หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 332)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In 1750, two people out of every ten lived in the town.  By the middle of the 20th century, eight people out of every ten did so.

(ในปี  ๑๗๕๐  ประชาชน  ๒  คนจากทุกๆ  ๑๐  คน  อาศัยอยู่ในเมืองนี้  (แต่)  ในตอนกลางศตวรรษที่  ๒๐  ประชาชน  ๘  คนจากทุกๆ  ๑๐  คนทำเช่นนั้น)  (หมายถึง  อาศัยอยู่ในเมืองนี้)

(a) More people lived in the town in 1750 than at the present time.    (ประชาชนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในปี  ๑๗๕๐  มากกว่าในปัจจุบัน)

(b) Ten people out of every twenty have moved to live in the town.    (ประชาชน  ๑๐  คนจากทุกๆ  ๒๐  คน  ได้ย้ายไปอยู่ในเมือง)

(c) More people lived in the town in 1850 than in 1950.    (ประชาชนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในปี  ๑๘๕๐  มากกว่าในปี  ๑๙๕๐)

(d) More people now live in the town.    (ผู้คนจำนวนมากขึ้นอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในปัจจุบัน)  (เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต)

 

2. “I had no voice in the matter.”

(ผมไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น)

From the above statement, we learn that the speaker ________________________________.

(จากข้อความข้างบน  เรารู้ว่าผู้พูด ___________________________________________)

(a) had no opinion of the matter    (ไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนั้น)

(b) had little idea of what the matter was about    (รู้นิดเดียวว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับอะไร)

(c) did not want to show any concern about the matter    (ไม่ต้องการแสดงความวิตกกังวลใดๆเกี่ยวกับเรื่องนั้น)

(d) had no right to express his opinion in the matter    (ไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น)

 

3. Jennifer said she would do anything for me but lie.   

(เจนนิเฟอร์กล่าวว่าเธอจะทำอะไรให้ผมได้ทุกอย่าง  ยกเว้นโกหก)  (หมายถึง  จะให้ทำอะไรให้ก็ได้  ยกเว้นให้โกหก)

(a) Jennifer does nothing but lies.    (เจนนิเฟอร์ไม่ทำอะไรเลย  นอกจากโกหก)

(b) I lied to Jennifer.    (ผมโกหกเจนนิเฟอร์)

(c) Jennifer refuses to lie.    (เจนนิเฟอร์ปฏิเสธที่จะโกหก)  (คือ  ไม่ยอมโกหก)

(d) Jennifer lied to me about something.    (เจนนิเฟอร์โกหกผมเกี่ยวกับบางเรื่อง)

 

4. Our store has several products on hand.   

(ร้านของเรามีผลิตภัณฑ์มากมายพร้อมจำหน่าย)  (แปลตรงตัว  คือ  มีผลิตภัณฑ์อยู่ในมือ)

(a) Our store has many things ready made.    (ร้านของเรามีสิ่งต่างๆจำนวนมากซึ่งทำสำเร็จรูป)

(b) Our store produces handmade products.    (ร้านของเราผลิตสินค้าซึ่งทำด้วยมือ)

(c) Several products are available here.    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมากสามารถหา (ซื้อ) ได้ที่นี่)

(d) Goods are on sale by hand.    (สินค้ากำลังถูกขายด้วยมือ)

 

5. It is undeniable (อัน-ดิ-ไน้-อะ-เบิ้ล) that he has skill, but he needs to show more initiative.  

(มัน    ไม่อาจปฏิเสธ-ไม่อาจโต้แย้งได้-ไม่ผิดพลาดแน่นอน    ว่าเขามีทักษะ  แต่ว่าเขาจำเป็นต้องแสดงความคิดริเริ่มเพิ่มมากขึ้น)

(a) unbearable    (ทนไม่ได้, ไม่สามารถอดกลั้นได้) 

