หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 321)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It seems he’s driving more carefully now after ________________ three times for speeding.

(มันดูเหมือนว่าเขากำลังขับรถระมัดระวังมากขึ้นในปัจจุบัน  หลังจาก ____________ สามครั้งในเรื่องขับรถเร็ว)

(a) be arrested

(b) to be arrested

(c) have been arrested

(d) having been arrested    (ถูกจับกุมแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “Being arrested”  ก็ได้  เนื่องจากหลัง  “Preposition”  (After)  ต้องตามด้วยรูป  “Gerund”  (Verb + ing)  แต่สำหรับข้อนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ด้วย  เพราะประธานของประโยคถูกกระทำ  (ถูกจับกุม)  ทำให้สามารถตอบได้  ๒  โครงสร้าง  คือ  “After + Having been + Verb 3)  (หลังจากถูกจับกุมแล้ว)  และ  “After + Being + Verb 3”  (หลังจากถูกจับกุมดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  ๑

  • ___________________ at a river ford on the Donner Pass route to California, the city of Reno grew as bridges and railroads were built.

( ________________________ ณ ที่ตื้นของแม่น้ำที่คนลุยข้ามได้  บนเส้นทางด่าน (ทางผ่าน) ดอนเนอร์ที่ไปสู่รัฐแคลิฟอร์เนีย  เมืองรีโนเจริญเติบโตขึ้น  ในขณะที่สะพานและทางรถไฟได้ถูกสร้างขึ้น)

(a) Settle

(b) To settle

(c) It was settling

(d) Having been settled    (เมื่อได้ถูกผู้คนตั้งรกรากแล้ว)

ตอบ    -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (The city of Reno)  เป็นผู้ถูก กระทำ  คือ  “ถูกตั้งรกรากโดยผู้คน”  จึงต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (Past participle)   คือ กริยาช่องที่   ๓   (Verb 3)  แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ใช้โครงสร้าง  (Perfect participle phrase  ในแบบ  Passive voice)  (Having + Been + Verb 3………….)   คือ  ต้องการบอกว่า  เหตุการณ์ที่เมืองรีโนถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  ได้เกิดขึ้นขึ้นก่อนเหตุการณ์ที่เมืองนี้เจริญเติบโต  หรือ  เหตุการณ์ที่กล่าวถึงในตอนแรก (เมืองถูกตั้งรกราก)  ได้เกิดขึ้นเสร็จสิ้นไปแล้ว  เหตุการณ์ที่กล่าวถึงทีหลัง  (เมืองเจริญเติบโต)   จึงได้เกิดตามมา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าไม่ต้องการเน้นว่าเหตุการณ์แรก (ในรูปวลี) เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์หลัง  (คือ  เหตุการณ์ทั้ง  ๒  เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  ก็อาจใช้โครงสร้างดังข้างล่าง

  • Settled at a river ford on the Donner Pass route to California, the city of Reno grew as bridges and railroads were built.

(เมืองถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  เกิดขึ้นพร้อมๆกับเมืองเจริญเติบโต)  (เป็นไปได้  ถือว่าถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายไม่ดีเหมือนกับประโยคใน  ข้อ  ๑  ที่เน้นว่า  เหตุการณ์ในวลี  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในประโยค  -  คือ  เมืองถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  เกิดขึ้นก่อนที่เมืองจะเจริญเติบโต)

                                             ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  และความหมายต่างกันเล็กน้อย  ทั้งในแบบ  “Active voice”  และ  “Passive voice”  เช่น

                               ๑. Having eaten my breakfast, I went to school.

(กินอาหารเช้าเสร็จแล้ว  ผมไปโรงเรียน)  (ความหมายดี  เป็นไปได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                               ๒. Eating my breakfast, I went to school.

