หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 336)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Microscopes make small things appear larger than _______________________________.

(กล้องจุลทรรศน์ทำให้สิ่งเล็กๆดูเหมือนใหญ่กว่า (ที่) _______________________________)

(a) really are

(b) are really

(c) are they really

(d) they really are    (มันเป็นอยู่จริงๆ)

 

2. Social reformer Jane Addams _____________ a prominent role in the formation of the National Progressive Party in 1912.

(นักปฏิรูปสังคม  เจน แอดดัมส์ _____________ บทบาทที่โดดเด่นในการก่อตั้งพรรคก้าวหน้าแห่งชาติในปี  ๑๙๑๒)

(a) playing

(b) who played

(c) played    (แสดง)

(d) to play

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

3. New York’s Statue of Liberty was designed to be a beacon for ships and a monument _____________.

(เทพีเสรีภาพของรัฐนิวยอร์กได้รับการออกแบบให้เป็นประภาคารไฟสำหรับเรือ  และอนุสาวรีย์ _________________)

(a) the two

(b) in addition to    (นอกเหนือจาก)  (ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)

(c) as well    (ด้วยเช่นกัน)

(d) together    (ด้วยกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “As well”  และ  “Together”  จากประโยคข้างล่าง

  • It obviously brought him a great deal of fame, and money as well.

(มันได้นำชื่อเสียงมาให้เขามากมายอย่างเห็นได้ชัด  และเงินด้วยเช่นกัน)

  • He needs to develop his reading further, and his writing as well.

(เขาจำเป็นต้องพัฒนาการอ่านของเขาต่อไปอีก  และการเขียนด้วยเช่นกัน)

  • Now she stretched out the other leg as well.

(ตอนนี้เธอยื่นขาอีกข้างหนึ่งออกไปเช่นกัน)  (หลังจากได้ยื่นขาออกไปข้างหนึ่งก่อนหน้านี้)

  • You’ve already been late for breakfast, and if you don’t eat fast, you’ll be late for school as well.

(เธอมากินอาหารเช้าสายแล้วนะ  และถ้าเธอไม่รีบกิน  เธอก็จะไปโรงเรียนสายด้วยเช่นกัน)

  • I may as well admit that I knew the answer all along.

(ผมจะยอมรับด้วยเช่นกัน (แม้จะไม่ค่อยอยากยอมรับ) ว่าผมรู้คำตอบมาโดยตลอด)

  • I thought I might as well go, you can’t keep saying no to people.

(ผมคิดว่าผมจะไปด้วยเช่นกัน  (แม้ว่าจะไม่ค่อยอยากไป) คุณไม่สามารถปฏิเสธคนอื่นได้ตลอดไปหรอก)  (คือ  มีคนมาชวนให้ไปหลายหนแล้ว)

                                         สำหรับ  “Together”  ใช้ดังนี้  คือ

  • They flew back to London together.

(พวกเขาบินกลับไปลอนดอนด้วยกัน)

  • The two brothers used to go on fishing parties together.

(พี่น้องคู่นั้นเคยไปร่วมงานตกปลาด้วยกัน)

  • You all work together as a team in the office.

(พวกคุณทุกคนทำงานด้วยกันเป็นทีมในสำนักงาน)

  • We’ll be dealing with those problems together.

(เราจะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นด้วยกัน)

  • The reports will have to be seen and judged together before a decision can be taken.

(รายงานจะต้องได้รับการดูและพิจารณาพร้อมๆกัน  ก่อนจะมีการตัดสินใจ)

  • Jim and Joe said no together in their reply to the invitation.

(จิมและโจกล่าวปฏิเสธพร้อมๆกันในการตอบคำเชิญ)

 

4. Bill was extremely nervous all day yesterday because he ______________ his girlfriend’s father for the first time in the evening.

