หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 330)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She kept _____________________________ everybody how much she hated her job.

(เธอคอย ____________________ ทุกคนอยู่เรื่อยๆ ว่าเธอเกลียดงานของเธอมากเพียงใด)

(a) tell

(b) to tell

(c) telling    (บอก)

(d) told

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “Keep + Verb + ing”  หรือ  “Keep + กรรม + Verb + ing”  เช่น

  • She kept reading in the library all day long.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน)

  • He kept me waiting for him at the airport for 3 hours.

(เขาทำให้ผมรอคอยเขาอยู่ที่สนามบินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมง)

 

2. What _______________________________________________ on when she came in?

(อะไร ____________________________________________ เมื่อเธอเข้ามา  -  ในห้อง)

(a) went

(b) had gone

(c) is going

(d) was going    (กำลังดำเนินไป, กำลังเกิดขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้กริยาในประโยคใหญ่  “Was going”  (Past continuous tense)  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย  “Came”  (Past simple tense)

 

3. He seldom goes to the market, ___________________________________________?

(เขาไม่ใคร่จะได้ไปตลาด, _______________________________________________)

(a) doesn’t he

(b) does he    (ใช่ไหม)

(c) is he

(d) isn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Seldom, Hardly, Scarcely, Rarely, Barely”  (ทุกคำหมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”)  หรือ  “Never”  (ไม่เคย)   มีใจความเป็นปฏิเสธ  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องอยู่ในรูปบอกเล่า

 

4. By the time ____________ over next April, I will have saved up enough money to buy a computer.

(เมื่อ _________________ ปิดเทอมในเดือนเมษายนปีหน้า  ผมจะได้เก็บเงินมากเพียงพอแล้วที่จะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่)

(a) school it is

(b) when school is

(c) school is    (เมื่อ)

(d) of school is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (School) และกริยา  (Is)  ของประโยคย่อย  และเมื่อใช้  “By the time”  แล้ว  ไม่ต้องใช้  “When”  ซ้ำอีก

 

5. Their formidable (ฟ้อร์-มิ-ดะ-เบิ้ล) opponents gave no sign of weakness.

(คู่ต่อสู้-ฝ่ายตรงข้ามที่     น่ากลัว-น่าสะพรึงกลัว-น่าเกรงขาม-ซึ่งเอาชนะยาก-เหนือกว่ามาก-มีอำนาจหรือกำลังมาก-ยากลำบาก    มิได้แสดงสัญญานของความอ่อนแอเลย)

(a) pusillanimous    (พิว-ซิ-แล้น-นิ-เมิส)  (ขี้ขลาด, ตาขาว, ใจอ่อนแอ, ใจปลาซิว, ใจไม่เข้มแข็ง)

(b) imperturbable    (อิม-เพอ-เท้อร์-เบ-เบิ้ล)  (ไม่หวั่นไหว, ไม่ตื่นเต้นง่าย, ใจเย็น, สุขุม, เงียบ)

(c) invincible; dreadful; horrible; terrible    (ไม่สามารถเอาชนะได้-ที่ทำลายไม่ได้;  น่าหวั่นกลัว; น่ากลัว-น่าสยดสยอง; น่ากลัว-น่าเกรงขาม-สยองขวัญ-ร้ายแรง)

(d) vindictive    (อาฆาต, พยาบาท)

(e) taciturn    (แท้ซ-ซิ-เทิร์น)  (เงียบ, ขรึม, ไม่พูด, พูดน้อย, ถามคำตอบคำ)

(f) lackluster    (= lackluster)   (ไม่มีชิวิตชีวา, ไม่สดใส, ไม่สง่าผ่าเผย, มัว, ไม่วาว)

 

6. The intricate (อิ๊น-ทริ-เคท) design of the vase made it a valuable piece for her collection.

(การออกแบบ      ที่ซับซ้อน-ยุ่ง-ยากที่จะเข้าใจ     ของแจกันใบนั้น  ทำให้มันเป็นชิ้นสิ่งของที่มีคุณค่าสำหรับของเก็บสะสมของเธอ)

