หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 320)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. If a spark should reach the petrol, the whole place would go _______________ in flames.

(ถ้าประกายไฟไปถึงน้ำมันเชื้อเพลิง  สถานที่ทั้งหมดจะ ____________________ ลุกเป็นไฟ)

(a) up

(b) on

(c) over

(d) off    (“Go off”  =  ระเบิด, ทำให้เกิดเสียงดังในทันใด, หยุดทำงาน, เกิดขึ้นหรือดำเนินไป, ออกไปจากสถานที่หนึ่ง เพื่อทำอะไรบางอย่าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูความหมายต่างๆของ  “Go off”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ๑. ระเบิด

  • I could hear the bombs going off on the other side of the city.

(ผมสามารถได้ยินระเบิดๆ ขึ้นอีกด้านหนึ่งของเมือง)

                                     ๒. ทำให้เกิดเสียงดังในทันใด

  • The alarm went off but he tried to ignore it.

(สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในทันใด  แต่เขาพยายามไม่สนใจมัน)

                                     ๓. หยุดทำงาน

  • The light only goes off at night.

(ไฟหยุดทำงาน (ไฟดับ) เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น)

                                     ๔. เกิดขึ้นหรือดำเนินไป

  • The meeting went off well.

(การประชุมดำเนินไปด้วยดี)

                                     ๕. ออกไปจากสถานที่หนึ่ง เพื่อทำอะไรบางอย่าง

  • He had gone off to work.

(เขาออกไปทำงาน)

  • She went off to look at the flowers.

(เธอออกไปดูดอกไม้)

 

2. You may _______________ the lights, but don’t forget to ______________ when you leave.

(คุณอาจจะ _________________ ไฟก็ได้  แต่อย่าลืม __________________ เมื่อคุณออกไป)

(a) turn in ____________ turn them off

(b) open up ___________ turn them down

(c) turn on ___________ turn them off    (เปิด ...................... ปิดมัน)

(d) open out ___________ turn them over

 

3. When I first entered school, I was afraid I wouldn’t be able to _____ the other students at first.

(เมื่อผมเข้าโรงเรียนครั้งแรก  ผมเกรงว่าผมจะไม่สามารถ ________ นักเรียนคนอื่นๆ ในตอนแรก)

(a) come across    (พบโดยบังเอิญ)

(b) take after    (เหมือน, คล้าย)

(c) catch up with    (เรียนทัน, ตามทัน, แข่งขันกับ)

(d) make up for    (ชดเชย, ทดแทน)

 

4. The audience remained quiet as the music died _________________________________.

(ผู้ชม-ผู้ฟังยังคงเงียบ (อยู่เฉยๆ) ในขณะที่ดนตรี __________ )  (คือ  ค่อยๆเบาลง และเงียบไป)

(a) off    (“Die off”  =  ตายไปทีละหนึ่ง)

(b) out    (“Die out”  =  ค่อยๆสูญพันธุ์, ค่อยๆ สาบสูญไป)

(c) away    (“Die away”  =  (ลม, เสียง) ค่อยๆลดลงและหมดไป, ค่อยๆจางหายไป)

(d) of    (“Die of”  =  ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับตัวเลือกอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

  • The shouting gradually died away and everyone waited in silence for him to speak.

(เสียงตะโกนค่อยๆเงียบลงอย่างช้าๆ  และทุกคนรอคอยในความเงียบเพื่อให้เขาพูด)

  • My tropical fish are dying off from some mysterious diseases.

(ปลาจากเขตร้อนของผมตายไปทีละตัว  จากโรคลึกลับบางอย่าง)

  • We are afraid that unless we can prevent people from hunting these rare animals, they will die out within a few years.

(เราเกรงว่าถ้าเราไม่สามารถขัดขวางคนจากการล่าสัตว์หายากเหล่านี้  พวกมันจะสูญพันธุ์ภายในอีก  ๒-๓  ปี)ื

  • Very few people die of measles now.

