หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 338)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In her time, Isadora Duncan was _________________________ today a liberated woman.

(ในยุคของเธอ  อิซาโดรา  ดันแคน  คือ _________________ ในปัจจุบันว่า เป็นผู้หญิงที่ได้รับการปลดปล่อย)  (ให้เป็นอิสระจากความคิดที่ว่าผู้หญิงทำได้แต่งานบ้านเท่านั้น  หรือผู้ชายทำได้ดีกว่าผู้หญิง  หรือผู้หญิงเป็นทรัพย์สมบัติชิ้นหนึ่งของสามี  ฯลฯ)

(a) calling what we would

(b) who would be calling

(c) what we would call    (สิ่งที่เราจะเรียก)

(d) she would call it

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ข้อความ  “What we would call today a liberated woman”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ________________________ some mammals came to live in the sea is not known.

(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดมาอาศัยอยู่ในทะเลได้ _______________ ไม่เป็นที่ล่วงรู้)  (คือ  ไม่มีใครรู้ว่าสัตว์พวกนั้นมาอาศัยอยู่ในทะเลได้อย่างไร)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) How    (อย่างไร)

(c) What    (อะไร)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “How some mammals came to live in the sea”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  ทำหน้าเป็นประธานของกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ___________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ____________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _____________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                           ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me _______________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                        ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                            ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                          ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด __________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                            ตัวอย่างที่  

  • Tell me ___________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                      ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                      ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                     ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

2. ___________________ no conclusive evidence exists, many experts believe that the wheel was invented only once and then diffused to the rest of the world.

(____________________ ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน (ที่สามารถสรุปได้)  ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่า  วงล้อ (รถ, เกวียน, ฯลฯ) ถูกประดิษฐ์คิดค้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  และต่อจากนั้นก็แพร่กระจายไปยังส่วนที่เหลือของโลก)

(a) Even    (แม้แต่, แม้กระทั่ง)

(b) But    (แต่)

(c) Although    (ถึงแม้ว่า)

(d) So    (ดังนั้น)

 

3. In many areas the slope and topography of the land _________________ excess rainfall to run off into a natural outlet.

(ในหลายๆพื้นที่  ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของพื้นแผ่นดิน _______________ ปริมาณน้ำฝนที่มากมาย  ไหลลงไปสู่ทางระบายน้ำ (ปากน้ำ) ตามธรรมชาติ)

(a) neither permit

(b) without permitting

(c) not permitting

(d) do not permit    (ไม่ยอมให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคในรูปปฏิเสธ  (Do not permit)  สำหรับข้อนี้  หมายความว่า  “ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของแผ่นดิน  กีดขวางน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างมากมาย  มิให้ไหลลงสู่ทางระบายน้ำตามธรรมชาติ  ทำให้แม่น้ำมีน้ำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  ก่อให้เกิดความแห้งแล้งเป็นเวลานานในแต่ละปี"

 

4. Of the two rooms offered to us in the hotel, we decided to choose ________________ one because it had a balcony.

(จากใน  ๒  ห้องที่ได้รับการเสนอให้เรา (เข้าพัก) ในโรงแรม  เราตัดสินใจเลือกห้องที่ ________ เพราะว่ามันมีระเบียง)

(a) the smallest    (เล็กที่สุด)  (ใช้เปรียบเทียบตั้งแต่  ๓  ห้องขึ้นไป)

(b) the small    (เล็ก)

(c) the small enough    (เล็กเพียงพอ)

(d) the smaller    (เล็กกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  คือ  จาก  ๒  ห้องที่โรงแรมเสนอให้  เราเลือกห้องที่เล็กกว่า

 

5. Gaining better housing for all was the ultimate goal of the zealous reformer.

(การได้บ้านพักอาศัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน  เป็นเป้าหมาย     สุดท้าย-สูงที่สุด-ไกลสุด-มากสุด-ที่สุด-พื้นฐาน-รากฐาน-ทั้งหมด     ของนักปฏิรูปที่กระตือรือร้น-กระฉับกระเฉงคนนั้น)

(a) incipient    (อิน-ซิ้พ-เพี่ยนท)  (แรกเริ่ม, เริ่มเกิดขึ้น) 

(b) acrimonious    (แอค-คริ-โม้-เนียส)  {(คำพูด) รุนแรง, เผ็ดร้อน, บาดหู, ขมขื่น, ดุเดือด, ถึงพริกถึงขิง} 

(c) efficacious    (เอฟ-ฟิ-เค้-เชิส)  (๑. มีประสิทธิภาพ, (ยา) ชงัด, ได้ผล, มีผล  ๒. เตะตา, เด่น, ทรงพลัง) 