(กินข้าว  ผมไปโรงเรียน)  (ความหมายไม่ดี เพราะกินข้าว  และไปโรงเรียนเกิดขึ้นพร้อมกัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  ดังนั้น  ประโยคนี้จึงผิดไวยากรณ์)

                               ๓. Having walked along the road, I met my old friend.

(ได้เดินไปตามถนน (สักพักหนึ่ง)  ผมพบเพื่อนเก่า)  (ประโยคนี้ใช้ได้  ความหมายดี และถูกหลักไวยากรณ์)

                               ๔. Walking along the road, I met my old friend.

(เดินไปตามถนน  ผมพบเพื่อนเก่า)  (ประโยคนี้ถูกหลักไวยากรณ์  คือ  “เดิน”  และ  “พบเพื่อน”  เกิดขึ้นพร้อมกัน  จึงเป็นไปได้)

                                             สำหรับประโยคทั้ง  ๔  ข้างบนอยู่ในรูป  “Active voice”  เพราะประธานของประโยค  (อยู่หลังคอมม่า)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขีดเส้นใต้  โดยประโยคที่  ๑  และ  ๓  วลีที่ขีดเส้นใต้  เรียกว่า  “Perfect participle phrase” (ในแบบ  “Active voice”)  ส่วนวลีที่ขีดเส้นใต้ในประโยคที่  ๒  และ  ๔  เรียกว่า  “Present participle phrase”  สำหรับประโยคข้างล่างต่อไปนี้  อยู่ในรูป  “Passive voice”  เหมือนกับประโยคใน ข้อ  ๑  ของข้อสอบ

                                ๑. Having been bitten by the snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงูแล้ว  สุนัขตาย)  (งูกัดเกิดก่อน  สุนัขตายเกิดทีหลัง)  (เป็นไปได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                ๒. Bitten by the snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                ๓. Having been seen by the tiger, the hunter ran away.

(ถูกเห็นโดยเสือแล้ว  นายพรานวิ่งหนีไป)  (ถูกเห็นโดยเสือเกิดขึ้นก่อน  นายพรานวิ่งหนีเกิดขึ้นทีหลัง)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                ๔. Seen by the tiger, the hunter ran away.

(ถูกเห็นโดยเสือ  นายพรานวิ่งหนีไป)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                ๕. Having been arrested by the police, she claimed innocence.

(ถูกตำรวจจับก่อนแล้ว  เธออ้างความบริสุทธิ์)  (ถูกตำรวจจับเกิดขึ้นก่อน  อ้างความบริสุทธิ์เกิดทีหลัง) (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                ๖. Arrested by the police, she claimed innocence.

(ถูกตำรวจจับ  เธออ้างความบริสุทธิ์)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                      ประโยคที่  ๑,  ๓  และ  ๕  เรียกว่า  “Perfect participle phrase”  (ในแบบ  “Passive voice”)  ส่วนประโยคที่  ๒,  ๔  และ  ๖ เรียกว่า  “Participle phrase”  (ในแบบ  “Passive voice”)

 

2. What are we going to do?  I don’t feel __________________________________ tonight.

(เราจะทำอะไรกันนี่  ผมไม่รู้สึก __________________________________________ คืนนี้)

(a) like read

(b) like to read

(c) like reading    (อยากอ่านหนังสือ)

(d) like I’m going to read

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Feel like”  (อยาก, ชอบ)   ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกริยาพวกนี้ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • They practiced ___________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด ___________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                    ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _______________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง __________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind __________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _____________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                     ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ____________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                                    ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                     ตัวอย่างที่ 

  • He keeps ____________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้น (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say 

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                            สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ___________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                       นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

3. _______________ to think of Edgar Allan Poe’s poetry as being more music than meaning.

(_______________________ ที่จะคิดถึงบทกวีของเอดการ์ อัลลัน โป  ว่ามีความเป็นดนตรีมากกว่าความหมาย)  (คือ  บทกวีของเขาแสดงถึงความหมายไม่น้อยไปกว่าเรื่องดนตรี)

(a) Mistakenly

(b) It is a mistake    (มันเป็นสิ่งผิด)

(c) A mistake is

(d) A mistake is would be

 

4. The primary reason why the Constitution requires a census every ten years ___________ a basis for the apportionment of representatives among the states.

