หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 319)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Because I had missed quite a few classes due to my illness, I _____________ very hard for my exams in order to make up for what I had missed.

(เพราะว่าผมขาดเรียนไปหลายครั้งเนื่องจากป่วย  ผม _______________ อย่างหนักสำหรับการเตรียมสอบ  เพื่อชดเชยในสิ่ง (วิชา) ที่ผมขาดเรียนไป)

(a) used to study    (เคยเรียน)

(b) will have studied    (จะได้เรียนไปแล้ว)

(c) had to study    (จำเป็นต้องเรียน)

(d) would rather study    (อยากจะเรียน)

 

2. Mathematics ______________________________________________ me very much.

(วิชาคณิตศาสตร์ ___________________ (แก่) ผมมากนัก)  (มิได้ทำให้ผมสนใจมากนัก)

(a) do not interest

(b) are not interesting

(c) is not interested    (ไม่รู้สึกสนใจ)

(d) does not interest    (มิได้ทำให้สนใจ)

(e) are not interested

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Mathematics”  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา  “Does, Is, Was”  ดูเพิ่มเติมคำนามประเภทวิชาซึ่งถือเป็นเอกพจน์  จากประ  โยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________________ a childhood disease.

( _______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Measles”  (โรคหัด)   ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้ คือ  “Is”)   ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “S” และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ   -   ข้อ  ๒  แก้เป็น   “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Physics _________________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ ________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น“economics  (เศรษฐศาสตร์), phonetics  (วิชาการออกเสียง), statics  (สถิตศาสตร์), dynamics  (พลศาสตร์), statistics  (วิชาสถิติ), psychics  (จิตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics  (คณิตศาสตร์), politics (การเมือง), รวมทั้ง  news  (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)   เช่น 

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

3. They find this English lesson _______________________________________________.

(พวกเขาพบว่าบทเรียนภาษาอังกฤษบทนี้ ______________________________________ )

(a) bored    (ทำให้เบื่อ)  (ในอดีต)

(b) are boring    (น่าเบื่อ)

(c) are bored    (รู้สึกเบื่อ)

(d) boring    (น่าเบื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Find + กรรม + Adjective

  • We found the movies interesting.

(เราพบว่าหนังน่าสนใจ)

  • She found her exam very difficult.

(เธอพบว่าการสอบยากมาก)

  • They found the accident terrifying.

(พวกเขาพบว่าอุบัติเหตุน่ากลัว)

  • He finds Japanese people more polite than other peoples.

(เขาพบว่าคนญี่ปุ่นสุภาพมากกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ)

 

4. He went on doing it ____________________________________________ our protests.

(เขาทำมันต่อไป ______________________________________________ เราคัดค้าน)

(a) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) because    (เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) in spite of    (ทั้งๆ ที่)

(d) instead of    (แทนที่จะ)

 

5. He wasn’t trying to deceive you when he said that his was the best car in the world; he was just exaggerating (อิก-แซ้จ-จะ-เร้-ทิ่ง).

(เขามิได้กำลังพยายามหลอกต้มคุณเมื่อเขาพูดว่า  รถของเขาเป็นรถที่ดีที่สุดในโลก  เขาเพียงแต่กำลัง    พูดเกินความจริง-คุยโม้-โอ้อวด)

(a) evaporating    (ระเหย, กลายเป็นไอ)

(b) victimizing    (ทำให้ตกเป็นเหยื่อ, โกง, ฉ้อโกง, ทำให้ถูกสังเวย)

(c) recovering    (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพปกติ, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, เอากลับคืน, กู้, ค้นพบใหม่, ได้ค่าสินไหมชดเชย)

(d) boasting or overstating    (คุยโม้ หรือ พูดเกินความจริง)

(e) accomplishing    (อะ-ค้อม-พลิช)  (ทำสำเร็จ, บรรลุผล)

 

6. After reading my composition, Mrs. Evans remarked that it was mediocre (มี-ดิ-โอ๊-เค่อะ หรือ มี้-ดิ-โอ-เค่อะ) and that I could do better.  