(a) penurious    (พี-นิ้ว-เรียส)  (ขี้เหนียวที่สุด, ยากจนที่สุด, ขาดแคลนยิ่ง)

(b) captious    (แค้พ-ชัส)  (หาเรื่อง, จับผิด, คอยจับผิด, ขี้บ่น)

(c) indomitable    (อิน-ด๊อม-มิ-ทะ-เบิ้ล)  (ไม่สามารถเอาชนะได้, ทรหด, ไม่ย่อท้อ)

(d) saturnine    (แซ้ท-เทอะ-นิน)  (เงื่องหงอย, เซื่องซึม, เกี่ยวกับตะกั่วหรืออาการพิษตะกั่ว)

(e) complex; complicated    (ซับซ้อน-ประกอบด้วยส่วนต่างๆ; ซับซ้อน-ยุ่งเหยิง-ยุ่งยาก-ยากที่จะเข้าใจหรืออธิบาย)

(f) fervid    (เฟ้อร์-วิด)  (ร้อนรน, เร่าร้อน, กระตือรือร้น, ร้อน, เผาไหม้)

 

7. Students who ask teachers to “repeat that again” are being redundant (ริ-ดั๊น-เดิ้นท) because “repeat” means “again”.

(นักเรียนผู้ซึ่งถามครูให้ “พูดเรื่องนั้นซ้ำอีกครั้ง”  กำลัง      ใช้คำมากเกินไป-น้ำท่วมทุ่ง-เหลือเฟือ-มากเกินไป-มากเกินความจำเป็น    เพราะว่า  “พูดซ้ำ” หมายถึง “อีกครั้งหนึ่ง”)

(a) sardonic    (ซาร์-ด๊อน-นิค)  (ถากถาง, เหน็บแนม, เสียดสี, เยาะเย้ย, หัวเราะเยาะเย้ย, พูดกระทบกระแทก)  (= scornful)

(b) unctuous    (อั๊งค-ชู-เอิส)  (ประจบสอพลอ, เป็นน้ำมัน, เป็นมัน, ลื่น, ลื่นเกินไป, เหมือนสบู่)

(c) zealous    (เซ้ล-ลัส)  (กระตือรือร้น, ตั้งใจอย่างแข็งขัน, อุตสาหะอย่างใจจดใจจ่อ, ปรารถนาอย่างมาก, ขยันขันแข็ง, มีใจจดจ่อ, เร่าร้อน)  (= enthusiastic = energetic = ardent = fervent = earnest = keen)

(d) wordy; verbose; superfluous; excessive    (ใช้คำเยิ่นเย้อ-น้ำท่วมทุ่ง; ใช้คำมากเกินไป-ใช้คำหรือคำพูดแบบน้ำท่วมทุ่ง; มากเกินพอ-มากเกินไป-ไม่จำเป็น-ฟุ่มเฟือย; มากเกินไป-มากเกินความต้องการ)

(e) avaricious    (แอฟ-วะ-ริ้ช-เชิส)  (โลภ, งก, มักได้)

(f) contumacious    (คอน-ทุ-เม้-เชิส)  (ดื้อรั้น, แข็งข้อ, ไม่ยอมเชื่อฟัง)

 

8. The author acknowledges _____________ he got the idea from another writer, but he doesn’t agree to pay the royalties.

(ผู้เขียนยอมรับ _________________ เขาได้ความคิดมาจากนักเขียนอีกคนหนึ่ง  แต่เขาไม่เห็นด้วยที่จะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์)

(a) where

(b) that    (ว่า)

(c) why

(d) when

 

9. Our conversation class teacher encouraged us ______________ about making grammatical mistakes during the discussion.

(ครูในชั้นเรียนสนทนา (ภาษา) ของเรากระตุ้นพวกเรา ________________ เกี่ยวกับ (การพูด) ผิดหลักไวยากรณ์  ในระหว่างการประชุมปรึกษาหารือ)  (ในหัวข้อที่กำหนดขึ้นมาเพื่อฝึกการสนทนา)

(a) to not worry

(b) to worry not

(c) not to worry    (มิให้วิตกกังวล)

(d) not worry  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Encourage + Someone + (Not) + To + Do + Something”  ดังประโยคข้างล่าง

  • The parents encouraged their son to study more.

