หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 328)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _________________________________________ happens, we must get there tonight.

(___________________________________________ เกิดขึ้น  เราจะต้องไปที่นั่นคืนนี้)

(a) What

(b) How

(c) However    (อย่างไรก็ตาม)

(d) Whatever    (ไม่ว่าอะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whatever, However”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่    

  • _____________________________________ you may say, I still think I am right.

(_________________ คุณอาจจะพูด ________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า .............(คุณอาจจะพูด).............. อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักเพียงใดก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วเพียงไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she tried to cross the street, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะพยายามข้ามถนนอย่างระมัดระวังเพียงไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

2. He is never tired, ____________________________________________ I always am.

(เขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย _____________________________ ผมเหน็ดเหนื่อยเสมอ)

(a) provided that    (ถ้า)

(b) unless    (ถ้า...........................ไม่)

(c) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

 

3. _______________________________ summer has come, we can wear lighter clothes.

(_____________________ หน้าร้อนได้มาถึงแล้ว  เราสามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่บางมากขึ้น)

(a) In accordance with    (สอดคล้องกับ........., ตามที่.............กล่าวไว้))

(b) In case    (ในกรณีที่)

(c) However    (อย่างไรก็ตาม)

(d) Now that    (เพราะว่า)

 

4. We ______________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ___________________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I __________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม __________________________________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • ___________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                         นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago _______________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _____________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ"

                                       ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ____________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                      ตัวอย่างที่  

  • Tom ___________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                      ตัวอย่างที่  

  • Nancy _____________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _______________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                     ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                       สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                        จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would…………..............exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………............truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………...................cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                         สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}   นอกจากนั้น   ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

5. Living in the vicinity (วิ-ซิ้น-นิ-ที่) of New York, Jeremy was near many museums.   

(เพราะว่าอาศัยอยู่ใน    บริเวณใกล้เคียง-ตำบลที่ล้อมรอบ-ความใกล้เคียง-จำนวนใกล้เคียง      (กับ) นิวยอร์ค  เจเรมี่จึงอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์จำนวนมาก)  (คือ  รอบๆ นิวยอร์คมีพิพิธภัณฑ์มากมาย)

(a) council    (เค้า-เซิ่ล)  (สภา, คณะกรรมการ-กรรมาธิการ, กลุ่มคณะนิติบัญญัติ, กลุ่มคณะที่ปรึกษา, การประชุม, องค์กรร่วม, คณะมนตรี)

(b) neighborhood; proximity; region near a place    (พื้นที่-บริเวณ รอบๆหรืออยู่ติดกัน, ละแวกบ้านใกล้เคียง; สถานที่ใกล้เคียง; บริเวณที่อยู่ใกล้ๆ)

(c) heyday    (เฮ้-เด)  (สมัยหรือช่วงเวลา (ในชีวิต) ที่รุ่งเรืองสุด, ระยะที่ประสบความสำเร็จสูงสุด, วัยหนุ่มสาวเต็มตัว, ความร่าเริงหรือเบิกบานใจอย่างมาก)

(d) arson    (อ๊าร์-เซิ่น)  (การลอบวางเพลิง, การลอบเผา)

(e) sedition    (ซี-ดิ๊ช-ชั่น)  การปลุกระดมมวลชน (ให้ต่อต้านรัฐบาล), การปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบหรือก่อการกบฏ, การกระทำ การพูด สิ่งตีพิมพ์หรืออื่นๆที่สนับสนุนการก่อความไม่สงบหรือการกบฏ, การจราจล, การต่อต้านรัฐบาล)

 

6. The merit (เม้อ-ริท) of a sales tax is that it decreases government’s reliance on income taxes.  

(ข้อดี-คุณความดี-ความดีเลิศ-บุญกุศล     ของภาษีการขาย  ก็คือว่า  มันช่วยลดการพึ่งพาอาศัยของรัฐบาลที่มีต่อภาษีเงินได้  -  จากประชาชน)

(a) virtue    (เว้อร์-ชู่)  (คุณงามความดี, คุณความดี, ศีลธรรม, ความถูกต้อง, ความบริสุทธิ์, คุณสมบัติที่ดีหรือน่าสรรเสริญ, กำลังวังชาของชาย)

(b) surplus    (ส่วนเกิน, ส่วนล้น, จำนวนที่เกินหรือล้น, เงินที่เหลือ)

(c) accommodation    (อะ-คอม-โม-เด๊-ชั่น)  (สิ่งอำนวยความสะดวกหรือความต้องการ, การปรับตัว, การต้อนรับ, การจัดหาที่พัก, ที่พัก, การปรองดอง)

