หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 324)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The policeman demanded that I _______________________________ him my license.

(ตำรวจต้องการ (เรียกร้อง) ให้ผม ________________ ใบอนุญาต (ขับรถ) ของผมแก่เขา)

(a) showed

(b) showing

(c) show    (แสดง)

(d) will show

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เหมือนกับมีกริยา  “Should”  อยู่หน้า  “Show”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ______________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน) ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _______ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I __________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ____ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _______________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ _____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                     ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _______________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter __________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _____ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                     ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ___________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                      ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee ________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                       ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I ______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                      ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                       ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _____ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given 

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student _____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                     ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we _____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                     ๑. ​ อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                          ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                      ๒.  “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

2. Please take a message _______________________________________________ he call.

(กรุณาจด (รับ) ข้อความไว้ _____________________________________ เขาโทรศัพท์มา)

(a) when    (เมื่อ)

(b) should    (ถ้า)

(c) will

(d) if    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Should he call =  If he calls = When he calls”  (ถ้าเขาโทรศัพท์มา)

 

3. Perhaps the driver’s manual says ___________ air pressure you should have in each tire.

(บางทีคู่มือคนขับรถบอก (ว่า) แรงดันอากาศ (ลมยาง) _______ ที่คุณควรมี (เติม) ในแต่ละล้อ)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) how often    (บ่อยเท่าใด)

(c) how many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) how much    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  -  “Air pressure”)

 

4. She did not ask him ________________ he had been the week before as she did not want to appear too curious.

(เธอมิได้ถามเขา (ว่า) เขาได้อยู่ ________________ สัปดาห์ก่อนหน้านั้น  เพราะเธอไม่ต้องการดูเหมือนว่าอยากรู้อยากเห็นมากเกินไป)

(a) when    (เมื่อไร)

(b) where    (ที่ไหน)

(c) what    (อะไร)

(d) who    (ใคร)

 

5. Needlework has always been an elegant and costly form of embroidery.  

(งานเย็บปักถักร้อยได้เป็นรูปแบบ  ของการถักลาย (งานถัก, การตกแต่งประดับประดา)  ที่  สวยงาม-เก๋ และ    มีราคาแพง    อยู่โดยเสมอมา)

(a) complicated    (สลับซับซ้อน, ยุ่งยาก, ลำบาก)

(b) popular    (เป็นที่นิยมชมชอบ)

(c) expensive    (มีราคาแพง)

(d) nefarious    (เน-แฟ้-เรียส)  (ชั่วช้ามาก, เลวทรามมาก)

(e) horrendous    (ฮอ-เร้น-เดิส)  (น่ากลัว, น่าสยดสยอง, (ราคา) แพงมากเสียจนน่ากลัว-น่าตกใจ)

 

6. Booth Tarkington’s novels draw a sympathetic picture of the easygoing life in the Midwest during the early 1900’s.

(นิยายของ บูธ ทาร์คิงตัน  วาดภาพที่ถูกใจ (พอใจ, เห็นด้วย, เห็นอกเห็นใจ)  ของชีวิตที่      ตามสบาย-ไปเรื่อยๆ-สงบและไร้กังวล    ในภูมิภาคตะวันตกกลาง (ของสหรัฐฯ)  ในระหว่างตอนต้นศตวรรษที่  ๑๙)

(a) farming    (การทำไร่ทำนา)

(b) frontier    (ฟรัน-เที่ยร์)  (ชายแดน, พรมแดน, ขอบเขต, เขตแดน, ความคิดแนวใหม่)

(c) lavish    (แล้ฟ-วิช)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ใจป้ำ, มากเกินไป, เกินขอบเขต)

(d) relaxed    (ผ่อนคลาย, พักผ่อนหย่อนใจ, หย่อนอารมณ์)

(e) bloodthirsty    (กระหายเลือด, โหดร้าย, เป็นฆาตกรรม)

 