(น้อยคนมากตายด้วยโรคหัด (อีสุกอีใส) ในปัจจุบัน)

 

5. A motto is a short phrase or sentence that states a guiding principle.   

(คติพจน์ (คำพังเพย, ภาษิตคำขวัญ)  เป็นวลีหรือประโยคสั้นๆที่    กล่าวถึง-กล่าว-แถลง-แจ้ง    หลักการซึ่งชี้นำ-นำทาง)  (การดำเนินชีวิตของบุคคล)

(a) recalls    (ระลึก, รำลึก, หวนคิด, เรียกกลับ, นำกลับ, เพิกถอน, การระลึก-รำลึก-เรียกกลับ-นำกลับ-เพิกถอน)

(b) clarifies    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ชัดเจน, ทำให้กระจ่าง, ทำให้บริสุทธิ์-ใสสะอาด)

(c) contradicts    (โต้แย้ง, กล่าวแย้ง, เถียง, ปฏิเสธ)

(d) expresses    (แสดงความคิด-ความรู้สึกเป็นคำพูด, แสดงความคิดเห็น, ส่งด่วน, ด่วน, เร็วเป็นพิเศษ, พิเศษ, ขบวนรถด่วน, การส่งด่วน)

(e) presides    (เป็นประธานในที่ประชุม)

 

6. The telegraph was the fastest means of long-distance communication during much of the nineteenth century.

(โทรเลขเป็น    วิธีการ-เครื่องมือ-ทรัพย์สินจำนวนมากมาย-จำนวนมากมาย    ที่เร็วที่สุดของการสื่อสารระยะไกล  ในระหว่าง (เวลา) ส่วนใหญ่ของศตวรรษที่  ๑๙)

(a) converter    (เครื่องแปลง  -  ไฟ, ภาษา ฯลฯ)

(b) development    (การพัฒนา, พัฒนาการ)

(c) innovation    (นวัตกรรม, สิ่งใหม่, วิธีการใหม่, การนำสิ่งใหม่หรือวิธีการใหม่เข้ามา)

(d) consequence    (ผลลัพธ์)

(e) method; approach    (วิธีการ)

 

7. Gallup, New Mexico, a city that borders on a large Navajo Indian reservation, is recognized (เรค-เคิก-ไนซ) as the American Indian capital of the United States. 

(แกลลัพ  รัฐนิวเม็กซิโก  ซึ่งเป็นเมืองทีมีเขตแดนติดต่อกับเขตสงวนขนาดใหญ่สำหรับอินเดียนแดงเผ่านาวาโจ  ได้รับการ    รู้จัก-ยอมรับ-จำได้-สำนึก-แสดงว่ารู้จักหรือเห็นคุณค่า    ในฐานะเมืองหลวงของชาวอินเดียนแดงอเมริกันของสหรัฐฯ)

(a) advertised    (โฆษณา)

(b) registered    (เรส-จิส-เทอร์)  (ลงทะเบียน)

(c) stigmatized    (ตราหน้า, ทำให้มีมลทิน, ประณาม, ทำให้อัปยศอดสู, ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง, ตีตรา, ประทับตรา)

(d) known    (รู้, รู้จัก, ทราบ)

(e) harmonized    (ทำให้ผสมกลมกลืนกัน, ทำให้เข้ากัน-ประสานกัน-ปรองดอง กัน, ประสานกัน, ปรองดองกัน, กลมกลืนกัน)

 

8. It is the high humidity that makes London chilly, ________________________________.

(มันเป็นความชื้นสูงที่ทำให้ลอนดอนเย็นเยือก  -  _________________________________)

(a) not below its temperature

(b) not the low temperature    (มิใช่อุณหภูมิต่ำ)

(c) not due to its below temperature

(d) not because its below temperature

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “It is due to (because of) the high humidity that makes London chilly, not the low temperature.”  ก็ได้  สำหรับ  “Below”  เป็นคำบุรพบท  (Preposition)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ไม่สามารถใช้ขยายหน้าคำนาม  เหมือนใน  ข้อ  (A, C, D)  ดูตัวอย่างการใช้  “Below”  จากประโยคข้างล่าง

  • You can see the town spread out below.

(คุณสามารถเห็นเมืองขยายออกไปเบื้องล่าง)  (เมื่อมองจากมุมสูง)

  • This time the fish attacked from below.

(คราวนี้  เจ้าปลาจู่โจมมาจากข้างล่าง)  (คือ ใต้น้ำ)

  • They dived a mile below the surface of the ocean.

(พวกเขาดำน้ำลงไป   ไมล์ ใต้ผิวหน้าของมหาสมุทร)

  • The only permanent water supply was below the ground.

(แหล่งน้ำถาวรเพียงแห่งเดียวอยู่ใต้พื้นดิน)  (คือ  น้ำบาดาล)

  • They spend their lives below ground sucking sap from roots.

(พวกมันใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน  ดูดเอาน้ำหล่อเลี้ยงในเนื้อเยื่อจากราก)

  • One summer noon, just below the tree line, I saw a grizzly bear.

(ตอนเที่ยงของฤดูร้อนวันหนึ่ง  -  ใต้แนวต้นไม้ลงไป  -  ผมเห็นหมีสีเทาตัวหนึ่ง)

  • The title was written in large letters, with the names of the authors below.

(ชื่อเรื่อง (ชื่อหนังสือ) ถูกเขียนด้วยอักษรตัวใหญ่  โดยมีชื่อของผู้เขียนอยู่ข้างล่าง)

  • The muscles below his knees were beginning to ache a little.

(กล้ามเนื้อใต้เข่าของเขากำลังเริ่มเจ็บปวดเล็กน้อย)

  • She heard two men talking below.

(เธอได้ยินผู้ชาย  ๒  คนกำลังคุยกันอยู่ข้างล่าง)  (ห้องชั้นล่าง)

  • There is a young man below who wants to see you immediately.

(มีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ข้างล่าง (ของอาคาร) ซึ่งต้องการพบคุณในทันที)

  • The room below this is my study.

(ห้องข้างล่าง (ของบ้าน) เป็นห้องเรียนของผม)

  • Why don’t you go below in your cabin?

(ทำไมคุณไม่ลงไปข้างล่าง (ของเรือ) ที่ห้องพักของคุณล่ะ)

 

9. If you hadn’t gone with Tom to the party last night, _______________________________.

(ถ้าคุณมิได้ออกไปงานเลี้ยงกับทอมเมื่อคืนวาน _________________________________ )

(a) you would meet John already

(b) you won’t have missed John

(c) you will have met John

(d) you would have met John    (คุณคงจะได้พบกับจอห์นแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับที่สมมติ  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เพราะคุณออกไปงานเลี้ยงกับทอมเมื่อคืนวาน  คุณเลยไม่ได้พบกับจอห์น)  (ซึ่งมาหาคุณที่บ้าน)  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  (อนุประโยค)  จะอยู่ในรูป  “Past perfect tense” (Had + (Not) + Verb 3)  ส่วนกริยาใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะอยู่ในรูป  “Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ___________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ___________________________________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • ____________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(________________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  (โดยผันมาจาก  “If we had heard”)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                                        นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ___________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ______________________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                   ตัวอย่างที่  

  • Tom ___________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                       ตัวอย่างที่  

  • Nancy ________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                      ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)เลย    โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                      สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                      จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                      นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำ หน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                   สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วยจึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

10. If you badly need him to support you, _________๘ him you are a good friend of his son’s.

(ถ้าคุณต้องการให้เขาสนับสนุนคุณจริงๆละก็ _____ เขาว่าคุณเป็นเพื่อนที่ดีของลูกชายของเขา)

(a) need not forget to tell

(b) why you forget to tell

(c) don’t forget to tell    (อย่าลืมบอก)

(d) don’t forget telling    (อย่าลืมการบอก)  (คือ บอกไปแล้ว  แต่ลืมว่าเคยบอก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I sent him two cards because I forgot ____________________________ one already.

(ผมส่งการ์ด (แต่งงาน ฯ) ให้เขา  ๒  ใบ  เพราะว่าผมลืม _________________ ไปแล้ว  ๑  ใบ)  (คือ  ส่งซ้ำไปอีกใบ  รวมเป็นสองใบ)

(a) to send    (ที่จะส่ง)  (คือ  มิได้ส่งเพราะลืม)

(b) to have sent    (รูปนี้ไม่มีใช้กับ กริยา “Forget”)

(c) having sent    (การได้ส่ง  -  ไปแล้ว)

(d) being sent    (การถูกส่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “ลืมการได้เคยส่งการ์ดไปให้แล้ว  ๑  ใบ  จึงส่งไปให้ซ้ำอีกใบหนึ่ง”  โดยเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Perfect participle”  คือ  ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”  (สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Forget sending” ก็ได้)  ทั้งนี้  “Forget to send”  (ลืมที่จะส่ง  คือ มิได้ส่ง)  ส่วน  “Forget sending”  (ลืมการส่ง  -  คือส่งไปแล้ว  แต่ลืมไปว่าเคยได้ส่ง)  หรือ  “Forget having sent”  (ลืมการได้ส่งไปแล้ว)  (ความหมายเหมือนกับ “Forget sending”  แต่ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทที่ตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง  (อย่างไรก็ตาม  โครงสร้าง  “Perfect participle” สามารถใช้ได้เฉพาะกับกริยา “Forget”  และ “Remember” เท่านั้น  มิสามารถใช้กับกริยา  “Stop”  และ  “Try”  ได้)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I clearly remember _______________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed __________________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน _______________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) ________________ )  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ......................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  (Remember + To + Verb 1  =  จำได้ หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น)   สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  + “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง 

                                       ตัวอย่างที่ 

  • We never forget _______________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม ___________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)  

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers ______ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ _________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried ____________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Thai people always _______________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                      ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, _________________________________________ at once.