(บิลวิตกกังวลอย่างมากตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้  เพราะว่าเขา ______________ กับพ่อของแฟนเป็นครั้งแรกในตอนค่ำ)

(a) has been meeting    (ได้กำลังพบ)  (ตั้งแต่อดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด)

(b) will have met    (จะได้พบ)  (ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)

(c) was going to meet    (จะพบ)

(d) should have met    (ควรจะได้พบแล้ว)  (ในอดีต  แต่ก็มิได้พบ)

 

5. One of the most poignant (พ้อย-เนิ่นท หรือ พ้อย-เยิ่นท) sights of my childhood is the toddler howling for his mother.

(ภาพที่     สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง-เจ็บปวด-เจ็บแสบ-สาหัส-เผ็ดร้อน-รุนแรง-ฉุน-แหลม-คมกริบ      ที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตในวัยเด็กของผม  คือ  (ภาพ) เด็กทารก (ที่เดินเตาะแตะ) ร้องโหยหวนเพื่อหาแม่ของตน)

(a) inadvertent    (อิน-แอด-เว้อร์-เทิ่น)  (๑.ไม่เอาใจใส่, ขาดความสนใจ,  ๒.ไม่ได้ตั้งใจ, ไม่เจตนา,  ๓. เลินเล่อ, ประมาท) 

(b) ominous     (อ๊อม-มิ-เนิส)  (เป็นลางร้าย, ไม่เป็นมงคล, เป็นลางสังหรณ์, เป็นลางบอกเหตุ) 

(c) heartbreaking    (ซึ่งทำให้เสียใจมาก, ซึ่งทำให้ใจสลาย, ซึ่งทำให้เศร้ามาก)

(d) tremulous    (เทร้ม-มิว-ลัส)  {๑. (ตัว) สั่น,  ๒. กลัว-ประหม่า-ลังเล,  ๓. ร้อนรน-กระวนกระวาย} 

(e) incongruous    (อิน-ค้อง-กรู-เอิส)  (ไม่ลงรอยกัน, ไม่เข้ากัน, ไม่สามัคคี, ไม่เหมาะสม) 

(f) belligerent    (เบล-ลิ้จ-เจอ-เริ่นท)  (กระหายสงคราม, ชอบสงคราม, ชอบตีรันฟันแทง, ชอบสู้รบ, ก่อสงคราม, ทำสงคราม, ประเทศที่ทำสงคราม, ฝ่ายที่เข้าทำสงคราม, ภาวะสงคราม) 

(g) sordid    (ซ้อร์-ดิด)  (๑. สกปรก,  ๒. โสมม, เลวทราม, ชั่วร้าย, ชั่วช้า,  ๓. เห็นแก่ตัว, โลภ, งก, ตะกละ) 

(h) inconsiderable    (เล็กน้อย, ไม่สำคัญ, ไม่น่าสนใจ) 

 

6. The western region of Canada has a temperate climate.

(ภูมิภาคทางตะวันตกของแคนาดามีภูมิอากาศ      ปานกลาง-ไม่ร้อนไม่หนาวมากเกินไป-พอควร-เหมาะกับกาลเทศะ-ไม่เลยเถิด-ควบคุมอารมณ์ได้-บังคับตัวเองได้)

(a) tangible    (สัมผัสได้, จับต้องได้, เป็นตัวเป็นตน, แน่ชัด, มีรูปร่าง, มีแก่นแท้, แท้จริง) 

(b) moderate    (ม้อด-เดอ-เรท) {(คำคุณศัพท์) ๑.ปานกลาง, ไม่รุนแรง,  ๒.ไม่มากเกินไป, พอประมาณ, พอสมควร, (คำนาม) ๓. ผู้มีความเห็นแบบสายกลาง-ไม่รุนแรง}

(c) scurrilous    (สเค้อ-ริ-เลิส)  (หยาบคาย, สามหาว, ด่าว่า, ต่ำช้า) 

