Normally, Never)  มีหลักการเรียงคำในประโยค  คือ

                                         ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                         ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                         ๓. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.    (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                         ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never, Hardly, Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only (ไม่เพียงแต่), Not even once (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until (ไม่จนกระทั่ง)อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้   คือ  {Never (No sooner, Hardly, Never in my life, Not until, etc.) + Verb (พิเศษ) (Has, Have, Had, Is, Are, Was, Were, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง –เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย –เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)              

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่ผมได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น)  (= ผมไม่เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้นมาก่อนเลย) 

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย

 

10. Technology will play a key role in ______________________________ future life-styles.

(เทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญใน ___________________ รูปแบบการดำเนินชีวิตในอนาคต)

(a) to shape

(b) shape of

(c) shaped

(d) shaping    (การก่อร่าง, การทำให้เป็นรูปร่าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้รูป  “Gerund”  (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition”  (In)

 

11. The computer has dramatically affected __________________ people do their daily work.

(คอมพิวเตอร์ได้มีผลกระทบอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจ  ต่อ _________________ (ซึ่ง) ผู้คนทำงานประจำวันของตน)

(a) is the way

(b) that the way

(c) which way do

(d) the way    (วิธีการ, รูปแบบ)

 

12. The manager warned the staff about using the phone because, from an expense shown on the phone bill, it was obvious that someone ________________ long-distance calls.

(ผู้จัดการเตือนสตาฟเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์  เพราะว่า  -  จากค่าใช้จ่ายที่แสดงในบิลค่าโทรศัพท์  -  มันเห็นได้ชัดเจนว่าใครบางคน _________________ โทรศัพท์ทางไกล)

(a) was making

(b) has made

(c) has been making

(d) had been making    (ได้กำลังใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้  “Had been making”  (Past perfect continuous tense)  ซึ่งอยู่ในรูปอดีต  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยา  “Warned”  และ  “Was”  สำหรับ  Had been making”  หมายถึง  “ได้กำลังใช้ฯ  ตั้งแต่อดีต  และต่อเนื่องอย่างยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้

 

13. In order to mitigate (มิ้ท-ทิ-เกท) the negative effects of the recession on the population, Congress passed a law increasing unemployment benefits.

(เพื่อ     ทำให้ลดน้อยลง-ทำให้บรรเทาลง-ทำให้เบาบาง-อ่อนลง-ลดลง-บรรเทาลง    (ซึ่ง) ผลกระทบทางลบของเศรษฐกิจถดถอยที่มีต่อประชาชน  สภาคองเกรส (ของสหรัฐฯ) ได้ผ่านกฎหมายที่เพิ่มผลประโยชน์ในขณะที่ว่างงาน)

(a) intimidate    (อิน-ทิ้ม-มิ-เดท)  (ทำให้กลัว, ข่มขวัญ, ขู่เข็ญ, ขู่, คุกคาม) 

(b) obliterate    (อะ-บลิ้ท-เทอ-เรท)  (๑.  กำจัด, ทำลายสิ้นเชิง, ขจัด,  ๒. ตัดทิ้ง, ลบออก, ถูออก, ขัดออก, ทำให้สูญหาย) 

(c) nurture    (เน้อร์-เช่อะ)  (๑.  เลี้ยง, หล่อเลี้ยง, บำรุง, ถนอม, อุปถัมภ์, ทะนุถนอม,  ๒. สนับสนุน, ให้การศึกษา, อบรม, สั่งสอน) 

(d) lessen    (เล้ส-เซิ่น)  (ทำให้น้อยลง, ลดลง, ลดคุณค่า, บรรเทา, ผ่อนคลาย)

(e) valorize    (แวล-เลอะ-ไรซ)  (กำหนดราคาสินค้า หรือ สิ่งอื่นๆโดยรัฐบาล)

(f) incite    (อิน-ไซ้ท)  (กระตุ้น, ยุยง, ปลุกปั่น) 

(g) repudiate    (ริ-พิ้ว-ดี-เอท)  (.  ปฏิเสธ, บอกปัด,  ๒. ไม่ยอมรับ, ทอดทิ้ง) 

(h) repel    (ริ-เพ่ล)  (๑.  ขับไล่, ผลักออก, ยับยั้ง, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ปฏิเสธ  ๒. รังเกียจ, สะอิดสะเอียน, ไม่สบาย) 

 

14. Mrs. Smith’s method of soliciting donations from her employees was tantamount to extortion; she clearly implied that she would fire them if they didn’t pitch in.

(วิธีการของนางสมิธในการหาเงินบริจาคจากลูกจ้างของเธอ     เท่ากับ-ประหนึ่งเป็น-พอๆกับ-มีความสำคัญเท่ากับ     การรีดไถ (การบีบบังคับ, การขู่เข็ญ);  เธอแสดงเป็นนัยอย่างชัดเจนว่า  เธอจะไล่ลูกจ้างออกถ้าพวกเขาไม่ร่วมด้วย)  (คือ ร่วมบริจาค)

(a) inscrutable    (อิน-สครู้-เท-เบิ้ล)  (ไม่อาจที่จะเข้าใจได้, ยากที่จะเข้าใจได้, ไม่สามารถจะวินิจฉัยได้, ไม่สามารถหยั่งรู้ได้, ลึกลับ, มีลับลมคมใน) 

(b) unscrupulous    (อัน-สครู้-พิว-เลิส)  (ไร้ธรรม, ไร้ศีลธรรม, ไร้ยางอาย, ไม่มีหลัก การ, ไม่ระมัดระวัง)  

(c) equivalent to    (อิ-ควิฟ-วะ-เล่นท)  (เท่ากัน, ซึ่งมีค่าเท่ากัน, เสมอภาค) 