(เหตุผลประการสำคัญ (ที่ว่า) ทำไมรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องสำรวจสำมโนประชากรทุกๆ สิบปี ___________________ พื้นฐานสำหรับการแบ่งสรร (จำนวน) ผู้แทนราษฎรในบรรดารัฐต่างๆ)  (ของสหรัฐฯ)

(a) it is providing

(b) is to provide    (คือการให้)

(c) and it provides

(d) while providing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is)  และ  “Complement”  ของ  “Verb to be  -  Is”  (To provide)  ของประโยคใหญ่   (The primary reason is to provide a basis for the apportionment of representatives among the states.)  โดยประธานของประโยคใหญ่  คือ  “The primary reason”  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Is providing”  (คือการให้)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  และ  “Gerund”  (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  จากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ 

  • The duties of the secretary are to receive visitors, _______________________.

(หน้าที่ของเลขานุการคือ  รับแขก, ________________________________________)

(a) opening the mail, and she types letters

(b) to open the mail and typing letters

(c) to open the mail and to type letters    (เปิดไปรษณียภัณฑ์  และพิมพ์จดหมาย)

(d) to open the mail, and they type letters

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้โครงสร้างให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  “To receive visitors”  และ  “To open the mail”  และ  “And to type letters”  สำหรับข้อนี้  อาจใช้โครงสร้าง  “Gerund”  (Verb + ing)  คือ  “………..secretary are receiving visitors, opening the mail and typing letters”  ก็ได้

                                      ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)   และ  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Is, Are, Was, Were)  จากประโยคข้างล่าง

  • His part-time job is teaching (to teach) in a college.

(งานพาร์ตไทม์ของเขาคือการสอนในมหาวิทยาลัย)

  • Her hobby is collecting (to collect) precious stones.

(งานอดิเรกของเธอคือการสะสมหินมีค่า)

  • What they like to do is swimming (to swim) in a river.

(สิ่งที่พวกเขาชอบทำคือการว่ายน้ำในแม่น้ำ)

  • The only thing that interested me was riding (to ride) on a horseback.

(เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสนใจคือการขี่บนหลังม้า)

 

5. There was one sentence that puzzled me deeply.

(มีอยู่ประโยคหนึ่งที่    ทำให้ (ผม) งงงวย-ฉงนสนเท่ห์    อย่างมาก)

(a) offended    (ทำให้ขุ่นเคือง-ไม่พอใจ, กระทำผิด, ละเมิด, รุก, รุกราน)

(b) exasperated    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

(c) confused    (ทำให้งง-สับสน, ทำให้ยุ่ง, ทำให้ไม่ชัด)

(d) delighted    (ทำให้ยินดี-พอใจ-ปลาบปลื้ม)

(e) bored    (ทำให้เบื่อหน่าย, ทำให้น่าเบื่อ, ความรำคาญ, คนน่าเบื่อ, คนพูดมาก, สิ่งที่น่าเบื่อ-น่ารำคาญ)

 

6. The presence of small amounts of certain minerals such as copper or iron in food can adversely affect the taste.

(การมีอยู่ของปริมาณเล็กน้อยของแร่ธาตุบางอย่าง  เช่น ทองแดงหรือเหล็ก  ในอาหาร  สามารถมีผลกระทบต่อรสชาติอาหาร    อย่างเป็นผลร้าย-เป็นปฏิปักษ์-ในทางลบ-ในทางตรงกันข้าม)  (คือ  อาหารอาจปรุงอร่อย แต่ธาตุเหล่านั้นกลับทำให้อาหารไม่อร่อย)

(a) apparently    (อย่างเห็นได้ชัดเจน)

(b) tremendously    (อย่างมากมาย, อย่างมโหฬาร)

(c) unfavorably    (อย่างไม่เอื้ออำนวย, อย่างในทางลบ, อย่างไม่ราบรื่น,  อย่างไม่เหมาะสม, อย่างเสียเปรียบ)

(d) rapidly    (อย่างรวดเร็ว)

(e) generously    (อย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, อย่างใจกว้าง)

 