(d) final    (ไฟ้-เนิ่ล)  (๑. (คำคุณศัพท์) สุดท้าย, ในที่สุด, ที่สุด, จบ, เด็ดขาด, เป็นการสรุป  ๒. (คำนาม) สิ่งสุดท้าย, ตอนจบ, การสอบครั้งสุดท้าย, การแข่งขันรอบสุดท้าย) 

(e) precocious    (พรี-โค้-เชิส)  (แก่เกินวัย, โตเกินวัย, ฉลาดเกินวัย, แก่แดด) 

(f) laudable    (ล้อ-ดะ-เบิ้ล)  (น่าสรรเสริญ, น่ายกย่อง, น่าสดุดี) 

(g) voluble    (ว้อล-ลิว-เบิ้ล)  (พูดจาคล่องแคล่ว, พูดมาก) 

(h) obsolescent (= obsolete)    (พ้นสมัย, ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว, เก่าคร่ำครึ) 

 

6. The boxing champion went down to ignominious (อิก-โน-มิ้น-เนียส) defeat at the hands of the underdog.

(แชมเปี้ยนมวยนายนั้นตกต่ำลงสู่ความพ่ายแพ้ที่      น่าอับอาย-น่าอัปยศอดสู-เสียชื่อเสียง-น่ารังเกียจ-น่าดูถูก      ในกำมือของ (คู่ต่อสู้) ผู้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ-นักมวยรองบ่อน)

(a) jubilant    (จู๊-บิ-เลิ่นท)  (ดีอกดีใจ, ปลื้มปิติยินดี, ร่าเริง) 

(b) disgraceful    (น่าอัปยศอดสู, น่าอับอายขายหน้า, เสียหน้า, เสื่อมเสีย)

(c) pernicious    (เพอร์-นิ้ช-เชิส)  (มีอันตราย, เป็นภัย, ถึงตาย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ) 

(d) reprehensible    (เร-พริ-เฮ้น-ซิ-เบิ้ล)  (น่าตำหนิ, น่าประณาม, น่าถูกดุ, น่าถูกต่อว่า, น่าจับผิด) 

(e) dubious    (ดู๊-เบียส)  (๑. น่าสงสัย, น่าแคลงใจ,  ๒. คลุมเครือ, ไม่แน่นอน) 

(f) fraudulent    (ฟร้อ-ดู-เลิ่นท)  (หลอกลวง, ฉ้อโกง, ฉ้อฉล) 

(g) indigent    (อิ๊น-ดิ-เจิ้นท)  (ยากจน, ขัดสน, คนยากจน) 

(h) tranquil    (แทร้ง-ควิล)  (๑. สงบ, เงียบ, สงบเงียบ,  ๒. สงบสุข, ราบรื่น, ปราศ จากสิ่งรบกวน) 

 

7. When released from incarceration, he was gaunt and decrepit (ดิ-เคร้พ-พิท).

(เมื่อได้รับการปล่อยจากการกักขัง-การคุมขัง  เขาผอมโซและ    อ่อนกำลังด้วยวัยชรา-ชรา-แก่ตัว-เก่าแก่-เสื่อมเพราะการใช้มาก)

(a) sinister    (ซิ้น-นิส-เทอะ)  (มุ่งร้าย, ร้าย, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย, ไม่เป็นมงคล, อุบาทว์, อัปรีย์) 

(b) ubiquitous    (ยู-บิ๊ค-ควิ-ทัส)  (มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง – โดยเฉพาะในเวลาเดียวกัน) 

(c) nefarious    (เน-แฟ้-เรียส)  (ชั่วช้ามาก, เลวทรามมาก) 

(d) resilient    (ริ-ซิ้ล-เลี่ยนท)  (. ยืดหยุ่น, ดีดกลับ, เด้งกลับ,  ๒. กลับสู่สภาพเดิม, ฟื้นคืนสภาพเดิม) 

(e) meticulous    (เม-ทิ้ค-คิว-เลิส)  (พิถีพิถันมาก, เข้มงวดมากในเรื่องเล็กๆน้อยๆ, จู้จี้) 

(f) feeble    (อ่อนกำลัง, อ่อนแอ, ด้อย, อ่อนปัญญา, อ่อนคุณธรรม, ไม่เต็มเต็ง)

(g) propitious    (โพร-พิ้ช-เชิส)  (เอื้ออำนวย, เป็นมงคล, นิมิตดี, ราบรื่น) 

(h) furious    (ฟิ้ว-เรียส)  (๑. โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ, เต็มไปด้วยความโกรธ,  ๒. มีอารมณ์รุนแรง, บ้าระห่ำ, รุนแรงมาก, อลหม่าน) 