7. The history of the exploration of Antarctica recounts many tales of perseverance and suffering.  

(ประวัติศาสตร์ของการสำรวจแอนตาร์คติกา (ขั้วโลกใต้) บอกเล่า นิทาน (เรื่องเล่าลือ)มากมายของ    ความอุตสาหพยายาม-ความบากบั่นมุมานะ     และความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน)  (ของนักสำรวจ)

(a) expertise    (เอ๊ค-สเพอ-ไท้ซ)  (ความชำนาญ, ความรู้ความชำนาญ)

(b) generosity    (เจน-นะ-รอส-ซิ-ที่)  (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความใจกว้าง, ความใจดี, ความไม่เห็นแก่ตัว)

(c) disturbance    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่ง, การทำให้ลำบาก, สิ่งที่รบกวน, ความไม่สงบ, การเปลี่ยนแปลงของลมจากสภาวะปกติ)

(d) endurance;  industriousness    (ความอดทน-ทนทาน-อดกลั้น, ความขยัน-อุตสาหะ-พากเพียรพยายาม)

(e) allegiance    (อะ-ลี้-เจิ้นซ)  (ความจงรักภักดี, ความสวามิภักดิ์, การอุทิศต่อ......)

 

8. ________________ the problems carefully yesterday, you would not find any difficulty now.

(________ ปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบเมื่อวานนี้  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในปัจจุบัน)

(a) If only you have studied    (ถ้าเพียงแต่ว่าคุณได้ศึกษา)

(b) Even if you would study    (ถึงแม้ว่าคุณจะศึกษา)

(c) If you had studied    (ถ้าคุณได้ศึกษา)

(d) Unless you should study

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้าง  “If clause”  แบบที่    ผสมกับ  แบบที่    กล่าวคือ  “ถ้าทำอย่างนั้นในอดีต  (ใน  “If clause”)  ก็จะเกิด หรือไม่เกิดอีกเหตุ การณ์หนึ่งในปัจจุบัน  (ใน  “Main clause)  ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “ถ้าคุณศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบเมื่อวานนี้  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในปัจจุบัน)  ดังนั้น   ใน  “If clause”  จึงใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ส่วนใน  “Main clause”   ใช้รูป  “Future in the past”  (Subject + Would + Verb 1)  (Would not find)  (ไม่ใช้  “Will not find”  เพราะต้องให้  “Tense”  อยู่ในรูปอดีตเหมือนใน  “If clause”)

                                     อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการบอกว่า  “ถ้าคุณศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบในอดีต  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในอดีตเช่นกัน”  กล่าวคือ  ทั้งในประโยคย่อยและประโยคใหญ่เป็นอดีตด้วยกันทั้งคู่  ก็จะต้องใช้กริยาในทั้ง  ๒  “Clause”  เป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  เต็มรูปแบบทั้ง  ๒  “Clause”  คือ    

  • If you had studied the problems carefully last year, you would not have found any difficulty then.

(ถ้าคุณศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบเมื่อปีที่แล้ว  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในขณะนั้น)

  

9. Mr. Thomson still goes out a lot ____________________________________ his old age.

(มิสเตอร์ทอมสันยังคงออกไปข้างนอกบ่อยๆ _____________________ ความชราของเขา)

(a) though    (ถึงแม้ว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(b) according to    (สอดคล้องกับ, ตามที่............กล่าวไว้)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) in spite of    (ทั้งๆ ที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(d) but    (แต่)

 

10. Our professor says he is contented with ____________________ he has achieved in life.

(อาจารย์ของเรากล่าวว่า  เขาพึงพอใจกับ ____________________ เขาทำได้สำเร็จในชีวิต)

(a) which

(b) how

(c) why

(d) what    (สิ่งที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Question word”  ที่นำหน้า  “Noun clause”  (What he has achieved in life)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (With)

 

11. I must tell you that the woman _________ you were arguing just now is our manager’s wife.

(ผมจะต้องบอกคุณว่า  ผู้หญิง ____ คุณกำลังโต้เถียงเมื่อตะกี้นี้  เป็นภรรยาของผู้จัดการของเรา)

(a) of which

(b) about which

(c) with whom    (ซึ่ง .............(คุณกำลังโต้เถียง).............. ด้วย ...... เมื่อตะกี้นี้........)