(b) unblemished    (อัน-เบล๊ม-มิชด)  (ไม่มีรอยด่างพร้อย, ไม่มีมลทิน, ไร้ราคี, บริสุทธิ์)

(c) uncanny    (อัน-แค้น-นี่)  (แปลก, พิกล, ไม่ปกติ, ไม่ธรรมดา, ประหลาด, อัศจรรย์, ลึกลับ) 

(d) boisterous    (บ๊อย-สเทอ-เริส)  (หนวกหู, อึกทึก, เอะอะ, พล่าน, หยาบ) 

(e) indubitable    (อิน-ดู๊-บิ-ทะ-เบิ้ล)  (ไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอน, ไม่สามารถโต้แย้งหรือเถียงได้(= incontrovertible = indisputable = unquestionable= irrefutable = obvious = evident = conclusive = certain)

(f) derogatory   (ดิ-ร้อก-กะ-ทอร์-รี่)  (ที่เสื่อมเสีย, ที่เสียหาย) 

 

6. The doctor advised me to stay away from unwholesome (อัน-โฮ้ล-เซิ่ม) foods.

(หมอแนะนำให้ผมอยู่ห่าง (หลีกเลี่ยง) จากอาหารที่      เป็นอันตรายต่อกายหรือใจ-มีสุขภาพไม่ดี-เสื่อมเสียศีลธรรม)

(a) conspicuous    (คอน-สพิ้ค-คิว-อัส)  (เห็นได้ง่าย, เห็นเด่นชัด, เห็นโทนโท่, มองดูสะดุดตา) 

(b) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, โว, ช่างพูด) 

(c) infallible    (อิน-แฟ้ล-ละ-เบิ้ล)  (ไม่รู้จักผิดพลาด, ไม่ทำผิดพลาด, แน่นอนที่สุด, คนที่ไม่ทำผิดพลาด หรือทำถูกโดยตลอด, สิ่งที่ถูกต้องตลอด) 

(d) unnourishing    (อั๊น-เนอ-ริช-ชิ่ง)  (ซึ่งไม่บำรุงเลี้ยง, ซึ่งไม่หล่อเลี้ยง, ซึ่งไม่เสริมกำลัง, ซึ่งไม่บำรุงด้วยอาหาร, ซึ่งไม่สนับสนุน, ซึ่งไม่เลี้ยงหรือถนอม)

(e) esoteric    (เอส-โซ-เท้อร์-ริค)  (ลึกลับ, ซึ่งรู้เฉพาะไม่กี่คน, ซึ่งรู้ในวงจำกัด, ลับเฉพาะ) 

(f) impermanent    (ไม่ถาวร, ชั่วคราว) 

 

7. I am very sad about his untimely death.

(ผมโศกเศร้าเป็นอย่างมากกับการตาย      ก่อนถึงเวลา-ไม่เหมาะสมกับกาลเวลา-ไม่ได้เวลา-ไม่ถูกกาลเทศะ-ไม่สมควร-ไม่เหมาะสม     ของเขา)

(a) disreputable    (เสียชื่อเสียง, ชื่อเสียงไม่ดี, ไม่น่าเคารพ)

(b) cogent    (โค้-เจิ้นท)  (น่าเชื่อ, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจ, ถูกจุด, ตรงประเด็น)             

(c) horrible    (น่ากลัว, น่าสยดสยอง, ไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่ง)

(d) redoubtable    (ริ-เด๊า-ทะ-เบิ้ล)  (น่ากลัว, ห้าวหาญ, น่านับถือ) 

(e) frenetic (frenetical)    {เฟร-เน้ท-ทิค (เคิ่ล)}  (บ้ำระห่ำ, บ้าคลั่ง)             

(f) premature    (พรี-มะ-ทั่วร์)   (ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด, ยังไม่ครบ, ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่)  (= precocious = advanced = early)

 