(d) rampant    (แร้ม-เพิ่นท)  (๑. แพร่หลาย, แผ่ขยายไปทั่ว,  ๒. วิ่งพล่าน, รุนแรง, ตึงตัง, อาละวาด, แผลงฤทธิ์) 

(e) inane    (อิน-เนน)  (โง่, ขาดสติ, ขาดความคิด,ไร้สาระ, น่าเย้ยหยัน, ว่างเปล่า, จืดชืด, ไม่มีรสชาติ, น่าเบื่อ) 

(f) clandestine    (แคลน-เดส-ทิน)  (ลับๆ, ลี้ลับ, เป็นความลับ, ไม่เปิดเผย, ส่วนตัว)  (g) inexorable    (อิน-เอ๊ค-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (ไม่ยอมผ่อนปรน, ไม่อ่อนข้อ, ไม่ย่อท้อ, ยืนหยัด, เหนียวแน่น, ไม่ยอมแพ้, ไม่เปลี่ยนแปลง) 

 

7. They did not hesitate to volunteer for the most difficult jobs.

(พวกเขาไม่ลังเลใจที่จะ     อาสาสมัคร-บอกโดยใจสมัคร-ผู้อาสาสมัครหรือกระทำโดยเจตนา-สมัครใจ-เกิดขึ้นเอง    สำหรับงานที่ยากลำบากที่สุด)

(a) subvert    (ซับ-เวิ้ร์ท)  (๑.  บ่อนทำลาย, ทำลาย, โค่นล้ม, ล้มล้าง,  ๒. ทำให้เสื่อมเสีย, ทำให้มัวหมอง, ทำให้เสียหาย) 

(b) galvanize    (แก๊ล-วะ-ไนซ)  (กระตุ้น, กระตุ้นโดยกระแสไฟ) 

(c) tantalize    (แท๊น-ทะ-ไลซ)  (ยั่วเย้า, ทำให้น้ำลายไหล) 

(d) offer    (เสนอ, อาสา, รับทำ, มอบ, ถวาย, ให้, กล่าวว่าจะยกให้, เสนอ, เสนอราคา, บอกราคา, บอกขาย, ขอแต่งงาน)

(e) gesticulate    (เจส-ทิค-คิว-เลท)  (ออกท่าออกทาง, โบกไม้โบกมือ, ทำท่าทาง – โดยเฉพาะด้วยมือและแขนเวลาพูด) 

(f) fabricate   (แฟ้บ-ริ-เคท)  (๑.  สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ทอ,  ๒. ปลอม, ปลอมแปลง, กุเรื่อง-สร้างเรื่องขึ้นมา) 

(g) reprimand    (เร้พ-พริ-แมนด หรือ มานด)  {. (คำกริยา) ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง, . (คำนาม) การประณาม, การกล่าวหาอย่างรุนแรง)}

 

8. We’ve arranged for a car ____________ you up from the airport and _____________ you to your hotel.

(เราได้จัดเตรียมรถยนต์ไว้คันหนึ่ง _____________ คุณจากสนามบิน  และ _____________ คุณไปส่งที่โรงแรมของคุณ)

(a) picking ___________ having taken

(b) being picked ___________ take

(c) to pick ___________ taking

(d) to pick ___________ take    (เพื่อไปรับ ............................. พา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

                                      . Arrange for someone (something) to do something  หรือ Arrange something for someone  เตรียมการไว้เพื่อใคร (อะไร) ให้ทำอะไร  หรือ  เตรียมบางสิ่งไว้สำหรับใครบางคน

  • Could you arrange for me to stay in a hotel downtown?

(คุณจัดให้ผมพักในโรงแรมในเมืองได้ไหม)

  • I asked if it could be arranged for me to meet one of the national leaders?

(ผมถามว่าจะสามารถจัดให้ผมพบผู้นำประเทศคนหนึ่งได้หรือไม่)

  • We can arrange temporary loans or grants for you.

(เราสามารถจัดเงินกู้ชั่วคราว หรือเงินให้เปล่าแก่คุณได้)

  • Will the shop from which you’re buying the machine arrange to have it installed?