(พ่อแม่กระตุ้นให้ลูกชายของตนเรียนให้หนักยิ่งขึ้น)

  • The teacher encourages his students to apply for a scholarship.

(ครูกระตุ้นให้นักเรียนของตนสมัครรับทุนการศึกษา)

  • I encouraged her not to be late for her class.

(ผมกระตุ้นเธอมิให้เข้าเรียนสาย)

  • She encouraged him not to smoke when he was ill.

(เธอกระตุ้นเขามิให้สูบบุหรี่เมื่อเขาป่วย)

 

10. The prisoner had little difficulty ___________________________ away from the police.

(นักโทษเจอกับความลำบากเพียงนิดหน่อย (แทบจะไม่ยากเย็นเลย) ในการ _____ จากตำรวจ)

(a) to get

(b) for getting

(c) getting    (หลบหนี)

(d) got

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have difficulty”  (ประสบความยากลำบาก) + Verb +ing  หรืออาจตอบ  “Have little difficulty in getting”  ก็ได้

 

11. She told me she regretted ____________ any pictures during her trip to New York last summer.

(เธอบอกผมว่าเธอเสียใจ __________________ รูปใดๆ เลย  ในระหว่างการเดิน ทางไปนิวยอร์คเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว)

(a) not to take

(b) that she not take

(c) not taking    (ที่มิได้ถ่าย)

(d) to not take

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Regret + (Not) + Verb + ing”  ดังตัวอย่าง

  • He regretted telling her a lie.

(เขาเสียใจที่โกหกเธอ)

  • They regretted losing a lot of money on horse-racing.

(พวกเขาเสียใจที่เสียเงินไปมากมายกับม้าแข่ง)

  • She regretted not visiting her parents as frequently as she should have.

(เธอเสียใจที่มิได้ไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอบ่อยๆเท่าที่ควรจะเป็น)

  • I regretted not buying my girlfriend a present on her birthday.

(ผมเสียใจที่มิได้ซื้อของขวัญให้แฟนในวันเกิดของเธอ)

 

12. The classroom was chaotic (เค-อ๊อท-ทิค) when the teacher went out. 

(ห้องเรียน     วุ่นวาย-ไร้ระเบียบ-สับสน-อลหม่าน-คลุมเครือ    เมื่อครูออกไปข้างนอกห้อง)  (คำนาม คือ  “Chaos” (เค้-ออส) – ความอลหม่าน, ความสับสนวุ่นวาย, ความไม่มีระเบียบ, ความคลุมเครือ)

(a) incorrigible    (ที่แก้ไขไม่ได้, ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ที่ติดแน่น, บุคคลที่แก้ไขไม่ได้)

(b) impenitent    (ไม่สำนึกผิด, หัวดื้อ, ดื้อดึง, คนที่ดื้อรั้น)

(c) reprehensible    (น่าตำหนิติเตียน, สมควรถูกตำหนิ)

(d) unconscionable    (อัน-ค้อน-ชัน-เน-บึ้ล)  (ไม่ละอายแก่บาป, ขาดสามัญสำนึก)

(e) disorganized; messy; be in a state of complete disorder and confusion    (ไม่เป็นระเบียบ; ยุ่งเหยิง-ไม่เป็นระเบียบหรือสกปรก; อยู่ในสภาพไร้ระเบียบ และสับสนวุ่นวายอย่างสิ้นเชิง)

(f) pharisaical    (ฟา-ริ-เซ้-อิ-คั่ล)  (หน้าไหว้หลังหลอก, ปากกับใจไม่ตรงกัน)

 