 

8. As the train journey had taken so long, all the passengers were beginning ___________ irritable and bored.

(เพราะว่าการเดินทางโดยรถไฟ (คราวนั้น) กินเวลานานมาก  ผู้โดยสารทั้งหมดกำลังเริ่ม _____ ฉุนเฉียว (โกรธ) และเบื่อหน่าย)

(a) to feeling 

(b) to feel    (รู้สึก)

(c) having felt

(d) be feeling

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Begin”  อาจตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ   “Verb + ing”  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประ โยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Everyone started to _____________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ _______________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing”  เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing”  จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She began _____________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to ___________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer”  สามารถตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง  คือ

  • I prefer to read to to write.   

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                                     กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football.

(= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance.

(= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam.

(= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place.

(= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

9. We ___________ the tickets until we ____________ certain how many people are coming.

(เรา ________________ ตั๋ว  จนกระทั่งเรา _________________ แน่ใจว่ากี่คนกำลังมา)  (คือ  แน่ใจว่ามีกี่คนที่จะเดินทางไปด้วย)

(a) did not reserve _________ were

(b) would not reserve _________ were

(c) do not reserve _________ are

(d) will not reserve _________ are    (จะไม่จอง ............................ มีความ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูจาก  “How many people are coming

 

10. _________________ our headmaster was pleased with the conditions or not couldn’t be understood from his face.

(_________________ ครูใหญ่ของเราพอใจกับสภาพต่างๆ ________________ ไม่สามารถเข้าใจได้จากใบหน้าของเขา)

(a) How

(b) What

(c) Whether    (ไม่ว่า ..........(ครูใหญ่ของ..........สภาพต่างๆ)........... หรือไม่ก็ตาม)

(d) That

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”  (Whether…………..or not)  (ไม่ว่า....................หรือไม่ก็ตาม)  โดยประโยคข้างบน  หมายความว่า  “เมื่อดูจากใบหน้าของครูใหญ่แล้ว  ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาพอใจกับสภาพต่างๆ หรือไม่

 

11. At thirteen _________________ at a district school near her home, and when she was fifteen, she saw her first article in print.

(เมื่ออายุ  ๑๓  ปี __________________ ที่โรงเรียนประจำตำบลใกล้บ้านของเธอ  และเมื่อเธออายุ  ๑๕  ปี  เธอได้เห็นบทความชิ้นแรกของเธอได้รับการตีพิมพ์)

(a) the first teaching position that Mary Jane Hawes had

(b) Mary Jane Hawes had her first teaching position    (แมรี เจน ฮาเวส  มีตำแหน่งสอนหนังสือครั้งแรกของเธอ)

(c) the teaching position was Mary Jane Hawes’s first

(d) when Mary Jane Hawes had her first teaching position  

 

12. __________________________ a baby turtle is hatched, it must be able to fend for itself.

(_______________________ ลูกเต่าถูกฟักออกจากไข่  มันจะต้องสามารถป้องกันตนเองได้)

(a) No sooner than

(b) Not sooner than   

(c) So soon that    (เร็วมากจนกระทั่ง)

(d) As soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “No sooner is a baby turtle hatched than it must be able……….........….”  (ในทันทีที่ลูกเต่าถูกฟักออกจากไข่  มันจะต้องสามารถฯ)  ก็ได้

 

13. At the medical convention the topic discussed was the prevention of obesity (โอ-เบ๊-ซิ-ที่).

(ณ การประชุมทางการแพทย์  หัวข้อที่ปรึกษาหารือกัน  คือการป้องกัน     การอ้วนมากเกินไป)

(a) prognosis    (พรอก-โน้-ซิส)  (การทำนายอาการของโรค, การทำนาย, การคาดคะเน) 

(b) trepidation    (เทรพ-พิ-เด๊-ชั่น)  (ความกลัว, การสั่น, การสั่นเทา, ความกังวลใจ, ความประหม่า) 

(c) felony    (เฟ้ล-โล-นี่)  (๑. ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆ่า ข่มขืน วางเพลิง  ๒. การทำชั่ว, การทำผิด, การล่วงละเมิด) 

(d) condolence    (คัน-โด๊ล-เลิ่นซ)  (การแสดงความเสียใจด้วย, การปลอบโยน, การปลอบขวัญ) 

(e) overweight    (น้ำหนักมากเกินไป, การอ้วนมากเกินไป)

(f) alacrity    (อะ-แล้ค-ริ-ที่)  (๑. ความกระตือรือร้น, ความฮึกเหิม, ความเต็มใจ,  ๒. ความคล่องแคล่ว, ความว่องไวรวดเร็ว) 