(ร้านที่คุณซื้อเครื่องจักรมา  จะสามารถติดตั้งมัน (ในอาคาร) ได้หรือไม่)

  • Please arrange for a taxi to collect us after the performance.

(โปรดจัดเตรียมรถแท็กซี่ให้มารับเราหลังการแสดง)

                                      ๒. Arrange + events (meetings)  =  วางแผน, จัดเตรียม, เตรียมการ  เพื่อให้งานหรือการประชุมเกิดขึ้นในอนาคต

  • Could you come up here and I’ll arrange a meeting?

(คุณจะมาที่นี่ได้ไหม  และผมจะจัดประชุม)

  • Express Tour Company arranges holidays in Eastern Europe.

(บริษัทเอ๊กเพรสทัวร์จัดไปเที่ยววันหยุดในยุโรปตะวันออก)

  • I arrange everything with the management.

(ผมวางแผน-เตรียมการทุกเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการ)

                                      ๓. Arrange with someone to do something  =  วางแผนร่วมกับใครบางคนเพื่อทำอะไรบางอย่าง

  • Don’t worry if you’ve arranged with somebody else to go with them.

(ไม่ต้องวิตกถ้าคุณได้วางแผนร่วมกับคนอื่นๆที่จะไปกับพวกเขาแล้ว)

  • It was suddenly arranged that Jenny should come to Switzerland.

(มันได้รับการวางแผนในทันทีทันใด  ให้เจนนี่ไปสวิสเซอร์แลนด์)  

                                      ๔. Arrange + กรรม + สถานที่  =  เก็บหรือวางไว้ที่ตรงนั้น  หรือจัดวางไว้ที่ตรงนั้นให้เป็นระเบียบ  เพื่อให้น่าดู

  • We’ve arranged four wooden chairs around the square oak table.

(เราวางเก้าอี้ไม้  ๔  ตัวไว้รอบโต๊ะไม้โอ๊กสี่เหลี่ยมจัตุรัส)

  • He began arranging his things.

(เขาเริ่มจัดวางสิ่งต่างๆให้เป็นระเบียบ)

 

9. The wanted man, ______________ picture was in all the newspapers, was recognized in a restaurant in New York.

(ชายที่ถูกต้องการตัว, ______________ รูปภาพ _____________ อยู่ในหนังสือ พิมพ์ทุกฉบับ,  ถูกจำ (หน้า) ได้ในภัตตาคารแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก)

(a) his

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ................(รูปภาพ)................. ของเขา  อยู่ใน........)

(c) which

(d) who

 

10. ___________________________ some mammals came to live in the sea is not known.

(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดมาอาศัยอยู่ในทะเลได้ ________________ ไม่เป็นที่ล่วงรู้)  (คือ  ไม่มีใครรู้ว่าสัตว์พวกนั้นมาอาศัยอยู่ในทะเลได้อย่างไร)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) How    (อย่างไร)

(c) What    (อะไร)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “How some mammals came to live in the sea”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  ทำหน้าเป็นประธานของกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ___________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ___________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay” นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ______________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                         ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ____________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                        ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                        ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear”

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                       ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                          ตัวอย่างที่  

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                      ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                      ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                       ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                      ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

11. __________________ who was the first black woman to run for the office of President of the United States in 1972.

(__________ ผู้ซึ่งเป็นสตรีผิวดำคนแรกที่ลงแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี  ๑๙๗๒)

(a) Shirley S. Chisholm

(b) It was Shirley S. Chisholm    (เธอคือเชอร์ลีย์ เอส ชิสโฮล์ม)

(c) Shirley S. Chisholm was

(d) When Shirley S. Chisholm

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้างข้างล่าง

  • It is (was) + Subject + Who + Verb  ประธานฯคือ............ผู้ซึ่ง...........  หรือ  ประธานฯเป็น................
  • It is I who am the leader, not you.