(เห็นครู ____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Try _______________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget _______________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                          ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Please don’t forget ____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                       ตัวอย่างที่  ๑๒

  • As soon as it stops _____________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                        ตัวอย่างที่  ๑๓

  • While we were walking in the park, she often stopped ____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ___________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                       ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I remember that restaurant; we stopped there ______________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                     ตัวอย่างที่  ๑๕

  • How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying (= having bought) him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting (= having met) me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

11. We turn to books in moments of _____________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________ )

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

 

12. It is not possible to compel a person to love his fellow man

(มันเป็นไปไม่ได้ที่จะ    บังคับ-ผลักดัน-เกณฑ์-ต้อน    บุคคลคนหนึ่งให้รักเพื่อนผู้ชายของเขา)  (คือ  บังคับให้รักอีกคนหนึ่งโดยไม่เต็มใจ)  (หมายถึง  ความรักเป็นเรื่องบังคับกันไม่ ได้  แต่เกิดจากใจ)

(a) force    (บังคับ, ผลักดัน, รุน, ดัน, ยัดเยียด, เร่ง, ใช้กำลัง, กำลัง, แรง, พลัง, อำนาจ, อิทธิพล, อำนาจจิต, พลังจิต, กองทัพ)

(b) torture    (ทรมาน, ทำให้เจ็บกายหรือใจ, บิดหรืองอ, การทรมาน, การทำให้เกิดความเจ็บปวด, ความเจ็บปวด, ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส)

(c) slaughter    (สล้อ-เท่อะ)  (ฆ่าสัตว์, ฆ่าเป็นอาหาร, ฆ่าอย่างทารุณ, สังหารหมู่, การฆ่า, การฆ่าสัตว์, การฆ่าเป็นอาหาร, การสังหารหมู่อย่างไม่ละเว้น)

(d) emblazon    (เอม-เบล๊-ซั่น)  (ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม, ประดับด้วยสีหลายสี, ประดับด้วยตราหรือเครื่องหมาย, ฉลอง, สรรเสริญ, เยินยอ)

(e) ridicule    (ริ้ด-ดิ-คิวล)  (หัวเราะเยาะ, เยาะเย้ย, ยั่วเย้า, หยอกล้อ, การหัวเราะเยาะ-เยาะเย้ย-ยั่วเย้า-หยอกล้อ)

 

13. Medics venture their lives to save wounded soldiers.  

(แพทย์  (หรือเจ้าหน้าที่การแพทย์)    เสี่ยง-เสี่ยงภัย-ผจญภัย-ลองดู-กล้าได้กล้าเสีย    ชีวิตของพวกตน  เพื่อช่วยชีวิตของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ)

(a) exacerbate    (อิก-แซส-เซอร์-เบท)  (ทำให้หนักขึ้น, ทำให้ทรุดหนัก, ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้ช้ำ, ทำให้โกรธเคือง)

(b) fabricate    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ปั้นเรื่อง, ปลอม, ปลอมแปลง, ทอ)

(c) hibernate    (ไฮ้-เบอะ-เนท)  (จำศีลในฤดูหนาว, เก็บตัวอยู่ในรังในฤดูหนาว, หลับในฤดูหนาว, หลบหนาว, อยู่อย่างสันโดษ)

(d) risk; dare    (เสี่ยง-เสี่ยงภัย-เสี่ยงทำ-ลอง;  กล้า-กล้าทำ-กล้าเผชิญหน้า-ท้าทาย)

(e) catapult    (แค้ท-ทะ-พัลท)  (ขว้างก้อนหิน, ยิงกระสุน, ยิงขีปนาวุธ, กระเด็น, หนังสติ๊ก, เครื่องยิงกระสุน, เครื่องยิงอาวุธสมัยโบราณ, เครื่องปล่อยเรือบินจากดาดฟ้าเรือ)