(หลังจากอ่านเรียงความของผม  มิสซิสอีแวนส์กล่าวว่า  มัน (เรียงความ)    มีคุณภาพปานกลาง-ไม่ดีไม่เลว-สามัญ    และ (กล่าว) ว่า  ผมสามารถทำได้ดีกว่านี้)

(a) prominent    (มีชื่อเสียง, สำคัญ)

(b) reprehensible    (น่าตำหนิ, น่าประณาม, น่าถูกต่อว่า, น่าจับผิด, น่าดุ)

(c) maladroit    (แมล-ละ-ดร๊อยท)  (ไม่ชำนาญ, ไม่คล่องแคล่ว, อุ้ยอ้าย)

(d) ordinary; commonplace; average; neither good nor bad    (ธรรมดาสามัญ, ไม่น่าสนใจ, เฉลี่ย, ไม่ดีหรือเลว, ปานกลาง

(e) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

 

7. Jim and Tom removed the bulky (บั๊ล-คี่) package from the car.

(จิมและทอมเคลื่อนย้ายหีบห่อ-สัมภาระที่    ใหญ่และเทอะทะ    จากรถ)

(a) heavy    (หนัก)

(b) tiny    (ไท้-นี่)  (เล็กมาก, จิ๋ว)

(c) large; clumsy; taking up much space    (ใหญ่, อุ้ยอ้าย-เทอะทะ, กินเนื้อที่มาก)

(d) oppressive    (กดขี่ข่มเหง, เกี่ยวกับการกดขี่, ซึ่งทำให้ลำบากใจ-เป็นทุกข์หนัก)

(e) indelible    (ที่ลบไม่ออก, ที่ถูไม่ออก, ที่ลบไม่ได้, ที่ขัดไม่ออก)

 

 

8. _____________________________________ I offered a lot of money, he wouldn’t sell it.

( _________________________________ ผมเสนอเงินให้จำนวนมาก  เขาก็ไม่ยอมขายมัน)

(a) As if    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) Although    (ถึงแม้ว่า)

(c) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(d) How much    (มากเท่าใด)

 

9. When I listened to the story, I found it rather ___________________________________.

(เมื่อผมฟังเรื่องราวนั้นแล้ว  ผมพบว่ามันค่อนข้างจะ ______________________________)

(a) incredibly    (อย่างไม่น่าเชื่อ, อย่างเหลือเชื่อ)

(b) incredible    (ไม่น่าเชื่อ, เหลือเชื่อ)

(c) to be incredible

(d) very incredible    (ไม่น่าเชื่ออย่างมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “Subject + Find + กรรม + Adjective”  (ดูใน  ข้อ  ๓  ของข้อสอบชุดนี้)  สำหรับ  ข้อ  (d)  ต้องเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง  กล่าวคือ  “……..found it rather incredible”  (พบว่ามันค่อนข้างจะไม่น่าเชื่อ)  หรือ  “……..found it very incredible”  (พบว่ามันไม่น่าเชื่ออย่างมาก)   ไม่สามารถใช้  “Rather very incredible”  เพราะไม่ถูกหลักตรรกะ 

 

10. The teacher is late.  He might ____________________________________ an accident.

(ครูมาสาย  -  คือยังไม่โผล่หน้ามา  -  เขาอาจจะ __________________________ อุบัติเหตุ)

(a) have had    (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ    หรือ    ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย   ให้ดูเปรียบเทียบ   “Might + Have + Verb 3” (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว),  และ  “Must + Have +  Verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลยในอดีต),  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t _________________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed     (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย สำหรับ   “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ

                                     ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should _________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ  (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                           ตัวอย่างที่  ๓

  • You ought ____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัว อย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                          จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  ๔

  • What terrible coffee!  She _____________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

11. A:  “What is in your picture?”

(อะไรบ้างอยู่ในรูปภาพของคุณ)

     B: “______________________________________________________________.”