(g) octogenarian    (อ๊อค-โต-เจน-แน้-เรี่ยน)  (ผู้มีอายุเกิน  ๘๐  ปี  คือ ระหว่าง ๘๐ – ๘๙  ปี)

(h) duress    (ดู-เรส)  (การบีบบังคับ, การข่มขู่, การทำให้สูญเสียอิสรภาพ, การกักกัน, การคุมขัง) 

(i) fraud    (ฟร้อด)  (๑. การโกง, การหลอกลวง, การฉ้อฉล, การทุจริต, พฤติกรรมที่หลอกลวง, เล่ห์, ของปลอม,  ๒. ผู้หลอกลวง) 

 

14. Everyone we knew was under surveillance (เซอร์-เว้-เลิ่นซ).

(ทุกคนที่เรารู้จัก อยู่ภายใต้     การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด-การเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง (โดยเฉพาะผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากร)-การควบคุม-การตรวจตรา-การดูแล)

(a) vendetta    (เวน-เด๊ท-ท่ะ)  (ความพยาบาทอันยาวนาน, ความอาฆาตแค้นส่วนตัวหรือระหว่างตระกูล) 

(b) catastrophe    (คะ-แทส-โทร-ฟี)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, จุดจบ, ตอนจบของละคร) 

(c) aversion    (อะ-เว้อ-ชั่น)  (ความเกลียด, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ, ความไม่พอใจ) 

(d) frenzy    (เฟร้น-ซี่)  (ความบ้าคลั่ง, ความบ้าระห่ำ, การมีอาการคุ้มคลั่ง, ความตื่นเต้นอย่างมาก) 

(e) a close watch    (การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด)  (bugging = การติดตั้งเครื่องดักฟังในที่ลับ, eavesdropping = การดักฟัง-ลอบฟัง)

(f) penury    (เพ้น-ยิว-รี่)  (๑. ความยากจนที่สุด, ความขัดสน,  ๒. ความขาดแคลน, ความมีไม่เพียงพอ) 

(g) affluence    (แอฟ-ฟลู-เอิ้นซ)  (ความมั่งคั่ง, ความร่ำรวย, ความมากมาย, ความหลากหลาย) 

(h) fiasco    (ฟี-แอส-โค)  (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง) 

 

15. Don’t be credulous and let a mountebank (เม้านท-ที-แบงค) deceive you.

(จงอย่าหูเบาและปล่อยให้     คนหลอกลวง-หมอเถื่อน-หมอกำมะลอ      หลอกต้มคุณ)

(a) accomplice    (อะ-คล้อม-พลิซ)  (ผู้ร่วมสมคบกระทำผิด, ผู้สมรู้ร่วมคิด) 

(b) charlatan    (ช้าร์-ละ-เทิ่น)  (คนล่อลวง, นักต้มตุ๋น, หมอเถื่อน, คนร้องขายของตามตลาด  ผู้หลอกลวงว่าเป็นผู้รู้หรือผู้ชำนาญ) 

(c) fugitive    (ฟิ้ว-จิ-ทิฟว)  (๑. (คำนาม)  ผู้หลบหนี, คนที่กำลังหนี, ผู้ลี้ภัย   ๒. (คำคุณศัพท์)  ชั่วคราว, ชั่วประเดี๋ยว, แว้บเดียว, ไม่ถาวร, ที่หลบหนี, ที่ลี้ภัย, เปลี่ยน แปลง, ร่อนเร่) 

(d) interloper    (อิน-เทอะ-โล้พ-เพ่อะ)  (ผู้บุกรุก, ผู้รุกล้ำไปในบริเวณที่หวงห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต, ผู้ดำเนินกิจการผิดกฎหมาย, ผู้ยุ่งเรื่องของคนอื่น, ผู้พูดสอดขึ้น) 

(e) altruist    (แอ๊ล-ทรู-อิสท)  (ผู้ปฏิบัติหรือยึดการปฏิบัติที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง, ผู้ที่ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์) 

(f) beneficiary    (เบน-เน-ฟิ้ช-เชีย-รี่)  (๑.  (คำนาม) ผู้รับผลประโยชน์, ผู้รับเงินประกัน, ผู้รับเงินช่วยเหลือ, ผู้มีสิทธิพิเศษ   ๒.  (คุณศัพท์) เกี่ยวกับการรับผลประ โยชน์) 

(g) mascot   (แมส-ค้าท หรือ เคิท)  (ตัวนำโชค, ผู้นำโชค) 