(d) sensational    (เซน-เซ้-ชัน-เนิ่ล)  (๑. เกรียวกราว, ซึ่งเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม,  ๒.  เกี่ยวกับความรู้สึกตื่นเต้น, เกี่ยวกับประสาทสัมผัส) 

(e) garrulous    (ก๊าร์-รู-ลัส)  (พูดมาก, พูดจ้อ, พูดน้ำท่วมทุ่ง, ปากจัด) 

(f) gargantuan    (การ์-แก๊น-ช่วน)  (ใหญ่มาก, มหึมา, เป็นจำนวนมากมาย, มหันต์) 

(g) sanguine    (แซ้ง-กวิ้น)  (ร่าเริง, เบิกบานใจ, มั่นใจ, (ใบหน้า) แดง, เปล่งปลั่ง, เต็มไปด้วยความหวัง) 

(h) upbeat    (ร่าเริง, เบิกบาน, มองโลกในแง่ดี) 

 

15. Julie was penitent (เพ้น-นิ-เทิ่นท) when Jim explained how much pain she had caused him.

(จูลี่     สำนึกผิด-เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป-สำนึกบาป     เมื่อจิมอธิบายว่า  เธอได้ก่อให้เกิดความปวดร้าว-ความทุกข์ทรมานแก่เขามากเพียงไร)

(a) saturnine    (แซท-เทอะ-ไนน)  (เงื่องหงอย, เซื่องซึม, เฉื่อยชา) 

(b) stentorian    (สเทน-เท้อร์-เรี่ยน)  (มีเสียงดังมาก) 

(c) laconic    (ละ-ค้อน-นิค)  (ใช้คำน้อย, พูดสั้นๆ, กะทัดรัด) 

(d) chimerical    (คิ-เม้-ริ-เคิ่ล)  (เพ้อฝัน, ช่างจินตนาการ, ไม่จริง) 

(e) repentant; contrite    (สำนึกผิดหรือบาป, เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป;สำนึกผิด, เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป

(f) prudish    (พรู้-ดิช)  (เจ้าระเบียบเกินไป, พิถีพิถันเกินไป) 

(g) provincial    (โพร-วิ้น-เชิ่ล)  (๑. โง่เขลา, ใจคับแคบ,  ๒. ไม่สละสลวย, บ้านนอก, เกี่ยวกับส่วนภูมิภาคหรือจังหวัด) 

(h) stately    (สเท้ท-ลี่)  (ยิ่งใหญ่, โอ่อ่า, มีเกียรติสูงส่ง, สง่าผ่าเผย) 

(i) flamboyant    (แฟลม-บ๊อย-เอิ้นท)  (หรูหรา, สวยหรู, มีสีสัน, โอ่อ่า, ขี้โอ่) 

 

16. So far, many beautiful buildings ________________________________ built in Bangkok.

(เท่าที่ผ่านๆ มา (จนถึงบัดนี้)  อาคารสวยงามจำนวนมาก ____________ สร้างขึ้นในกรุงเทพฯ)

(a) were

(b) have been    (ได้ถูก)

(c) are

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (b)   วลี  “So far”  ใช้กับ  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เมื่อเป็น  “Active voice”  (ประธานฯ เป็นผู้กระทำ) และใช้รูป  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}  เมื่อเป็น  “Passive voice” (ประธานฯ เป็นผู้ถูกกระทำ  เช่นในประโยคข้างบน)  ดูเพิ่มเติม   “Present perfect tense”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • __________________________________________ a lot of changes since you left.

(________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is    (มี)  (ปัจจุบัน)

(f) There was    (มี)  (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3หรือ  “There has been, There have been” (กรณีนี้  ใช้   “There have been”  เพราะ  “Changes” เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์  (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง  เริ่มจากในอดีต (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)

                                          ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it ____________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) _______________ ความก้าว หน้าอย่างยิ่ง  ในช่วง  ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)  แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)   ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                          ตัวอย่างที่  

  • __________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +Has (Have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = (ตั้งแต่), (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”   (= Up to the present time = Up until now) = (จนถึงบัดนี้),  “So far”= ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) = (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.

(= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best.

(= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)  (จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

17. He advised ___________________________________________________ to the picnic. 

(เขาแนะนำ ________________________________________________ เที่ยวปิกนิก)

(a) me in going

(b) I should go

(c) me to go    (ผมให้ไป)

(d) to make me go

 

18. The author _______________________________________ book you like is very young.

(นักเขียน ______________________________ หนังสือ (ของเขา) คุณชอบ  ยังหนุ่มมาก)

(a) whom

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ................(หนังสือ)................. ของเขา)

(c) who

(d) who’s

 

19. ______________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(________________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of    (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เพราะถูกหลักไวยากรณ์ และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

  • Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างการบรรยาย  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังบรรยาย  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

  • The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง)  (เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                               สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Nobody has come to see us since we ______________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since” (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอ   สำหรับ  “Since”   ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง   “ตั้งแต่”   อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้   และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต   และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

  • He has read since the morning.   (since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m.   (since + วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.    (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.   (since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.  

(= He has gone to Chicago since last week.)   (since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.   (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.   (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

20. A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

      B: “________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(________________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้)   เพื่อแสดงวัตถุประสงค์   ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน   “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส”   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่       จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

  • Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัย  เพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชนที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆ ด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “determine”   เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............)   กล่าวคือ  “ประธานของประโยค   ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”   ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา   ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                        ในหลายๆ กรณี นิยมนำ“To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประ โยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  ที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า) ว่าประธานฯ ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง   “เพื่อที่จะ......................”   หรืออาจใช้    “In order to” หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย   “To + Verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้   โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)   ดังเช่นประโยคข้างบน   สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

                                        ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้  เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….....................

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้