8. But for her help, I wouldn’t have succeeded.

(ปราศจากความช่วยเหลือของเธอ  ผมคงจะไม่ประสบความสำเร็จ)  (ความหมายคือ   เพราะว่าเธอช่วยเหลือ  ผมจึงประสบความสำเร็จ)

(a) With or without her help, I would have succeeded.    (ด้วยหรือปราศจากความช่วยเหลือของเธอ  ผมคงประสบความสำเร็จไปแล้ว)  (คือ  ไม่ว่าเธอจะช่วยหรือไม่ก็ตาม  ผมคงจะประสบความสำเร็จไปแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง ผมมิได้ประสบความสำเร็จ  -  ประโยคนี้เป็นการสมมติที่ผิดหลักตรรกะ)  (ที่ถูก  ข้อนี้ควรพูดว่า  “With her help, I would have succeeded.”  -  “ถ้าเธอช่วย  ผมคงประสบความสำเร็จไปแล้ว”  (ในอดีต)  แต่เพราะเธอไม่ช่วย  ผมจึงล้มเหลว)

(b) Thanks to her help, I succeeded.    (เนื่องจากความช่วยเหลือของเธอ  ผมจึงประสบความสำเร็จ)

(c) I didn’t succeed because she didn’t help me.    (ผมไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะเธอไม่ช่วยผม)

(d) If she had helped me, I would have succeeded.    {ถ้าเธอได้ช่วยผม  ผมคงประสบความสำเร็จไปแล้ว”  (ในอดีต)} (แต่จริงๆแล้ว  เธอมิได้ช่วยผม  ผมจึงล้มเหลว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติม  “But for”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • _________________________ Tommy’s advice, they would have never got the job.

(____________________ คำแนะนำของทอมมี่   พวกเขาคงจะไม่ได้งานทำ)  (ความหมาย คือ  เพราะทอมมี่ให้คำแนะนำ  พวกเขาเลยได้งานทำ)

(a) Except    (ยกเว้น)

(b) Apart from    (นอกเหนือจาก)

(c) But for    (ปราศจาก(= Without)

(d) As for   (สำหรับ  -  ผม, คุณ, เธอ, ฯลฯ)

 

9. Billy’s medicine is good for neither his sore throat nor his cough.

(ยาของบิลลีไม่ได้ผลทั้งกับการ (อาการ) เจ็บคอ  และการไอของเขา)

(a) The medicine is good for his sore throat.    (ยาใช้ได้ผลสำหรับอาการเจ็บคอของเขา)

(b) The medicine is good for his cough.    (ยาใช้ได้ผลสำหรับการไอของเขา)

(c) The medicine is helpful to his cold.    (ยานี้มีประโยชน์สำหรับอาการไข้หวัดของเขา)

(d) The medicine does not help at all.    (ยามิได้ช่วยอะไรทั้งสิ้น)  (คือ  ใช้แก้การเจ็บคอ  และการไอของบิลลีไม่ได้)

 

10. If Linda doesn’t improve in physics this semester, she’ll have to find a tutor.

(ถ้าลินดา (คะแนน) ไม่ดีขึ้นในวิชาฟิสิกส์เทอมนี้  เธอจำเป็นจะต้องหาครูสอนพิเศษ)

(a) Linda is a better physics student than her tutor.    (ลินดาเป็นนักเรียนวิชาฟิสิกส์ที่ดี (เก่ง) กว่าครูสอนพิเศษของเธอ)

(b) Tutors cannot be found this semester.    (ครูสอนพิเศษไม่สามารถหาได้ในเทอมนี้)

(c) Linda needs to do better in physics.    (ลินดาจำเป็นต้องทำให้ดีขึ้นในวิชาฟิสิกส์)

(d) Several physics students are tutored by Linda.    (นักเรียนวิชาฟิสิกส์จำนวนมากได้รับการสอนพิเศษ (ติว) โดยลินดา)

 

