หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 325)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Professor Baker is not satisfied with your term paper, John.  You have no alternative but ______________ him tomorrow.

(อาจารย์เบเกอร์ไม่พอใจกับรายงานประจำเทอมของคุณนะจอห์น  คุณไม่มีทางเลือก นอกจาก (หรือยกเว้น-เว้นแต่)  ________________ อาจารย์วันพรุ่งนี้)

(a) see     (พบ

(b) seeing

(c) to see   

(d) going to see 

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจาก  “But”  เมื่อมีความหมาย  “ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก”  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ดูเพิ่มเติมความหมายอื่นของ  “But”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ๑. But”   มีความหมาย   “ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก”  (เป็น  “Preposition)   เมื่อตามหลังประโยคปฏิเสธ  ส่วนใหญ่ต้องตามด้วยรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)       

  • She can do anything but stop gossiping about other people’s affairs.

(เธอสามารถทำอะไรก็ได้  ยกเว้นหยุดซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น)

  • He did nothing but complain.

(เขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากบ่นโวยวาย)

  • There is nothing for her to do but wait.

(เธอไม่มีอะไรทำนอกจากรอคอย)

                                   สำหรับรูปแบบอื่น  เช่น

  • We saw nothing but flowers.

(เราไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดอกไม้)

  • They want to stay nowhere but their home.

(พวกเขาไม่ต้องการพักที่ใด  นอกจากบ้านของตนเอง)

  • She couldn’t eat anything but cucumbers.

(เธอไม่สามารถกินอะไรได้นอกจากแตงกวา)

  • It hurt nobody but himself.

(มันมิได้ทำร้าย (ทำให้เสียหายแก่) ใครเลย  นอกจากตัวเขาเอง)

  • Who but a madman would administer a deadly poison.

(ใครเสียอีกนอกจากคนบ้าที่จะวางยาพิษขนาดร้ายแรงถึงตาย)

  • All but one of the thieves were caught.

(หัวขโมยทั้งหมด  ยกเว้นคนเดียวถูกจับได้)

                                     ๒.  But”   มีความหมาย   “แต่”  เป็น  “Conjunction”  เช่น

  • He is rich but his brother is poor.

(เขารวย  แต่พี่ชาย (น้องชาย) ของเขาจน)

  • They don’t need to know all the answers but they need to know how to find out the answers.

(พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมด  แต่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร)

  • The family does not see it as a chore but a necessity.

(ครอบครัวมิได้มองมันว่าเป็นงานบ้าน (งานจิปาถะ) แต่ว่าเป็นสิ่งจำเป็น)

  • This is not the result of unemployment but the result of the government’s inefficiency.

(นี่มิได้เป็นผลลัพธ์ของการว่างงาน  แต่ว่าเป็นผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล)

  • It is a cheap but incredibly effective carpet cleaner.

(มันเป็นเครื่องทำความสะอาดพรมที่ราคาถูก  แต่ว่ามีประสิทธิผลอย่างไม่น่าเชื่อ)

  • We’ll have a meeting, but not today.

(เราจะมีการประชุมกัน  แต่ไม่ใช่วันนี้)

  • It was a long walk but it was worth it.

(มันเป็นการเดินที่ยาวไกล  แต่มันก็คุ้มค่า)

  • He has promised reform but failed to deliver it.

(เขาได้สัญญาว่าจะปฏิรูป  แต่ก็ล้มเหลวที่จะทำมัน)

                    . But”   มีความหมาย   “เพียงเท่านั้น”  (Only)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • He left but an hour ago.

(เขาจากไปเพียง    ชั่วโมงล่วงมาแล้วเท่านั้น)

  • Low cost and high speed are but two of the advantages of

electronic data handling.

(ค่าใช้จ่ายต่ำและความเร็วสูงเป็นเพียงประโยชน์ (ข้อได้เปรียบ)  ๒  ประการของการจัดการข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) 

  • When I first met her, she had but recently divorced.

(เมื่อผมพบเธอครั้งแรก  เธอเพียงแต่เพิ่งหย่าร้างมาไม่นานเท่านั้น)

  • I asked her whether she would be able to do it and she replied she could but try.