13. The governor made a controversial (คัน-โทร-เว้อ-เซิ่ล) decision to raise taxes.  

(ผู้ว่าการรัฐทำการตัดสินใจ     ที่โต้เถียงกัน-ที่ขัดแย้งกัน-ที่ทะเลาะวิวาทกัน-เกี่ยวกับการโต้เถียง, ขัดแย้ง, ทะเลาะ     ที่จะขึ้นภาษี)  (คือการตัดสินใจขึ้นภาษี  ที่ยังโต้เถียง-ขัดแย้ง-ทะเลาะ กันยังไม่จบ ไม่สามารถหาข้อสรุปหรือข้อยุติได้)                                                                                                     

(คำนามคือ  “Controversy” (ค้อน-โทร-เวอ-ซี่)  -  การโต้เถียง, การทะเลาะวิวาท, การโต้ความ-โต้แย้ง)

(a) despicable    (น่าดูถูก, น่าดูหมิ่น, น่าเหยียดหยาม, น่ารังเกียจ, เลวทราม) 

(b) impious    (อิ๊ม-เพียส)  (ไม่เลื่อมใส, ไม่ศรัทธา, ไม่เคารพนับถือ, ไม่นับถือศาสนา, หยาบคาย, ดูหมิ่น)

(c) meretricious    (แม-รี-ทริ้ช-เชิส)  (หลอกลวง, ไม่จริงใจ, ชั่วช้า, แพศยา, บาดตา, ฉูดฉาดและหรูหราแต่ไม่มีราคา)

(d) disputatious; debatable; arguable    (ซึ่งถกเถียง-โต้เถียง-ทะเลาะ-วิวาทกัน;  ซึ่งอาจโต้เถียง-อภิปรายได้; สามารถโต้แย้ง-ถกเถียงกันได้)

(e) notorious    (โน-ท้อ-เรียส)  (มีชื่อเสียงในทางไม่ดี, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันทั่วไป)

(f) diabolical (= diabolic)    (ได-อะ-บ๊อล-ลิค-เคิ่ล)  (โหดร้าย, ร้ายกาจ, เหมือนภูติผีปีศาจ)

 

14. Studying abroad can be a very gratifying (แกร๊ท-ทิ-ไฟ-อิ้ง) experience. 

(การศึกษาในต่างประเทศสามารถเป็นประสบการณ์ที่     น่าปลื้มปิติ-น่าพอใจ-ให้ความเพลิดเพลินหรือความรู้สึกของความสำเร็จ-ให้รางวัล)

(a) scandalous    (สแค้น-ดะ-เลิส)  (อื้อฉาว, ฉาวโฉ่, อัปยศอดสู, น่าอับอาย, ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง)

(b) treacherous    (เทร้ช-เชอะ-เริส)  (ทรยศ, หักหลัง, อกตัญญู, ไม่มีสัจจะ, ไร้สัตย์, ขายเพื่อน, ขายชาติ, หลอกลวง, ไม่น่าไว้ใจ, มีเล่ห์เพทุบาย, อันตราย, ไม่ปลอดภัย)

(c) pleasurable; satisfying; delighting; fulfilling; rewarding    (น่าพอใจ-เป็นที่ถูกใจ-น่าสนุก-น่าสบายใจ; น่าพึงพอใจ-น่าปลาบปลื้มยินดี; ซึ่งบรรลุผลหรือประสบความสำเร็จ; ให้รางวัล)

(d) execrable    (เอ๊ค-ซิ-คระ-เบิ้ล)  (เลวทรามที่สุด, น่าชังที่สุด, เลวมาก)

(e) stringent    (สทริ๊น-เจิ้นท)  (เข้มงวด, กวดขัน, เคร่งระเบียบ, แน่นหนา, รุนแรง, รีบด่วน, ฉุกละหุก)

(f) ominous    (อ๊อม-มิ-เนิส)  (เป็นลางร้าย, ไม่เป็นมงคล, เป็นลางสังหรณ์, เป็นลางบอกเหตุ)

 

15. The members of Parliament can make their opinions _________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน _______ ถ้ามีความอยุติธรรมใดๆเกิดขึ้น)

(a) know

(b) knowing

(c) known    (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3” (ในกรณีเป็น  “Passive voice”  คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ  เช่น ในประโยคข้างบน  ที่  “ความคิดเห็น” จะเป็นผู้รู้ไม่ได้  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice” เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

  • She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice” เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ  “ถูกลงโทษ”)

 

16. Perhaps railways everywhere are getting ________________, like the old canals that go all over the country and are no longer used.