(d) to whom

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากมาจาก  “……….the woman whom you were arguing with just now………..”  โดยกริยา  “Argue”  ต้องใช้กับ  “With”  (โต้เถียงกับ............)  (ต้องใช้  “Whom”  ซึ่งอยู่ในรูปกรรม  เนื่องจากตามหลัง  “Preposition” With)

  • She frequently argues with her mother.

(เธอโต้เถียงกับแม่ของเธอบ่อยๆ)

 

12. When human beings first turned to farming, they became intensely concerned with the phenomenon of rain.

(เมื่อมนุษย์หันไปสู่การทำฟาร์มครั้งแรก  พวกเขาวิตกกังวล      อย่างมาก-รุนแรง-เข้มข้น-ลึกซึ้ง-หนาแน่น-เร่าร้อน-เอาจริงเอาจัง     เกี่ยวกับปรากฏการณ์ของฝน)  (คือ  วิตกว่าจะมีฝนเพียงพอสำหรับทำไร่ทำนาหรือไม่)

(a) unexpectedly    (อย่างไม่คาดฝัน, อย่างไม่ได้คาดคิดมาก่อน, อย่างนึกไม่ถึง, อย่างประหลาดใจ, อย่างฉับพลัน)

(b) suddenly    (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน-กะทันหัน-รวดเร็ว-คาดคิดไม่ถึง-ไม่มีการเตือนมาก่อน)

(c) ambitiously    (อย่างทะเยอทะยาน, อย่างมักใหญ่ใฝ่สูง)

(d) deeply    (อย่างมาก, อย่างลึกซึ้ง, อย่างลึก, อย่างลึกล้ำ, อย่างยิ่ง, อย่างใจจดใจจ่อ)

(e) extravagantly    (อย่างฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย-สิ้นเปลือง-มากเกินควร)

 

13. The growth of medical specialties has resulted in seriously ill patients receiving much more effective treatment than ever before.

(การเติบโตของการแพทย์แบบเฉพาะทาง  (คือ หมอมีความเชี่ยวชาญโรคเฉพาะด้าน)  ส่ง ผลให้ผู้ป่วยที่ป่วย     อย่างหนัก-อย่างรุนแรง     ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิผลมากขึ้นเป็นอย่างมาก  กว่าที่เคยเป็นมา)

(a) intermittently    (อย่างไม่ต่อเนื่อง-เดินๆหยุดๆ-เป็นพักๆ-ไม่สม่ำเสมอ-มีลักษณะหมุนเวียน)

(b) mildly    (อย่างแผ่วเบา-อ่อนโยน-ละมุนละไม)

(c) moderately    (อย่างปานกลาง-พอสมควร-พอประมาณ-ไม่รุนแรง-ไม่มากเกินไป-เพลาๆ)

(d) gravely    (เกรฟว-ลี่)  (อย่างรุนแรง-ร้ายแรง-วิกฤต-เอาจริงเอาจัง-ขึงขัง-สำคัญ-มืดมัว-เศร้าซึม)

(e) equivocally    (อย่างคลุมเครือ, อย่างกำกวม, อย่างมี ๒ นัย, อย่างมีเล่ห์นัย, อย่างไม่แน่นอน, อย่างไม่แน่ชัด, อย่างน่าสงสัย)

 

14. The dogsled is predominantly used by Artic peoples for long-distance transportation.  

(เลื่อนที่ใช้สุนัขลากถูกใช้      อย่างโดดเด่น-อย่างมากกว่ากัน-อย่างมีอิทธิพลหรืออำนาจเหนือ     โดยผู้คนเชื้อชาติต่างๆแถบอาร์คติค (ขั้วโลกเหนือ)  สำหรับการขนส่งระยะทางไกล)