(ผมถามเธอว่าเธอจะสามารถทำมันได้หรือไม่  และเธอตอบว่าเธอสามารถเพียงแต่พยายาม (ทำ) เท่านั้น)

 

2. Recently, I ___________________________________________________ rather badly.

(หมู่นี้  (เร็วๆ มานี้)  ผม ________________________________________ ไม่ค่อยจะหลับ)

(a) sleep

(b) am sleeping

(c) was sleeping

(d) have been sleeping    (ได้กำลังนอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Recently”  (หมู่นี้, เร็วๆ มานี้)  ใช้กับ  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} หรือ    “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3เพื่อบอกว่าเหตุการณ์หนึ่ง  (นอนไม่หลับ)  เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                                       ตัวอย่างที่            

  • It ______________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _______________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้กำลังตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาวนานของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต  (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c)  (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous tense”   จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town _________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา ________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he ___________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา _____________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง  วัน  เดือน  ปี  ก็ได้)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Mother _______________________________ very badly for the last few months.

(แม่ __________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ  “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • I __________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She ___________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _______________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark ______________ for years, he ______________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _______________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim ______________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}   โดยสังเกตจาก  Since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + Have (Has) + V. 3}  แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)  เหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต                          

                                    รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)  ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว)  (เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย)  (เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป)  (เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง)  (เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา  ๒  ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ  ๒  ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

3. The sun _______________________________________ set, the temperature fell rapidly.

(ดวงอาทิตย์ ________________ ตก __________________, อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว)

(a) have

(b) had

(c) having    (ได้ ............(ตก)............. ไปแล้ว)

(d) been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ หรืออิสระ)  ซึ่งเป็นวลีที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นประโยค  แต่มิได้เป็นประโยค  เพราะไม่มีกริยาแท้  (Finite verb)  วลีพวกนี้มักมีคำนามหรือสรรพนามนำหน้า  ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นประธานของวลี  และมีคำซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับกริยาประกอบอยู่หลังคำนาม  โดยแบ่งออกเป็น  ๓  ประเภท  คือ

                                    .  Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Having + Verb 3” (Active voice)  หรือ  “Having + Been + Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The sun having set, the farmers went home.

(= After the sun had set, the farmers went home.)

(หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว  พวกชาวนาก็กลับบ้าน)

  • The guests having arrived, the party began.

(= After the guests had arrived, the party began.)

(หลังจากแขกมาถึงแล้ว  งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น)

  • The house having been burnt, we had to live in our friend’s home.

(= Because the house had been burnt, we had to live in our friend’s home.)

(เพราะว่าบ้านถูกไฟไหม้  เราจำเป็นต้องอาศัยในบ้านของเพื่อน)

  • The car having been stolen, its owner reported to the police.

(= After the car had been stolen, its owner reported to the police.)

(หลังจากรถยนต์ถูกขโมย  เจ้าของแจ้งความกับตำรวจ)

หมายเหตุ   -   วลี   “The sun having set”, “The guests having arrived”, “The house having been burnt”, “The car having been stolen”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Began”, “Live”, “Reported”  ตามลำดับ

                                    ๒.  Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Verb + ing”  (Active voice)  หรือ  “Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The concert being over, everyone went away.

(= When the concert was over, everyone went away.)

(เมื่อการแสดงดนตรีจบลง  ทุกคนก็กลับ

  • Nobody being there, I didn’t know who to talk to.

(= Because nobody was there, I didn’t know who to talk to.)

(เพราะว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น  ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร)

  • The train being late, they had to stay overnight at the station.

(= Because the train was late, they had to stay overnight at the station.)

(เพราะว่ารถไฟมาช้า  พวกเขาเลยจำต้องพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ)

  • The daughter not coming home at regular hour, her parents became worried.

(= Because the daughter did not come home at regular hour, her parents became worried.)

(เพราะว่าลูกสาวไม่กลับบ้านตามเวลาปกติ  พ่อแม่เริ่มวิตกกังวล)

  • The houses (being) destroyed by the earthquake, the government helped repair them.

(= Because the houses were destroyed by the earthquake, the government helped repair them.)

(เพราะว่าบ้านถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว  รัฐบาลจึงช่วยซ่อมแซมมัน)

  • The girl (being) murdered, the police made an investigation.

(= When the girl was murdered, the police made an investigation.)