(ผมเป็นผู้นำ  มิใช่คุณ)

  • It is she who is my teacher.

(เธอเป็นครูของผม)

  • It was my mother who was very kind to me throughout her life.

(เธอคือแม่  ผู้ซึ่งกรุณาต่อผมมากตลอดชีวิตของเธอ)

  • It was Peter who contributed a great deal to the success of the project.

(เขาคือปีเตอร์  ผู้ซึ่งมีคุณูปการ (มีส่วนช่วยเหลือ) อย่างมากต่อความสำเร็จของโครงการ)

 

12. They were ushered into a sumptuous (ซั้มพ-ชู-อัส) dining hall.

(พวกเขาถูกพาไปยังห้องรับประทานอาหารที่     หรูหราโอ่อ่าและมีราคาแพง-โอ่โถง-ฟุ่มเฟือย)

(a) unbecoming   (๑. ไม่ดึงดูดใจ, ไม่งดงาม, ไม่น่าสนใจ,  . ไม่เหมาะสม) 

(b) luxurious; magnificent    (ฟุ่มเฟือย, หรูหรา, บำรุงความสุข, โอ่อ่า; โอ่อ่า, ดีเลิศ, งดงาม, สง่า, ภาคภูมิ, ผึ่งผาย)

(c) enterprising    (กล้าได้กล้าเสีย, ซึีงเต็มไปด้วยความริเริ่ม, แคล่วคล่อง)    

(d) pugnacious    (พัก-เน้-เชิส)  (ชอบทะเลาะวิวาท, ชอบชกต่อย, ชอบต่อสู้, ชอบต่อยตี) 

(e) perspicacious    (เพอร์-สพิ-เค้-เชิส)  (ปัญญาเฉียบแหลม, สายตาแหลมคม) 

(f) sycophantic    (ซิค-โค-เฟินท-ทิค)  (ประจบสอพลอ, เลียแข้งเลียขา)  {คนประจบสอพลอ  =  sycophant (ซิค-โค-เฟิ่นท)}

 

13. He is conversant (คัน-เว้อ-เซิ่นท) with many fields of study.

(เขา     คุ้นเคย-รอบรู้-เชี่ยวชาญ      กับหลากหลายสาขาวิชา)

(a) enervated    (เอ๊น-เนอะ-เวท-ทิด)  (หมดเรี่ยวหมดแรง, อ่อนกำลัง) 

(b) furtive    (เฟ้อร์-ทิฟว)  (ลึกลับ, ลับๆล่อๆ, แอบแฝง, ซ่อนเร้น, มีนัย, มีเล่ห์กระเท่ห์) 

(c) reticent    (เร้ท-ทิ-เซิ่นท)  (ขรึม, พูดน้อย, ไม่พูด, เงียบ, สงวนท่าที) 

(d) acquainted    (อะ-เคว้น-ทิด)  (ที่คุ้นเคย, ที่รู้จักมาก่อน

(e) intrepid    (อิน-เทร้พ-พิด)  (กล้าหาญ, กล้า, ไม่กลัว) 

(f) hapless    (แฮ้พ-ลิส)  (โชคไม่ดี, ไร้โชค) 

(g) adroit    (อะ-ดร๊อยท)  (คล่องแคล่ว, ชำนาญ, มีทักษะ) 

 

14. Please wear a decent (ดี๊-เซิ่นท) suit to the party.

(โปรดสวมชุด     สุภาพ-เหมาะสม-สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติ-มีสมบัติผู้ดี-กรุณา-โอบอ้อมอารี-พอเพียง      ไปที่งานเลี้ยง)

(a) vigilant    (วิ้จ-จิ-เลิ่นท)  (ระมัดระวัง, รอบคอบ, ตื่นตัว, เฝ้าระวังคอยสังเกต, ไหวตัว) 

(b) polite   (สุภาพ)