(h) casualty    (แค้ช-ชวล-ที่)  (คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายในอุบัติเหตุ-สงคราม-การก่อการร้าย ฯลฯ, คนหรือกลุ่มคนหรือสิ่งของที่ได้รับความเสียหายมากหรือถูกทำลายในอุบัติ เหตุ-สงคราม, จำนวนคนตาย, อุบัติเหตุร้ายแรง  -  โดยเฉพาะที่มีคนตาย) 

(i) cynic    (ซิ้น-นิค)  (๑.  (คำนาม) คนมองโลกแง่ร้าย, บุคคลที่ระแวงสงสัยในความดี-คุณค่า-ความซื่อตรงของผู้อื่น, ผู้ที่ชอบเยาะเย้ยถากถาง, ผู้ที่เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากความเห็นแก่ตัว และการชอบเยาะเย้ยคนอื่น,  ๒.  (คำคุณศัพท์) ชอบเยาะเย้ยถากถางคนอื่น, เกี่ยวกับการเกลียดสังคมมนุษย์อย่างมาก) 

(j) elite    (เอ-ลี้ท หรือ อิ-ลี้ท)  {(คำนาม)  คนหัวกะทิ, บุคคลที่ยอดเยี่ยม, ชนชั้นสูง, ผู้นำ, กลุ่มอิทธิพล, สิ่งที่ได้เลือกสรรแล้ว, (คำคุณศัพท์) ชั้นยอด, หัวกะทิ, เป็นส่วนที่ดีที่สุด}  

 

16. It’s rather late today.  Let’s go there __________________________________________.

(มันค่อนข้างสายแล้ววันนี้  เราไปที่นั่น ___________________________________ กันเถอะ)

(a) some time ago    (บางเวลาในอดีต)

(b) some other times    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) sometimes    (บางที, บางครั้ง, บางโอกาส)

(d) some other time    (เวลาอื่นในอนาคต)

 

17. The customs of one country are often different from _____________________ of another.

(ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศหนึ่ง  มักจะแตกต่างจาก _________________ ของอีกประเทศหนึ่งอยู่บ่อยๆ)

(a) customs

(b) the custom

(c) those    (ขนบธรรมเนียมประเพณี)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Those”  แทน   “Customs”  (นามพหูพจน์)  เพื่อไม่ต้องกล่าวซ้ำคำนี้  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • She is looking for a needle.  Will you give her _____________________________.

(เธอกำลังมองหาเข็มเย็บผ้าอยู่   คุณช่วยให้ _________________________ แก่เธอได้ไหม)

(a) one needle

(b) a needle

(c) one    (เข็มเล่มหนึ่ง) 

(d) it

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจาก    “Needle”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   เมื่อจะกล่าวซ้ำ  ให้ใช้   “One”  แทน  แต่ถ้าเป็นนามพหูพจน์  ใช้   “Those”  แทน   และถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ให้ใช้   “That”  แทน  ดังประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • The houses here are a little less modern than ______________________ in the city. 

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ___________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน  “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์   (House, Car, Book, Pen, Dog)    ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)   ให้แทนด้วย  “That

                                            ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ___________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _____________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  ป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้   “One”  แทน

                                            ตัวอย่างที่  

  • The air of the hills is cooler than _______________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _____________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains     (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน   ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้   “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)   เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) จึงต้องใช้  that  แทน  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำ)    

 

18. My friend is flying, so the gift will have to be something light __________________ weight.

(เพื่อนของผมจะเดินทางโดยเครื่องบิน  ดังนั้น  ของขวัญ (ที่จะให้เขา) จำเป็นจะต้องเป็นอะไรที่เบา _________________ น้ำหนัก)  (................อะไรที่มีน้ำหนักเบา)

(a) about

(b) in    (ใน)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Light in weight”  =  “มีน้ำหนักเบา”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “In”   ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),  “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ),  “in nature”(ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา)“in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

19. That patient is so seriously ill that _________________________ is allowed to visit him.

(ผู้ป่วยรายนั้นเจ็บป่วยรุนแรงมาก  จนกระทั่ง ____________ ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมเขา)

(a) everybody

(b) anybody

(c) somebody

(d) nobody    (ไม่มีใคร, ไม่มีผู้ใด)

 

20. He was dying of lung cancer caused _______________ years of heavy cigarette smoking.

(เขากำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งปอด  ซึ่งถูกทำให้เกิด ______ การสูบบุหรี่จัดเป็นเวลาหลายปี)

(a) by    (โดย)

(b) with

(c) for

(d) in

(e) of

ตอบ   -   ข้อ   (a)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “…….....….cancer which was caused by years……........….

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้