7. The colors of the sky are among the most accurate weather indicators.   

(สีของท้องฟ้าเป็นเครื่องบ่งชี้ (สภาพ) อากาศที่    ถูกต้อง-แม่นยำ-เที่ยงตรง-แน่นอน    มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

(a) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

(b) controversial    (ซึ่งถกเถียงกัน-โต้แย้งกัน, ซึ่งมีปัญหา, ซึ่งยังเถียง-ทะเลาะกันอยู่)

(c) dilapidated    (ดิ-แล้พ-พิ-เด-ทิด)  (ปรักหักพัง, ชำรุดทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)

(d) reliable   (ไว้วางใจได้, เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ)

(e) intimate    (คุ้นเคย, ใกล้ชิด, สนิทสนม, ลึกซึ้ง, ที่สนิทสนมในทางเพศ, เพื่อนสนิท)

 

8. It is poison.  You ___________________________________________________ drink it.

(มันเป็นยาพิษ  คุณ _______________________________________________ ดื่มมัน)

(a) may not    (อาจจะไม่)

(b) need not    (ไม่จำเป็นต้อง)

(c) must not    (จะต้องไม่)

(d) should not    (ไม่ควรจะ)

 

9. When I __________________ the door, my daughter __________________ my drawer.

(เมื่อผม _________________ ประตู  ลูกสาวของผม ________________ ลิ้นชักของผม)

(a) open ___________ was searching

(b) was opening ___________ searched

(c) opened ___________ is searching

(d) opened ___________ was searching    (เปิด ..................... กำลังค้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องให้กริยาในประโยคย่อย  (Opened)  และประโยคใหญ่   (Was searching)  เป็นอดีตด้วยกันทั้งคู่  และต้องใช้รูป  “Past continuous tense”  (Was searching)  กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่  (กำลังค้นลิ้นชัก)  ส่วนกริยาที่เกิดแทรกขึ้นมาทีหลัง  (เปิดประตู)  ให้ใช้รูป  “Past simple tense”  (Opened)   เช่น

  • When I arrived home, my mother was cooking.

(เมื่อผมมาถึงบ้าน  แม่ของผมกำลังปรุงอาหาร)

  • When it rained, we were watching TV.

(เมื่อฝนตก  เรากำลังดูทีวี)

  • They were reading in the library when we saw them.

(พวกเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด  เมื่อเราพบพวกเขา)

 

10. The situation has become terrible.  The water _________ since the company _________ the industrial waste.  

(สถานการณ์เลวร้าย  น้ำ ______________ ตั้งแต่บริษัท _______________ ของเสียจากอุตสาหกรรม)  (น้ำเกิดปนเปื้อน  ตั้งแต่บริษัทปล่อยของเสียจากอุตสาหกรรมลงไป)

(a) has been polluted __________ discharged    (ได้เกิดมลภาวะ ................ ......... ปล่อย)

(b) was polluted __________ discharges

(c) was polluted __________ discharged

(d) has been polluted ___________ has been discharged

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3   เมื่อเป็น  Active voice   และใช้  Subject + Has (Have) + Been + Verb 3  (Has been polluted)    เมื่อเป็น   Passive voice}  ในประโยคใหญ่   และรูป  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2  -  Discharged)  ในประโยคย่อย  เพื่อจะบอกว่า  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่เกิดในอดีต  (ตั้งแต่บริษัทปล่อยของเสีย)  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด  ดูคำ อธิบายกรณีนี้เพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       เราใช้  “Present perfect tense”  กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา,  Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

  • I haven’t seen my old friends at the college for ages.

(ผมไม่ได้พบเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยมานานแสนนานแล้ว)

  • She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • They have played football since they studied in college.