 

14. He reads and reads and reads to quench (เคว้นช) his thirst for knowledge.

(เขาอ่านและอ่านและอ่านหนังสือ  เพื่อ    ระงับ-ดับ-ทำให้หมด-ปราบ-เอาชนะ    ความกระหายในความรู้ของเขา)

(a) utilize    (ใช้ประโยชน์, ทำให้เป็นประโยชน์)

(b) extinguish    (อิคส-ทิ้ง-กวิช)  (ดับ, ทำให้สิ้น, ยุติ, ยกเลิก, ชำระหนี้)

(c) construe    (อธิบาย, ชี้แจง, ตีความ, แปล, วิเคราะห์, ผูกประโยค, วิเคราะห์รูปประโยค)

(d) conceal    (คัน-ซี่ล)  (ซ่อน, ปิดบัง, ปกปิด, บัง)

(e) incarcerate    (อิน-ค้าร์-เซอะ-เรท)  (จำคุก,กักขัง, คุมขัง)

 

15. The girl you _____________________________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ _________________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about    (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her” (แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”)  เนื่องจากในประโยคข้างบนหลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Football is a game which boys like ______________________________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ ________________________________________ )

(a) to play it too much

(b) to play very much    (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ “Like playing very much” หรือ  “To play”  (Infinitive with to) คือ  “Like to play very much”   ก็ได้   แต่หลัง  “Play”   ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี   “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว

 

16. A: Thanks!  I’ll never forget your kindness. 

(A: ขอบคุณ!  ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย)

     B: ___________________________________________________.  Think nothing of it.

(B: _____________________________.  อย่าไปคิดอะไรเลย  -  หรือ อย่าคิดมากน่ะ)

(a) You’re too kind    (คุณกรุณามากจังเลย)

(b) If I were you, I would    (ถ้าผมเป็นคุณ  ผมก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน)

(c) Don’t mention it    (ไม่เป็นไรหรอก  หรือ  ไม่ต้องพูดถึงมันก็ได้)

(d) You should say so    (คุณควรจะพูดเช่นนั้นแหละ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ข้อความในประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

17. A: Would you like to go swimming with me on Sunday?

(A: คุณอยากจะไปว่ายน้ำกับผมในวันอาทิตย์ไหม)

      B: _______________________________________.  I have to finish my term paper.

(B: _____________________________.  ผมจำเป็นต้องทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

(a) Sure, I would    (แน่นอน  ผมอยากไป)

(b) Oh, that’s terrific    (โอ้  นั่นเจ๋งมากเลย  หรือยอดมากเลย)

(c) I’m afraid I can’t    (ผมเกรงว่า  ผมจะไม่สามารถไปได้)

(d) Let me think about it    (ขอให้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนนะ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ใจความประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

18. My brother went out.  He must ________________________________ his homework.

(พี่ชายของผมออกไปข้างนอก  เขาจะต้อง ____________________ การบ้านของเขา)

(a) finish

(b) have been finished

(c) finished

(d) have finished    (ได้ทำ  -  การบ้าน  -  เสร็จแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Must + Have + Verb 3”  =   “จะต้องได้กระทำกริยานั้นๆลงไปแล้ว”  โดยผู้พูดมีความมั่นใจว่า  เหตุการณ์จะต้องเป็นไปตามที่ได้กล่าวออกมา  โดยมีหลักฐานสนับสนุน  เช่น  ในประโยคข้างบน  ผู้พูดมีเหตุผลว่า  “เขาออกไปข้างนอก”  ดังนั้น  เขาน่าจะได้ทำการบ้านเสร็จแล้ว  เป็นการคาดคะเนแบบมั่นใจ

 

19. The noise was _________________________________________ it woke everyone up.

(เสียง _____________________________________________ มันปลุกให้ทุกคนตื่น)

(a) very loud that

(b) very loud until

(c) so loud that    (ดังมากจนกระทั่ง)

(d) so loud until

ตอบ   -   ข้อ   (c)   มาจากโครงสร้าง  {Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject + Verb}

 

20. I ________________________________ to the cinema with my parents the other day.

(ผม _____________________________________ ดูหนังกับพ่อแม่ของผมเมื่อวันก่อน)

(a) shall go

(b) went    (ไป)

(c) often go

(d) have gone

ตอบ    -    ข้อ   (b)  “The other day”  =  “เมื่อวันก่อน”  เป็นเหตุการณ์ในอดีต

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้