11. She has been here ____________________________________________________.

(เธออยู่ที่นี่ _________________________________________________________)

(a) after 1975    (หลังจากปี  ๑๙๗๕)

(b) in 1975    (ในปี  ๑๙๗๕)

(c) for 1975

(d) since 1975    (ตั้งแต่ปี  ๑๙๗๕)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ประโยคนี้ใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense”  (Has been)  ซึ่งแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  (อยู่ที่นี่  ตั้งแต่ปี  ๑๙๗๕)  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

12. If a miner pondered over the high mortality rate in his occupation, he might want to quit.

(ถ้าคนงานเหมืองไตร่ตรองเกี่ยวกับอัตรา    การตาย     ในอาชีพของตน  เขาอาจต้องการเลิกทำอาชีพนี้)

(a) neophyte    (นี้-โอ-ไฟท)  (ผู้เริ่มฝึกหัด, ผู้เริ่มทำงาน, สมาชิกใหม่, เณร) 

(b) valediction    (แวล-ลิ-ดิ๊ค-ชั่น)  (การอำลา, การเอ่ยคำอำลา, คำอำลา) 

(c) death; fatality; decease; demise; end; termination    (ความตาย; ความหายนะหรืออุบัติเหตุถึงตาย-คนตายโดยอุบัติเหตุ; ความตาย-มรณกรรม; การตาย-มรณกรรม-การสิ้นสุด; มรณกรรม-จุดจบ-ความพินาศ-ความหายนะ; การสิ้นสุด-การยุติ-การจบลง)

(d) vainglory    (เว้น-โกล-รี่)  (การทะนงตัว-เย่อหยิ่ง-จองหอง-ผยองเกียรติ, ความเห่อ, คนเย่อหยิ่ง, คนผยอง)

(e) heist    (ไฮ้ซท)  (การปล้น, การขโมย, การโจรกรรม, ปล้น, ขโมย)

(f) magnanimity    (แมก-นะ-นิ้ม-มี-ที่)  (ความมีใจกว้าง-เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความสูง ส่ง, ความไม่เห็นแก่ตัว, ความมีจิตใจสูงส่ง, การกระทำที่มีใจสูงส่ง)

 

13. Although the former farm girl pretended to be urbane, a feeling of nostalgia (นอส-แท้ล-เจีย) always came over her when she heard country music.

(แม้ว่าอดีตเด็กหญิงชาวไร่จะแสร้งทำเป็นแบบชาวเมือง-ผู้ดี   ความรู้สึก      ความคิดถึงอดีต      มักจะมาเยือนเธอเสมอ  เมื่อเธอได้ยินดนตรีบ้านนอก)

(a) obliquity    {โอ (อะ)-บลิ๊ค-ควิ-ที่}  (ความไม่ซื่อตรง, ความไม่มีศีลธรรม จรรยา, ความมีเลศนัย, ความเอียง, การเอียงลาด, ความอ้อมค้อม, ความบิดเบือน)

(b) rendezvous    (ร้าน-เด (ดี-ดะ)-วู)  (การนัดพบ, ที่นัดพบ, ที่ชุมนุม, ที่ชุมนุมพล, นัดพบ, ชุมนุมกัน)

(c) felony    (เฟ้ล-ละ-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น  ฆาตกรรม, วางเพลิง, ข่มขืน)  (= crime)

(d) melancholy    (เม้ล-เลิน-คอล-ลี่)  (ภาวะจิตใจหดหู่, ใจคอเหี่ยวแห้ง, อาการครุ่นคิดมาก, หดหู่, ซึมเศร้า, สลดใจ, ซึ่งทำให้สลดใจ) 

(e) equanimity    (อี-ควะ-นิ้ม-มิ-ที่)  (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ) 

(f) yearning for the past    (การคิดถึงอดีต)

 