(c) irate    (ไอ๊-เรท หรือ  ไอ-เร้ท)  (โกรธจัด, โมโหมาก, เดือดดาลมาก) 

(d) voracious    (วอ-เร้-เชิส)  (๑. ละโมบ, โลภ, ตะกละ, จ้องแต่จะได้,  ๒. ไม่รู้จักพอ, ไม่รู้จักอิ่ม, หิวกระหาย, ต้องการกินอาหารมาก   ๓. ไม่รู้จักพอประมาณ, ไม่ควบคุม-ยับยั้งความอยากของตน) 

(e) indiscriminate    (๑. ไม่เลือกหน้า, ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง, ไม่แยกความแตกต่าง, ไม่เจาะจง, สุ่มตัวอย่าง, ที่ขาดการพิจารณาแยกแยะ  ๒. หลากหลาย, ปนเป, คละ) 

(f) eminent    (เอ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, มีชื่อเสียง, สูงส่ง, เป็นปุ่มยื่นออกมา) 

(g) imminent    (อิ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (ใกล้เข้ามา, จวนเจียน (จะเกิดเหตุการณ์), จวนตัว, ใกล้อันตราย, ฉุกละหุก, ฉุกเฉิน) 

 

15. ___________________________________________ well he would have been present.

(_________________________ สบายดี  เขาก็คงจะมาปรากฏตัวแล้ว)  (คือ มาร่วมด้วยแล้ว)

(a) If he had

(b) Had he been    (ถ้าเขา)

(c) Unless he were

(d) Because he was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Had he been”  Reverse (ผกผัน)  (Inversion) มาจาก  “If he had been”  เป็น  “If clauseแบบที่  ๓   (Past unreal)  คือเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “เขาไม่สบาย  เขาก็เลยไม่ได้มาปรากฏตัว  หรือมาร่วมด้วย”  ดูเพิ่มเติมรูป  “ผกผัน”  จากประโยคข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….....................exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………..............…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………..................…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

หมายเหตุ     -    จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น   Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

 

16. ________________________________ he doesn’t succeed, I shall be very disappointed.

(__________________________________ เขาไม่ประสบความสำเร็จ  ผมจะผิดหวังมาก)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) Although    (แม้ว่า)

(c) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

(d) If    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ป็น  “If clause”  บบที่    คือ  ถ้าข้อความใน   “If clause”  (ประโยคย่อย)  เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  กล่าวคือ   “ถ้าเขาทำไม่สำเร็จ   ผมก็จะผิดหวังมาก

 

17. Everyone __________________ to the convention except Sam and ________________.

(ทุกคน ___________________ ที่การประชุม  ยกเว้นแซมและ ____________________)

(a) goes _______________ I

(b) are going ________________ me

(c) have gone ________________ myself

(d) has gone ________________ me    (ได้ไปแล้ว __________________ ผม)

 ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Except”  เป็น  “Preposition”   ดังนั้น  ต้องใช้  “Me”  เนื่องจากต้องเป็นสรรพนามในรูป   “กรรม”  ของ  “Preposition”  และเพราะว่า  “Everyone”  ถือเป็นรูปเอกพจน์  จึงไม่เลือก  “Are going”  ในข้อ  (b)

 

18. A: “The doctor told him to stop taking drugs __________ he should suffer brain damage.”

(A: หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด ____________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

      B: “I don’t think he’ll listen.”

(B: ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless    (ถ้า...................ไม่)

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(d) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ  ( d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

  • We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

  • I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

  • He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

 

19. The amount of steel _____________________ last year showed a considerable increase.

(ปริมาณของเหล็กกล้าซึ่ง _____________ ปีที่แล้ว  แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)

(a) producing

(b) produced    (ถูกผลิต, ได้รับการผลิต)

(c) was produced

(d) was producing

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “which (that) was produced last year

 

20. Don’t open a shop _________________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _________________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้   “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He won’t pass his examination _______________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Unless  =  If………….........… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้