(พวกเขาเล่นฟุตบอล ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

 

11. Those were the research assistants ______________ to do the research work in the Lab.

(พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ช่วยวิจัย ___________________ การทำงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ)

(a) to whom it was their responsibility

(b) whose responsibility was    (ผู้ซึ่งความรับผิดชอบของเขาคือ)

(c) whose responsibility its was

(d) of whom with the responsibility

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจาก  “Whose responsibility was to do the research work in the Lab”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”   ขยาย  “Research assistants”  โดยมี  “Whose responsibility”  เป็นประธานของอนุประโยค  มี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “To do the research work”  เป็น  “Complement”  ของ  “Was

 

12. The whispering in the audience ceased (ซีส-ดึ) when the curtain went up.

(เสียงกระซิบกระซาบในหมู่ผู้ชม    หยุด-ยุติ-สิ้นสุด-เลิก-เว้น-ตาย-การหยุด    เมื่อม่าน (เวที) ยกขึ้น)

(a) reiterated    (รี-อิ๊ท-เทอะ-เร้ท-ทิด)  (กล่าวซ้ำ, ทำซ้ำ)

(b) elaborated    (อิ-แล้บ-เบอะ-เรท-ทิด)  (สาธยาย, บรรยายอย่างละเอียด, วางแผนอย่างละเอียด, ทำอย่างประณีต, เพิ่มรายละเอียด, ต่อเติมให้ละเอียด)

(c) bickered    (ทะเลาะ, วิวาท, โต้เถียง, สั่น, ระยิบระยับ)

(d) stopped    (หยุด, ยุติ, เลิก, ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, ห้าม)

(e) eliminated    (ทำลาย,กำจัด, ขจัด, คัดออก, ขับไล่, ขับออก, ลบทิ้ง)

 

13. The severity of the disease can be imagined from the fact that thirty percent of the town population died.

(ความรุนแรง-ความเข้มงวดกวดขัน-ความเคร่ง-การเอาจริงเอาจัง    ของโรค  สามารถจินตนาการได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า  ๓๐  เปอร์เซ็นต์ของประชากรของเมืองตาย)  (ด้วยโรคนี้)

(a) harshness; violence    (ความรุนแรง; ความดุเดือดหรือการทำลาย)

(b) altercation    (การทะเลาะวิวาท)

(c) compliance    (การยินยอม, การทำตาม, การยอมให้, การอ่อนข้อให้, การร่วม มือ, การเชื่อฟัง)

(d) explanation    (การอธิบาย, คำอธิบาย)

(e) proliferation    (การแพร่หลาย, การเผยแพร่, การเพิ่มทวี. การขยาย, การงอก, การแพร่พันธุ์)

 

14. Further explanations will be presented in subsequent lectures.

(การอธิบายเพิ่มมากขึ้นจะถูกนำเสนอในการบรรยาย    ต่อมา-ซึ่งตามมา)

(a) colossal    (ใหญ่โตมาก, มหึมา)

(b) covetous    (คัฟ-วิ-ทัส)  (โลภ, อยากได้มาก, ปรารถนามาก, กระหายที่จะครอบครอง)

(c) melodious    (เม-โล้-เดียส)  (ไพเราะ, เป็นเสียงหวาน, สละสลวย, เป็นเสียงดนตรี)

(d) spacious    (สเพ้-เชิส)  (มีเนื้อที่มาก, กว้างขวาง, กว้างใหญ่ไพศาล)

(e) following; later   (ต่อมา, ซึ่งตามมา)

 

15. A: Will you travel by plane or by bus to Bangkok?

(คุณจะเดินทางไปกรุงเทพฯ โดยเครื่องบิน หรือรถโดยสาร)

     B: ______________________________________________________, I will go by train.

(_________________________________________________ ผมจะไปโดยทางรถไฟ)

(a) None    (ไม่มีใคร)

(b) Either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(c) Neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง)

(d) No    (เปล่า, ไม่)

 

16. What ______________________________________________ do you want from me?

(อะไร ______________________________________________ ที่คุณต้องการจากผม)

(a) thing

(b) things

(c) else    (อื่นอีก)

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  จริงๆ แล้ว  ข้อ  (a)  และ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ความหมายเหมือนกัน  ทำให้ไม่สามารถเลือก  ๒  ข้อนี้ได้  เลยเหลือ ข้อ (c) เพียงข้อเดียว

 