(d) compatriot    (คัม-เพ้-ทรี-เอิท)  (เพื่อนร่วมชาติ, คนชาติเดียวกัน)

(e) prudence    (พรู้-เดิ้นซ)  (ความรอบคอบ, ความฉลาด, ความสุขุม, ความระมัดระวัง, การมองการณ์ไกล, การประหยัด-มัธยัสถ์)

 

7. The unstable government tried to woo the support of the labor unions.

(รัฐบาลที่ไม่มั่นคงพยายามที่จะ    แสวงหา-วิงวอน-เชื้อเชิญ-ล่อใจ-เกี้ยวผู้หญิง-ขอความรัก-ขอแต่งงาน     การสนับสนุนของสหภาพแรงงาน)

(a) hoard    (ฮอร์ด)  (เก็บสะสม, กักตุน, การเก็บสะสม-กักตุน, สิ่งที่เก็บสะสม)

(b) obliterate    (อะ-บลิ๊ท-เทอ-เรท)  (ขจัด, กำจัด, ทำลายสิ้นเชิง, ตัดทิ้ง, ลบออก, ถู ออก, ขัดออก, ขจัดร่องรอยทิ้ง, ทำให้สูญหาย)

(c) attract    (อะ-แทร้คท); request for; implore  (ดึงดูด-จูงใจ-ล่อใจ; ร้องขอ; ขอร้อง-วิงวอน-อ้อนวอน)

(d) incapacitate    (อิน-คะ-แพส-ซิ-เทท)  (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ)

(e) alleviate    (อะ-ลี้-วิ-เอท)  (บรรเทา, ทำให้น้อยลง)

 

8. ___________________ it quite clearly, only a few students understood the subject well.

(___________________ มันอย่างชัดเจนมาก  มีนักเรียนเพียงไม่กี่คนเข้าใจวิชานี้ได้ดี)

(a) As explained the teacher

(b) Although the teacher explained    (แม้ครูได้อธิบาย)

(c) Despite the teacher explained    (“Despite”  =  “ทั้งๆ ที่”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) In spite of the teacher explained    (“In spite of”  =  “ทั้งๆ ที่”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

 

9. She is always ready to help the people around her, ________________ makes her very popular among them.

(เธอพร้อมอยู่เสมอที่จะช่วยเหลือผู้คนรอบๆ ตัวเธอ _________________ ทำให้เธอเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่พวกเขา)

(a) who

(b) whom

(c) that

(d) which    (ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดย  “Which”  แทนข้อความในประโยคใหญ่  (Main clause)  (She is always ready to help the people around her)  ทั้งประโยค

 

10. I’m looking forward to _________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  ________________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten ___________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ ________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several _________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ___________________________________ )

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an ______________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง ______________________________ )

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The mountain was a __________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น _______ จากหมู่บ้าน)  (คือ  ภูเขาลูกนั้นใช้เวลาเดินทาง    วัน จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from….........…..”  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause    (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent    (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday   (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey   (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time   (ระยะเวลา    ปี)

 

11. Previously _________ as Siam, Thailand is one of the most popular tourist spots in Asia.

(___________________ เมื่อก่อนนี้ในฐานะประเทศสยาม  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชีย)

(a) to know

(b) knowing

(c) known    (เป็นที่รู้จัก)

(d) having known

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากประโยค  “It was previously known as Siam

 

12. The lacks of work aggravate (แอ๊ก-กระ-เวท) the crisis in the small town.

(การขาดแคลนงาน     ทำให้เลวขึ้นหรือรุนแรงขึ้น-รบกวน-ทำให้ระคายเคือง-ทำให้โมโห    วิกฤติในเมืองเล็กๆ)  (คือ การไม่มีงานทำ  ทำให้วิกฤติในเมืองเล็กแห่งนั้นเลวร้ายยิ่งขึ้น)

(a) amend    (อะ-เมนด)  (แก้ไข, ปรับปรุง, ทำให้ถูกต้อง, แปรหรือแก้ญัตติ)

(b) affront    (อะ-เฟริ้นท)  (สบประมาท, ทำให้โกรธ, เผชิญหน้า, การดูถูก-สบประมาท)

(c) throb    (ธรอบ)  {(หัวใจ) เต้นตุ้บๆ, สั่น, กระเพื่อม, ตัวสั่น, ตื่นเต้น, การเต้น-สั่น-สะเทือน)}

(d) worsen; exacerbate; irritate; annoy    (ทำให้แย่ลง-เลวลง; ทำให้หนักขึ้น-รุนแรงขึ้น-ทรุดหนัก; ทำให้ระคายเคือง-ฉุนเฉียว; ทำให้โกรธ)