(a) probably    (บางที, อาจจะ, ไม่แน่นอน)

(b) habitually    (อย่างเป็นนิสัย-เป็นประจำ-เป็นกิจวัตร)

(c) typically    (โดยทั่วไป, โดยเป็นแบบอย่าง)

(d) confidentially    (อย่างลับๆ, อย่างเป็นที่ไว้วางใจ)

(e) chiefly    (เป็นหลัก, ส่วนใหญ่, อย่างสำคัญที่สุด)

 

15. It is very kind ____________________________________________________ invite me.

(เป็นความกรุณาอย่างมาก _________________________________________ เชิญผม)

(a) from you to

(b) of you to    (ของคุณที่)

(c) for you to

(d) that you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + is (was) + (Very) + Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

16. This was once a very prosperous part of the city, but now many of the businesses have moved away or gone _________________.

(ที่นี่ครั้งหนึ่ง (เคย) เป็นส่วนที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากของเมือง  แต่ว่าในปัจจุบัน  ธุรกิจจำนวนมากได้ย้ายออกไป  หรือไม่ก็ ___________________)

(a) bankrupt    (ล้มละลาย)   (เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “ล้มละลาย”  เป็นคำกริยา หมายถึง  “ทำให้ล้มละลาย”)  

(b) bankruptcy    (ภาวะล้มละลาย, ภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว)  (เป็นคำนาม)

(c) bankrupted

(d) to bankruptcy

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “To go bankrupt = to become bankrupt = to be bankrupt” =  “ล้มละลาย

 

17. Mr. Trance preferred to name the new baby Thomas but his wife said she wanted to call __________________.

(มิสเตอร์แทรนซ์ชอบที่จะตั้งชื่อทารก (ลูก) ใหม่ว่า  “โทมัส”  แต่ภรรยาของเขากล่าวว่า  เธอต้องการเรียก ___________________ )

(a) George

(b) him George    (เขา  -  ทารก  -  ว่า  “จอร์ช”)

(c) he is George

(d) George to him

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Call him George”  (เรียกเขาว่า  “จอร์ช”)  เพื่อให้สอด คล้อง เป็น  Pattern  เดียวกับ  “Name the new baby Thomas”  (ตั้งชื่อทารกใหม่ว่า “โทมัส”)

 

18. ___________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_____________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)   นอกจากนั้น   ประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือ  Inversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                                   ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                   ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined    (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ____________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                                     ตัวอย่างที่  

  • Tom ___________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                     ตัวอย่างที่  

  • Nancy ________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped     (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                     ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                    สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause”  แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                      จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2  ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                      นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                    สรุป  -  ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse” (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

19. Last week we had ____________________________________________ warm day.

(สัปดาห์ที่แล้ว  เรามีวันที่อากาศอบอุ่น ______________________________________)

(a) real    (จริง, แท้จริง)

(b) a real

(c) a really    (จริงๆ, อย่างแท้จริง)

(d) really

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ขยายคำคุณศัพท์  (Warm) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และต้องมี    “A”   ด้วย    เนื่องจาก    “Day”   เป็นนามเอกพจน์  นับได้  จะอยู่ลอยๆไม่ได้

 

20. I have used both models, and I prefer _______________________________________.

(ผมใช้มาทั้ง  ๒  แบบแล้ว  และผมชอบ _______________________________________)

(a) the newer   (แบบที่ใหม่กว่า)

(b) the newest    (แบบที่ใหม่ที่สุด)

(c) new one

(d) newest

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ระหว่างของ  ๒  สิ่ง  และต้องมี  “The”   เนื่องจากเป็นการชี้เฉพาะ  ระหว่าง  “แบบที่ใหม่กว่า   และแบบที่เก่ากว่ากัน”  ( สิ่งจากทั้งหมด    สิ่ง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้