17. There are two pumps here, but ____________________________ of them works properly.

(มีเครื่องสูบน้ำ  ๒  เครื่องที่นี่  แต่ ___________________________ ทำงานได้อย่างดี-เต็มที่)

(a) none     (ไม่มีเครื่องใด)

(b) neither     (ไม่มีเครื่องใด  -  ในทั้ง  ๒  เครื่อง)

(c) both     (ทั้ง  ๒  เครื่อง)

(d) each     (แต่ละเครื่อง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   คำว่า  “แต่”  แสดงความขัดแย้ง  ทำให้รู้ว่าต้องมีอย่างน้อย  ๑  เครื่องที่ไม่ทำงาน (เสีย)  สำหรับ  “Neither (ไม่ทั้ง  ๒........) + Of + Noun (plural) + Verb (singular)  เช่น  Is, Was, Works, Plays”  ส่วน  “None + Of + Noun (plural) + Verb (plural)  เช่น  Are, Were, Eat, Swim”  ในประโยคข้างบน  มีกริยา คือ  “Works”  ทำให้ต้องเลือก  “Neither

 

18. It is very kind of __________________________________________________ to come.

(มันเป็นความกรุณาของ ___________________________ ที่มา)  (ร่วมงาน, พบผม ฯลฯ)

(a) you    (คุณ)

(b) your

(c) yours

(d) your’s

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • If you need an extra bed for your guest, you can use one ____________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง ______________)

(a) of us

(b) of our

(c) of ours    (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ ตัวอย่างข้างล่าง

  • He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

  • That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

  • It is an unavoidable duty of ours.         

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

  • It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                                     อนึ่ง  ในประโยคในตัวอย่างที่    สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง    ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                                     นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + Is (Was) +  Adjective + Of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างดี (กรุณา) เสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างดี (กรุณา) เหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

                                       และเมื่อ   “Of”  มิได้หมายถึง  “ของ”  สรรพนามหลัง   “Of” จะอยู่ในรูป  “กรรม”  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)  เช่นเดียวกัน

  • She is afraid of him.

(เธอกลัวเขา)

  • He is fond of her.

(เขารักเธอ)

  • We never think of them.

(เราไม่เคยคิดถึงพวกเขาเลย)

 

19. I __________________________________________________ him the truth, but I did.

(ผม __________________________________________ ความจริงแก่เขา  แต่ผมก็บอก)

(a) needn’t tell

(b) needn’t to tell

(c) needn’t have told     (ไม่จำเป็นต้องได้บอก)  (คือบอกไปแล้ว)

(d) needn’t have to tell

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Need not + Verb 1” = “ไม่จำเป็นต้อง...........”  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต   เช่น   “You need not clean the room.” (คุณไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดห้อง  -  ในขณะนี้ หรือในอนาคต)   แต่ถ้าหมายถึง  “ไม่จำเป็นต้อง...........ในอดีต”  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)   ต้องใช้โครงสร้าง   “Need not have + Verb 3”  ดังประโยคข้างบน   ดูเปรียบเทียบกับ  “Should + Have + Verb 3”    (ควรจะได้ทำ.............ในอดีต  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   หรือ   “Should + (Not) + Have + Verb 3”   (ไม่ควรได้ทำ...........ในอดีต  แต่ก็ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • You lost all your money, didn’t you?  You ____________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่

  • A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

  • B: “I know.  I shouldn’t ______________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ__________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ...................... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                                   ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ___________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                  ตัวอย่างที่  ๔

  • You ought ___________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                           จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ ๕

  • What terrible coffee!  She ________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ____________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make     (จะต้องชง)

(c) had had to make     (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาด การณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

20. Robert was made ____________________________________ of the Handicap Society.

(โรเบิร์ตได้รับการแต่งตั้ง (ถูกแต่งตั้ง) ให้เป็น _________________ ของสมาคมคนพิการ)

(a) a President

(b) President    (ประธาน)

(c) the President

(d) an President

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โครงสร้างแบบนี้  ไม่ต้องใช้   “Article”  (A, An, The)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้