(บางที  รถไฟทุกแห่งกำลัง __________________ เหมือนกับคลองเก่าๆซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ  และมิได้ใช้งานต่อไปอีกแล้ว)

(a) out from date

(b) out of date    (ล้าสมัย, เลิกใช้ (งาน) แล้ว)

(c) out off date

(d) out behind date   

ตอบ  -  ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “Out of…….”  ได้แก่  “out of hand”  (บานปลาย, ควบคุมไม่อยู่),  “get out of the car”  (ออกมาจากรถ),  “take the apple out of the bag”  (เอาแอปเปิ้ลออกมาจากถุง),  “go out of town”  (ออกไปนอกเมือง),  “out of the office”  (ออกไปนอกสำนักงาน, ไม่ได้อยู่ในสำนักงาน),  “go out of business”  (เลิกทำธุรกิจ, เจ๊ง),  “out of danger”  (ไม่มีอันตราย, ปลอดภัย),  “out of trouble”  (ไม่มีปัญหา, ไม่เจอปัญหา),  “out of sight”  (พ้นสายตา, ลับสายตา),  “can’t get anything out of him”  (ไม่ได้ข้อมูลหรือความรู้จากเขาเลย),  “get much knowledge out of the seminar”  (ได้ความรู้มากมายจากการสัมมนา),  “make a fortune out of toy business”  (หาเงินได้มากมายจากธุรกิจของเล่น),  “out of jealousy”  (เนื่องมาจากความหึงหวง  หรือ  อิจฉาริษยา),  “out of fear of the dog”  (เนื่องมาจากความกลัวหมา),  “He is out of work.”  (เขาไม่มีงานทำ-ตกงาน),  “The store is out of coffee.”  (ร้านนี้กาแฟหมด-ไม่มีขาย),   “The house is built out of stone.”  (บ้านถูกสร้างจากหิน),  “Our team won eight out of ten games last season.”  (ทีมของเราชนะ ๘ จาก ๑๐ เกม ในฤดูกาลแข่งขันที่แล้ว),  เป็นต้น   

 

17. I used _____________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live    (อาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Used to + Verb 1”  =   “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)  ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน” (อาจเป็นเรื่องอดีต หรือปัจจุบันก็ได้)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • They will get ______________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ______________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Get used to” หรือ  “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)   ส่วน  “Used to”  “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ) 

                                    ตัวอย่างที่  

  • My grandfather ___________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                                         ตัวอย่างที่  

  • He got used to ______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)   ต้องตามด้วย คำนาม หรือ   “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็น  “Preposition”  สำหรับ  “Get used to”   หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือ ปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • You will be (get) used to the hot weather in Thailand very soon.

(คุณจะเคยชินกับอากาศร้อนในประเทศไทยในเวลาอันสั้น)  (อนาคต)

  • She will be (get) used to going to bed early in a few weeks.

(เธอจะคุ้นเคยกับการเข้านอนแต่หัวค่ำในอีก  ๒-๓  สัปดาห์)  (อนาคต)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่     (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

18. I learn diligently ______________________________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง _________________________________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “So as not to”   (เพื่อที่จะไม่ต้อง)  ก็ได้

 

19. Every girl ought to learn _____________________________________________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ ___________________________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Learn how to cook”  =  “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”  =  “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

 

20. He had ____________________________ arrived than he was told to start back again.

(_______________________ เขามาถึง  เขาได้รับการบอกให้กลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง)

(a) just

(b) already

(c) hardly

(d) no sooner    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “No sooner ……….than”  =  “ในทันทีที่   ”เช่น

  • He had no sooner left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง)

                                     อย่างไรก็ตาม  สามารถทำเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือInversion)   คือ  เอา  “No sooner”  มาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้น  “ในทันทีที่”  เช่น

  • No sooner had he left than she arrived.

(No sooner + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + Than + Subject + Verb)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้