14. His two front teeth were knocked out in a brawl (บรอล).

(ฟันหน้าสองซี่ของเขาถูกทำให้หลุดออกมาใน    การทะเลาะวิวาท-การด่ากัน-เสียงเอะอะโวยวาย)  (คือ  ถูกชกจนฟันหน้าหลุด  ๒  ซี่่)

(a) arson    (อ๊าร์-เซิ่น)  (การลอบวางเพลิง)

(b) bistro    (บิส-โทร)  (ภัตตาคารหรือบาร์เล็กๆที่นิยมเสิร์ฟไวน์)

(c) artisan    (อ๊าร์-ทิ-เซิ่น)  (ช่างฝีมือ, ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ)

(d) artifact    (อ๊าร์-ทิ-แฟคท)  (สิ่งประดิษฐ์ด้วยฝีมือคน, สิ่งประดิษฐ์, ของเทียม) 

(e) fray    (เฟร) (noun-verb)  (การทะเลาะวิวาท, การต่อสู้, การชกต่อย, การโต้เถียง, ทำให้ตกใจ-ตกตะลึง) 

(f) crony    (โคร้-นี่)  (เพื่อนสนิท)

 

15. Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน _____ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ ___________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun) 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _____________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ___________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ______________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

16. She is English ______________________________________________________ birth.

(เธอเป็นคนอังกฤษ ______________________________________________ กำเนิด)

(a) for

(b) from

(c) since

(d) by    (โดย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี) “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

 

17. I have _____________________________________________ a lot of letters tomorrow.

(ผม ____________________________________________ จดหมายมากมายวันพรุ่งนี้)

(a) written

(b) been writing

(c) to write    (“Have to write”  =  จำเป็นต้องเขียน)

(d) necessary to write

 

18. He walked slowly for fear that he ______________________________________ stumble.

(เขาเดินอย่างช้าๆ  ด้วยเกรงว่าเขา ________________________________ สะดุดหกล้ม)

(a) might

(b) would

(c) should    (จะ)

(d) would not

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “For fear that + Subject + should + Verb 1”  =  “ด้วยเกรงว่าประธานฯจะ..........................

 

19. The man _____________________________________ beside your teacher is my uncle.

(ผู้ชายที่ _____________________________________ ข้างๆครูของคุณ  เป็นลุงของผม)

(a) stands

(b) standing     (ยืน, กำลังยืน)

(c) is standing

(d) to stand

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย   (Adjective clause)  “Who stands”   หรือ  “Who is standing”  ซึ่ง  “Standing”  ในที่นี้  เรียกว่า  “Present participle”  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  คือ  “Man”   เพื่อบอกให้รู้ว่า  คำนามนั้น  (ผู้ชาย)  เป็นผู้ทำกริยา  “ยืน”  คือ   แสดงการ  “เป็นผู้กระทำ”  (Active voice)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • The pen _____________________________________ to Tim has just been stolen.

(ปากกา ____________________________________________ ทิม  เพิ่งจะถูกขโมยไป)

(a) belongs

(b) belonged

(c) belonging    (ซึ่งเป็นของ)

(d) belong

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adjective clause”  (Which belongs to Tim)  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “The pen has just been  stolen.

                                         ตัวอย่างที่  ๒

  • The students _____________________________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง ___________________________ ภาษาสเปน  อาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c)study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “……........students who study……...…”   หรือ   “…....….students who are studying.........,,..”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้  เช่น

  • The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)    

       

20. If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, _____________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, __________)

(a) not the young himself

(b) not the youngs themselves

(c) not the youngs himself

(d) not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)   คือ  คำสรรพ นามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves”  (สำหรับ  “The young”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม   พหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • The brave ___________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave”  =  “ผู้กล้าหาญ”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”   กริยาจึงเป็น   “Are

                                         ตัวอย่างที่  

  • In the cities _____________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “The poor”   หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                                        ตัวอย่างที่          (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น“the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่  ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น  “The dying”  (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)   “The injured”  (คนเจ็บ)  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้