(เมื่อเด็กหญิงถูกฆาตกรรม  ตำรวจจึงทำการสืบสวนสอบสวน)

หมายเหตุ   -   วลี  The concert being over”, “Nobody being there”, “The train being late”, “The daughter not coming home at regular hour”, “The houses (being) destroyed by the earthquake”, “The girl (being) murdered”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Didn’t know”, “Stay”, “Became worried”, “Helped repair”, “Made”   ตามลำดับ

                                     ๓.  Absolute phrase  - ที่ไม่มีกริยาใดๆ อยู่ในวลีเลย  โดยเหมือนกับการสร้างประโยคธรรมดาทั่วไป  เพียงแต่ไม่ใส่กริยาเอาไว้  เหมือนกับละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  เพื่อให้โครงสร้างประโยคผิดไปจากธรรมดา  ดูแล้วมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่นิยมแบบหนึ่ง   เช่น

  • I looked at her from top to bottom, my hands behind my back.

(ผมมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า  โดยมือของผมไพล่อยู่ข้างหลัง)

  • The old town was completely deserted, its homes and streets dusty and messy.

(เมืองเก่าถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิง  โดยบ้านและถนนของเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและรกรุงรัง) 

หมายเหตุ   -   วลี   "My hands behind my back"  และ  "Its homes and streets dusty and messy"   เป็น  "Absolute phrase"  ทำหน้าที่ขยายประโยค  "I looked at her from top to bottom"  และ  "The old town was completely deserted"   (ขยายทั้งประโยค)  ตามลำดับ

      

4. Let’s go to the library, ____________________________________________________?

(เราไปห้องสมุดกัน, __________________________________________________ )

(a) do we

(b) don’t we

(c) shan’t we

(d) shall we    (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ประโยคชักชวนที่ขึ้นต้นด้วย  “Let’s”   ในส่วน  “Tag”  ใช้รูป  “Shall we”   

 

5. Hotels proliferate as the new city expands rapidly in response to the demand of fun-loving travelers.  

(โรงแรม    ขยาย-เพิ่มทวี-ผุดขึ้น-งอก-แพร่หลาย-แพร่พันธุ์-เผยแพร่    ในขณะที่เมืองใหม่ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว  เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทาง-ท่องเที่ยวที่ชอบสนุก)

(a) vanish    (อันตรธานหายไป)

(b) deteriorate    (แย่ลง, เลวลง, เสื่อมลง, ชำรุด, ทำให้เสื่อมเสีย, ทำให้เลวลง)

(c) multiply    (เพิ่มขึ้นมาก, เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว, คูณ)

(d) cluster    (จับกันเป็นกลุ่มก้อน, เป็นกลุ่มก้อน, กลุ่ม, ก้อน, ช่อ, พวง)

(e) scatter    (ทำให้กระจัดกระจาย-กระเจิง, กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, สาด,  โปรย, หว่าน, การทำให้กระจัดกระจาย-กระเจิง, การสาด-โปรย-หว่าน)

 

6. The speaker enlightened the audience on how to succeed in college.  

(ผู้พูด     ให้ความรู้ความสว่าง-บอกแจ้ง-สอน     กลุ่มผู้ชม-ผู้ฟัง  ในเรื่องจะประสบความสำเร็จใน (การเรียน) มหาวิทยาลัยได้อย่างไร)

(a) apologized    (ขอโทษ)

(b) informed; taught    (บอก-แจ้ง, สอน)

(c) acknowledged    (ยอมรับ, รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ)

(d) precipitated    (เร่งรัดให้เกิดขึ้น)

(e) invalidated    (อิน-แว้ล-ลิ-เดท)  (ทำให้เป็นโมฆะ, ทำให้ไร้ผล, ทำให้ใช้การไม่ได้)

 

7. The invention of the telephone was a magnificent (แม็ก-นิฟ-ฟิ-เซิ่นท) achievement for mankind. 

(การประดิษฐ์โทรศัพท์เป็นความสำเร็จที่     ดีเลิศ-ดีมาก-น่าประทับใจมาก-โอ่อ่า-งดงาม-สง่า-สวยมาก    สำหรับมนุษยชาติ)

(a) frugal    (ประหยัด)

(b) grand; excellent    (ดีเยี่ยม-สำคัญมาก-ชั้นหนึ่ง; ดีเยี่ยม-ดีเลิศ)

(c) altruistic    (ไม่เห็นแก่ตัว, ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์)

(d) sedentary    {(งาน) ที่นั่งทำอยู่กับโต๊ะ, นั่งติดอยู่กับที่, (ชีวิต) ที่ไม่กระฉับกระเฉง}