(a) Two men, there woman, and a children

(b) Two sheep, three mouses, and a people

(c) Two knives, three gentlemen, and a sheep    (มีด  ๒  ด้าม, สุภาพบุรุษ  ๓  คน   และ แกะ  ๑  ตัว)

(d) Two people, three deers, and a woman

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Knives”  (มีดหลายด้าม)  มาจาก  “Knife” (มีดด้ามเดียว)“Gentlemen”  (สุภาพบุรุษหลายคน),    มาจาก  “Gentleman” (สุภาพบุรุษคนเดียว)“Children”  (เด็กหลายคน)   มาจาก  “Child”  (เด็กคนเดียว)   และ  “Mice”  (หนูหลายตัว)   มาจาก  “Mouse”  (หนูตัวเดียว)  ส่วน   “Sheep”  (แกะ)  รูปเอกพจน์  และพหูพจน์เหมือนกัน  คือ   “Sheep”

                                      สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “S”  หรือ  es)  ได้แก่   “child”  เปลี่ยนเป็น  “children”  (เด็กๆ)  datum – data (ข้อมูล), focus – foci  (  จุดรวมแสง),  index – indices   (เครื่องชี้, ดรรชนี),  foot – feet  (เท้า), goose – geese  (ห่าน), tooth – teeth  (ฟัน),  mouse – mice  (หนู),  louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน),   ox – oxen  (วัว),  crisis – crises  (วิกฤติกาล),  thesis -  theses  (วิทยานิพนธ์), child – children  (เด็ก),  synthesis – syntheses  (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses  (วงเล็บ), hypothesis – hypotheses  (สมมติฐาน), phenomenon – phenomena  (ปรากฏการณ์), stratum – strata  (ชั้น), neurosis –neuroses  (โรคประสาท), axis – axes  (แกน), medium – media หรือ mediums  (สื่อกลาง)

 

12. If we could eliminate losses from people who defraud (ดิ-ฟร้อด) the government, tax rates could be lowered.

(ถ้าเราสามารถขจัดความสูญเสีย-เสียหายจากผู้คนผู้ซึ่ง    โกง-ฉ้อโกง-ต้มตุ๋น-หลอกลวง     รัฐบาล  อัตราภาษีก็จะสามารถลดต่ำลงได้)  (เพราะมีเงินเข้ารัฐมากขึ้น  รัฐจึงเก็บภาษีน้อยลง)

(a) flatter    (ประจบ, ยกยอปอปั้น, สอพลอ)

(b) bribe    (ไบร้บ)  (ติดสินบน, ให้สินบน)

(c) exonerate    (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับผิดชอบหรือหน้าที่)   

(d) swindle    (โกง, ฉ้อโกง, หลอกต้ม, หลอกลวง, การโกง-ฉ้อโกง-หลอกต้ม-หลอกลวง)

(e) bolster    (หนุนค้ำ, รอง, ทำให้สูงขึ้น, ยก, สนับสนุน, ค้ำ, ค้ำจุน, เสริม, หมอนรอง, หมอนรองชั้นล่าง, เหล็กคานรถ, ลูกยางแท่นเครื่อง)

 

13. In order to evade the draft, the young man had moved to Canada last year.  

(เพื่อที่จะ    หลีกเลี่ยง-หลบ-หนี    การเกณฑ์ทหาร  ชายหนุ่มผู้นั้นได้ย้ายไปอยู่แคนาดาเมื่อปีที่แล้ว)

(a) escalate    (ขยาย, ลุกลาม, เพิ่มมากขึ้น)

(b) elude    (อิ-ลู้ด)  (หลบหลีก, เลี่ยง, หลบหนี, หลีก)

(c) shoplift    (ขโมยของในร้าน)

(d) gesticulate    (เจส-ทิค-คิว-เลท)  (ออกท่าออกทาง  -  โดยเฉพาะด้วยมือและแขนเวลาพูด)

(e) testify    (เป็นพยาน, สาบานตัว, แถลง, ยืนยัน, พิสูจน์)

 

14.  It was long believed that the bed of the Pacific Ocean was like a great sunken plain. 

(มันถูกเชื่อกันมานานแล้วว่า    พื้นล่าง-ก้น-ใต้ท้องแม่น้ำ-แปลง-ร่อง-ฐาน-แท่น-เตียง     ของมหาสมุทรแปซิฟิก  คล้ายกับที่ราบที่จมอยู่ใต้น้ำขนาดใหญ่มหึมา)

(a) furniture    (เครื่องเรือน)  