(e) languish     (แล้ง-กวิช)  {หมดเรี่ยวหมดแรง, อ่อนเพลีย, อ่อนกำลัง, เปลี้ย, อิดโรย, ร่วงโรย, ละห้อย, โหยหา (ความรัก)}

(f) pander    (แพ้น-เดอะ)  (แสวงหาประโยชน์จากความโลภ ตะกละ หรือการกระทำผิดของผู้อื่น, ฉวยโอกาสจากสัญชาตญานที่ต่ำของผู้อื่น)

 

13. The tranquility (แทรง-ควิ้ล-ลิ-ที่) of the lake at sunrise inspires a profound sense of well-being.  

(ความสงบ-ความเงียบ-ความสงบเงียบ-ความเยือกเย็น-ความราบรื่น     ของทะเลสาบยามพระอาทิตย์ขึ้น  ดลใจความรู้สึกอันลึกล้ำของความผาสุก-สภาพที่น่าพอใจ)

(a) disposition    (อารมณ์, นิสัย, แนวโน้ม, การจัดการ, การจัด, อำนาจในการควบคุม)

(b) caliber (calibre)    (แค้ล-ลิ-เบอะ)  (ขนาดของสติปัญญาความสามารถหรือความสำคัญ, ขนาดลำกล้องปืน, ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง)

(c) calmness; quietness; peacefulness    (ความสงบ-สงบเงียบ; ความเงียบ;  ความสงบ-สงบสุข-สงบเงียบ-มีสันติภาพ)

(d) calamity    (คะ-แล้ม-มิ-ที่)  (ภัยพิบัติ, ความหายนะ, เคราะห์ร้าย)

(e) opportunism    (ออพ-เพอร์-ทู้-นิส-ซึม)  (การฉวยโอกาส)

(f) conformity    (คัน-ฟ้อร์-มิ-ที่)  (ความสอดคล้อง, ความลงรอยกัน, การตกลงกัน, การปฏิบัติตามกฎระเบียบ, การปรับตัวให้ลงรอยกัน)

 

14. His bright smile was a reflection of his satisfaction.

(รอยยิ้มที่เจิดจ้าของเขาเป็น    ภาพสะท้อน-การสะท้อนกลับ-สิ่งที่สะท้อนกลับ-การส่องกลับ-การครุ่นคิด-การไตร่ตรอง     ของความพึงพอใจของเขา)

(a) venue    (เว้น-นิว)  (ที่นัดพบ, สถานที่นัดหมายเพื่อประชุมหรือชุมนุมกัน, เขตที่เกิดอาชญากรรม)

(b) mirror; image; echo    (กระจก-สิ่งที่เป็นตัวแทนที่แท้จริง; สัญลักษณ์-เครื่องหมาย-รูปภาพ-รูปจำลอง;  เสียงสะท้อน-เสียงก้อง-การซ้ำ)

(c) asylum    (อะ-ไซ้-ลั่ม)  (ที่ลี้ภัย, ที่พ้นภัย, การให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศ, สถานที่ดูแลคนตาบอด คนบ้า เด็กกำพร้า, โรงพยาบาลคนบ้า)

(d) incendiarism    (อิน-เซ้น-เดีย-ริส-ซึม)  (การลอบวางเพลิง)

(e) dipsomania    (ดิพ-โซ-เม้-เนีย)  (การติดเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรุนแรง)  {dipsomaniac (ดิพ-โซ-เม้-นิ-แอค) คนที่ติดเหล้าอย่างงอมแงม)}

(f) disciplinarian    (ดิส-ซิ-พลิ-เน้-เรี่ยน)  (ผู้ยึดถือระเบียบวินัยเคร่งครัด, ผู้ควบคุมหรือบังคับให้เป็นไปตามระเบียบวินัย, เกี่ยวกับระเบียบวินัย)

 

15. Rome, _____ the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(โรม  -  ________________ นักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก  -  เป็นหนึ่งในบรรดาเมืองที่เก่าแก่-โบราณมากที่สุด)

(a) which

(b) to which

(c) in where

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้ขยายสถานที่  (Rome)

 

16. It is a good idea to keep water in your car when you drive through the desert _________ your car breaks down and get you stranded.

(มันเป็นความคิดที่ดีที่จะเก็บน้ำไว้ในรถยนต์ของคุณเมื่อคุณขับรถผ่านไปในทะเลทราย  ______________ รถของคุณเสีย  และทำให้คุณอยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ได้)

(a) instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) in case    (ในกรณีที่)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) due to    (เนื่องจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

 

17. _______________________________________ of the girls wore a flower in her hair.