(e) introspective    (พิจารณาตนเอง, มองตนเอง)

 

8. I shall have left this place by the time she ___________________________________.

(ผมจะได้จากสถานที่นี้ไปแล้ว  ในเวลาที่เธอ __________________________________ )

(a) will arrive

(b) arrives    (มาถึง)

(c) is arriving

(d) will have arrived

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึง  “เมื่อเธอมาถึงสถานที่แห่งนี้  ณ เวลาหนึ่งในอนาคต  ผมคงจะได้จากสถานที่แห่งนี้ไปแล้ว”  ทั้งนี้  “By the time”  =  “When”  กริยาในอนุประ โยค  จึงใช้รูป  “Present simple tense”  (Arrives)  ดูรายละเอียด  “Present future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ใน  ข้อ  ๑๙  ของข้อสอบชุดนี้   

 

9. Jennifer could not resist ___________________________________ her friend the secret.

(เจนนิเฟอร์ไม่สามารถยับยั้ง (อดใจ) ___________________ ความลับให้เพื่อนของเธอฟัง)

(a) tell

(b) to tell

(c) telling    (บอก)

(d) told

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Resist” + Gerund (Verb + ing)  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  Gerund (Verb + ing)   จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • What are we going to do?  I don’t feel _____________________________ tonight.

(เราจะทำอะไรกันนี่  ผมไม่รู้สึก _______________________________________ คืนนี้)

(a) like read

(b) like to read

(c) like reading    (อยากอ่านหนังสือ)

(d) like I’m going to read

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Feel like”  (อยาก, ชอบ)   ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกริยาพวกนี้ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • They practiced ___________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด __________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand __________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _______________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง _________________รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind _________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _____________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                       ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _____________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                                       ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He keeps __________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้น  (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing ________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ___ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I can’t help ____________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _______________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ  (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                                สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า __________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                      นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

10. The _________________ baby, ___________________ hard, was clinging to its mother.

(เด็กทารก _____________ (และ) ______________ เสียงดัง  กำลังเกาะแม่ของตัวเองแน่น)

(a) frightened __________ cried

(b) frightening __________ cried

(c) frightening __________ crying    (ที่น่ากลัว ..................... ร้องไห้)

(d) frightened __________ crying    (ที่ตกใจกลัว ................... ร้องไห้)

 

11. I felt the house ________________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน _____________________________________________________ )

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ยกเว้นบางตัว  เช่น “Feel, Watch, See, Hear”  อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds ___________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก _____________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ __________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests ________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ___________________________________________________ )

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins __________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ _________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us _____________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ______ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her _________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make + กรรม + Verb 1

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone ___________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

12. Oil can be conveyed (คัน-เว) by pipeline from an oil region to a refinery.

(น้ำมันสามารถถูก    ขนส่ง-นำ-พา-นำไป-ถ่ายทอด-ถ่ายเท-โอน    โดยทางท่อ  จากบริเวณ-ภูมิภาคที่มีน้ำมันไปยังโรงกลั่น)

(a) transported    (ขนส่ง)

(b) filtered    (กรอง)

(c) connected    (เชื่อมต่อ, เชื่อมโยง)

(d) diverted    (หันเห, เบี่ยงเบน, ทำให้ออกนอกลู่นอกทาง)

(e) regulated    (ควบคุม, ดูแล, ปรับ, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, กำหนด, บัญญัติ)

 

13. Farmers seldom attempt (อะ-เท้มพท) to cultivate every foot of their land.

(ชาวนาไม่ใคร่     พยายาม-ทดลอง-ความพยายาม     ที่จะเพาะปลูกบนพื้นที่ทุกตารางฟุตของตน)  (คือ  ปล่อยให้มีที่เหลือว่างเอาไว้)

(a) plan    (วางแผน, มีแผน)

(b) comprehend    (เข้าใจ)    

(c) endeavor    (เอน-เดฟว-เว่อะ)  (พยายาม, บากบั่น, ความพยายาม, ความบากบั่น)

(d) portray    (พอร์-เทร่)  (วาดภาพ, เขียนภาพ, ร่างภาพ, พรรณนาเป็นคำ, แสดง)  

(e) contribute    (คัน-ทริ้บ-บิ้วท)  (มีคุณูประการ, มีส่วนช่วยให้เกิด........, ให้เงินช่วยเหลือ, ช่วยเหลือ, อุดหนุน, สนับสนุน, ให้ (เงิน, อาหาร หรืออื่นๆ)