(b) luxury    (ลั้ค-ชู-รี่)  (ความหรูหรา, ความฟุ่มเฟือย, การเพลิดเพลินหาความสุขสบาย, ความโอ่อ่า, สิ่งอำนวยความสุขสบายอย่างฟุ่มเฟือย)

(c) place on which people sleep    (ที่ที่คนนอน, เตียง)

(d) fraud    (ฟร้อด)  (การโกง, การหลอกลวง, การฉ้อฉล, เล่ห์ พฤติการณ์ที่หลอกลวง, ของปลอม, ผู้หลอกลวง)

(e) bottom    {ก้น, พื้นล่าง, ส่วนที่อยู่ลึกที่สุด, พื้นน้ำ (ทะเล, มหาสมุทรร, แม่น้ำลำคลอง)}

 

15. Three pupils played ball here at 9 o’clock.  ________________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน  ๓  คน  เล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  ____________ อยู่ที่นี่ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three   (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others    (นักเรียนคนอื่นๆ อีก  ๓  คน)  (วางจำนวนไว้หน้า   “Others”)

(c) Another     (ใช้นำหน้านามเอกพจน์ นับได้)

(d) Anothers    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

 

16. The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and _________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ  ___________________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  “By”   ให้สมดุลกันทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”  “a tap (at the door)”  และ   “its opening”   โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี

 

17. Along with its mountains, Louisiana’s  cities are famous ______________________.

(เช่นเดียวกันกับภูเขาของมัน (รัฐฯ)  เมืองต่างๆ ของรัฐหลุยเซียน่า  มีชื่อเสียง __________ )

(a) for its beauty

(b) on their beauty

(c) for their beauty    (ในเรื่องความสวยงามของมัน)

(d) in its beauty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Famous for” =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน.........”  ส่วน  “ความสวยงามของมัน”   หมายถึงของเมืองต่างๆ (หลายๆ เมือง)   จึงต้องใช้   “Their

 

18. I would rather ___________________________________________ this town at once.

(ผมอยากจะ _________________________________________ เมืองนี้โดยทันทีทันใด)

(a) to leave

(b) leaving

(c) leave    (ออกจาก)

(d) left

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Would rather + Verb 1

 

19. A: Isn’t it easy?

(มันไม่ง่ายดอกหรือ)  (ผู้ถามรู้ว่ามันง่าย จึงถามออกไป)

      B: _______________________________________________________________.

(a) Yes, it’s very difficult    (ใช่ครับ  มันยากมากเลย)

(b) No, it isn’t very difficult    (ไม่ใช่ครับ  มันไม่ยากมากนักหรอก)  (หมายถึง ง่าย)  

(c) Yes, it’ s very easy    (ใช่ครับ  มันง่ายมากเลย)

(d) Yes, it isn’t very easy    (ใช่ครับ  มันได้ง่ายมากนักหรอก)  (หมายถึง ยาก)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  การถามแบบฝรั่ง  เมื่อถามว่า  “มันไม่ง่ายดอกหรือ”  เวลาตอบ  “Yes”  หมายถึง  “ง่าย”   แต่ถ้าตอบ  “No” หมายถึง  “ไม่ง่าย  หรือยาก”  จะไม่ตอบตรงกันข้ามแบบคนไทย  เช่น  ตอบว่า  “ใช่  มันยาก”  หรือ  “ไม่ใช่   มันง่าย”  ซึ่งเป็นการตอบที่ผิดทั้ง  ๒  อย่าง  ฝรั่งฟังแล้วงง  ดังนั้น  จึงต้องจำรูปแบบนี้  ซึ่งไม่เหมือนกับการตอบของคนไทย  ทั้งนี้  คำตอบในข้อ  (a)  และ   (d)  มีความหมายเหมือนกัน

 

20. Why will you buy grapes when they are much _______________________ mangoes?

(คุณจะซื้อองุ่นทำไม  ในเมื่อมัน _________________________________ มะม่วงมาก)

(a) expensive more than

(b) more expensive than    (แพงกว่า)

(c) expensive than

(d) expensive over

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Expensive”  เป็นคำพยางค์ยาว  เมื่อเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ต้องขยายด้วย  “More”  ทั้งนี้  ข้อนี้อาจใช้ว่า  “………are far more expensive than……..”  (แพงกว่ามาก)  (Far  =  Much)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้