(เด็กผู้หญิง __________________________ ประดับดอกไม้  ๑  ดอกไว้บนผมของตน)

(a) All    (ทุกคน)

(b) Some    (บางคน)

(c) Many    (จำนวนมาก)

(d) Each    (แต่ละคน)  (เป็นเอกพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นเอกพจน์  สังเกตได้จาก  ใช้กับ   “her hair”  สำหรับ ข้อ  “A, B, C”  ก็ใช้ได้  แต่ต้องเปลี่ยนตอนท้ายประโยค  เป็น   “………in their hair

 

18. You _________________________________________ go out whenever you wish to.

(คุณ ______________________________ ออกไป  เมื่อใดก็ตามที่คุณปรารถนาจะทำ)

(a) might

(b) may    (อาจจะ)

(c) could

(d) will

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  และเป็นการอนุญาตให้ทำ  จึงใช้  “Present simple tense”  (May)  สังเกตได้จากประโยคย่อย  (Whenever you wish to)  ที่มีกริยา  “Wish”  เป็นรูปปัจจุบัน  สำหรับ ข้อ  “A, C”  เป็นรูปอดีต

 

19. The little ___________________________________ I can do will not even be noticed.

(สิ่งเล็กน้อย _________________ ผมสามารถทำได้  จะไม่แม้แต่ถูกสังเกตเห็น)  (คือ  จะไม่มีใครสังเกตเห็น  หรือให้ความสนใจ)

(a) how

(b) that    (ที่, ซึ่ง)

(c) what

(d) as

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับข้อนี้อาจตอบ   “Which”  ก็ได้

 

20. Is there a restaurant __________________________________________ the school?

(มีภัตตาคาร ____________________________________________ โรงเรียนหรือเปล่า)

(a) closed to

(b) closed by

(c) close to    (ใกล้กับ)

(d) close by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Close”  ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใกล้, ใกล้ชิด”  ตามด้วย  Preposition  “To

 

21. Don’t enter ___________________________________________________ this cave.

(อย่าเข้าไปใน  ____________________________________________________ ถ้ำนี้)

(a) in

(b) to

(c) into

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องใช้  “Preposition”  ใดๆ เลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

22. Most of the people were saved from the flood.  Only five persons ______________.

(คนส่วนใหญ่ได้รับการช่วยชีวิตจากน้ำท่วม   มีเพียง  ๕  คนเท่านั้น ______________)

(a) dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) were died

(d) would die

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

23. Please lend me one of your pens.  I ___________________________ mine at home.

(กรุณาให้ผมยืมปากกาของคุณสักด้าม  ผม _____________ (ปากกา) ของผมไว้ที่บ้าน)

(a) forgot

(b) left    (ทิ้ง)

(c) didn’t remember

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ   (b)   จะใช้   “Forget”  ไม่ได้  เนื่องจากมีวลี  “At home”  อยู่ข้างท้าย  เพราะถ้าใช้   “ลืม”  จะมีความหมายคือ   “ลืมที่บ้าน”  กล่าวคือ  เหตุการณ์ลืมเกิดขึ้นที่บ้าน  มิใช่ลืมปากกาทิ้งไว้ที่บ้าน   ดังนั้น   จึงต้องใช้  “Leave  (ทิ้งปากกาไว้ที่บ้าน)  สำหรับตัวอย่างการใช้   “Forget”   เช่น

  • I forgot to buy a newspaper this morning.

(ผมลืมซื้อหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้)

  • She forgot meeting me in New York a long time ago.

(เธอลืมการพบกับผมในนิวยอร์คเมื่อนานมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกัน  แต่เธอลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น)

  • He says he never forgets a face or a name.

(เขากล่าวว่า  เขาไม่เคยลืมใบหน้าหรือชื่อคน)

  • It was a marvelous occasion and I shall never forget it.

(มันเป็นโอกาสที่วิเศษมาก  และผมจะไม่ลืมมันเลย)

  • Jane was afraid that she had forgotten how to ride a bicycle.

(เจนเกรงว่า  เธอได้ลืมวิธีขี่รถจักรยานไปแล้ว)

  • It is a long forgotten event in her past.

(มันเป็นเหตุการณ์ในอดีตของเธอ  ที่ถูกลืมไปนานแล้ว)

  • I forgot all about him for several years.

(ผมลืมหมดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา  เป็นเวลานานหลายปี)

  • Don’t forget that I worked for her once. 

(อย่าลืมซิว่า  ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานให้กับเธอ)

  • She forgot my birthday again this year.

(เธอลืมวันเกิดของผมอีกแล้วปีนี้)

  • Sorry to disturb you – I forgot my key.

(เสียใจที่ต้องรบกวนคุณ  ผมลืมเอากุญแจมาครับ)

  • “Don’t forget the bag,” she said.

(“อย่าลืมกระเป๋านะ”  เธอกล่าว)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้