 

14. In arithmetic, a number stands for the size of a set of things.

(ในวิชาเลขคณิต  “จำนวน”    แทน    ขนาดของเซตของสิ่งต่างๆ)

(a) measures    (วัด)

(b) estimates    (ประมาณการ, ประมาณค่า-ราคา, ประเมิน, กะ, ตีราคา, คำนวณ, ราคาที่ประเมิน)

(c) coerces    (โค-เอิซส)  (บังคับ, บีบบังคับ, ขู่เข็ญ)

(d) represents    (แทน, เป็นตัวแทน)

(e) reminisce    (เรม-มิ-นิส)  (ระลึกถึงอดีต, ระลึกถึง, จำได้, หวนระลึกถึง)

 

15. He has to work very hard so that he ___________________________ to buy a new car.

(เขาจำเป็นต้องทำงานหนักมาก  เพื่อที่ว่าเขา ____________________ ซื้อรถยนต์คันใหม่)

(a) is able

(b) has been able

(c) was able

(d) will be able    (จะสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต  และต้องให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (Has to)  ดูเพิ่มเติมความสอดคล้องของกริยา  จากประโยคข้างล่าง

  • He had to work very hard so that he would be able to buy a new car.   (เป็นเหตุการณ์ในอดีต)

 

16. You can wait in the coffee shop.  Your flight will _____________________ in half an hour.

(คุณสามารถรอคอยในร้านกาแฟก็ได้  เที่ยวบินของคุณจะ ___________ ในอีกครึ่งชั่วโมง)

(a) be announced    (ถูกประกาศ)

(b) be announcing

(c) announce

(d) to be announced

 

17. Does your child still ________________________________ down for a nap after lunch?

(ลูกของคุณยังคง _____ ลงเพื่องีบหลับ  (นอนช่วงเวลาสั้นๆ) หลังอาหารกลางวัน  หรือเปล่า)

(a) lay    (วางลง, ออกไข่)  (Lay,  Laid,  Laid)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) lie    (นอน)  (กริยา  ๓  ช่อง คือ  Lie,  Lay,  Lain)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lain

(d) lying

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เมื่อเป็นประโยคคำถาม  ใช้   “Does” ช่วย   กริยาแท้  (Lie)  ต้องกลับไปเป็นช่องที่    (Infinitive without to)

 

18. I _________________________ in Bangkok for 3 years when you return from Canada.

(ผม _____________________ ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา  ๓  ปี  เมื่อคุณกลับมาจากแคนาดา)

(a) have lived

(b) have been living

(c) shall live

(d) shall have been living    (จะได้กำลังอาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคต  ว่า  เมื่อถึงเวลานั้นๆในอนาคต  อีกเหตุการณ์หนึ่งคงจะได้เกิดขึ้นแล้ว  (ใช้ Present perfect tense -  Subject + has (have) + verb 3)  หรือ  จะได้กำลังเกิดขึ้นแล้ว  (ใช้  Present perfect continuous tense -  Subject + has (have) + been + verb + ing )  (คือในกรณีของประโยคข้างบน)   สำหรับข้อนี้   อาจตอบว่า  “Shall have lived”   ก็ได้เช่นกัน 

 

19. I am now very old.  I’m sure I ____________________________ by the end of this year.

(ผมแก่มากในขณะนี้  ผมมั่นใจว่า  ผม ____________________________ ในตอนสิ้นปีนี้)

(a) am dying

(b) die

(c) have died

(d) shall have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • By the year 2095 all of us ____________________________________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน _________________________________)

(a) will die

(b) will have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + will (shall) + have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

                                      ๑.  ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}
  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)
  • The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

  • We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                                      ๒.  ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow, By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow  (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

  • We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

  • I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

  • They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

  • By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

                                      ๓.  ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

  • I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

  • It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

  • She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

  • They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล้อก)

 

20. Mr. Collins is _________________________________________________ in our town. 

(มิสเตอร์คอลลินส์เป็น ______________________________________ ในเมืองของเรา)

(a) one of the most notable figure

(b) one of most notable figures

(c) one of the most notable figures     (หนึ่งในบรรดาบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด)

(d) one of a most notable figure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “One of the most + Noun (Plural)” (หนึ่งในบรรดาหลายๆ คน  หรือ ของหลายๆ สิ่ง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้