หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 318)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I was able to contact James and he ____________ me of a good place to eat near his residence.

(ผมสามารถติดต่อกับเจมส์  และเขา _____________ ผมถึงที่ดีๆที่จะไปทานข้าวใกล้ที่พักของเขา)

(a) said    (พูด, บอกกล่าว)

(b) suggested    (แนะนำ, เสนอ, เสนอแนะ, บอกเป็นนัย, บ่งชี้, แย้ม, ชวนให้นึกถึง)

(c) told    (บอก)

(d) recommended    (แนะนำ, ชี้แนะ, เสนอแนะ, ฝากฝัง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ทั้งนี้อาจใช้โครงสร้างอื่นๆ  เช่น

  • ……..he said to me of a good place……..
  • ……..he suggested to me a good place
  • ………he recommended me a good place

                                         สำหรับตัวอย่างการใช้บางคำ  เช่น

  • I asked my friends to recommend a doctor who is good with children.

(ผมขอร้องเพื่อนๆให้ช่วยแนะนำหมอให้สักคน  ที่เก่งรักษาโรคเด็ก)

  • Cynthia was successfully recommended for a job as a nursery governess.

(ซินเธียได้รับการเสนอตัวอย่างประสบความสำเร็จ  สำหรับงานเป็นผู้ปกครองโรงเลี้ยงเด็ก)

  • She has just published a fine novel which I would strongly recommend.

(เธอเพิ่งจะตีพิมพ์นิยายดีๆ  ซึ่งผมแนะนำให้อ่านอย่างยิ่ง)

  • He is a very highly recommended window cleaner.

(เขาเป็นผู้ทำความสะอาดหน้าต่างกระจกที่ได้รับการแนะนำ (ให้ว่าจ้าง) อย่างมาก)

  • The Congress recommends that the President should resign.

(สภาคองเกรสแนะนำว่าท่านประธานาธิบดีควรลาออก)

  • Although my sister and her husband have eight children, they do not recommend other couples to have families of this size.

(แม้ว่าน้องสาวของผมและสามีจะมีลูกถึง  ๘  คน  พวกเขาก็ไม่แนะนำให้คู่สามีภรรยาอื่นๆมีครอบครัวใหญ่ขนาดนั้น)

  • The doctor may recommend limiting the amount of fat in your diet.

(หมออาจแนะนำให้จำกัดปริมาณไขมันในอาหารของคุณ)

  • They recommended a merger of the two biggest supermarket groups.

(พวกเขาแนะนำให้ควบรวมกลุ่มซูเปอร์มาเกตที่ใหญ่ที่สุด  ๒  กลุ่ม)

  • I suggest that you offer your manuscript to Mr. Collins.

(ผมขอแนะนำว่า  คุณ (ควร) เสนอต้นฉบับของคุณให้กับมิสเตอร์คอลลินส์)

  • We’ve suggested a list of possible topics for next term’s seminars.

(เราได้แนะนำรายชื่อหัวข้อที่เป็นไปได้  สำหรับการสัมมนาในเทอมหน้า)

  • Can you suggest somewhere for a short holiday?

(คุณจะแนะนำที่ไหนสักแห่งสำหรับวันหยุดสั้นๆ ได้ไหม)

  • Helen has suggested Richard as the next chairman of the club.

(เฮเลนแนะนำชื่อริชาร์ด  ให้เป็นประธานสโมสรคนต่อไป)

  • I’m not suggesting that the accident was your fault.

(ผมมิได้กำลังบอกเป็นนัยว่า  อุบัติเหตุเป็นความผิดของคุณ)

  • I needn’t suggest retirement to him.

(ผมไม่จำเป็นต้องชี้แนะการเกษียณอายุให้เขาหรอก)

  • I suggested to him that he (should) work harder.

(ผมแนะนำว่าเขาควรขยันให้มากขึ้น)

  • It would be foolish to suggest that everyone in Britain is rich.

(มันโง่ที่จะบอกว่าทุกคนในอังกฤษร่ำรวย)

  • The evidence suggests a foul play.

(พยานหลักฐานบ่งชี้ (บอกเป็นนัย) ว่าเป็นการฆาตกรรม)

 

2. __________________________________ I known she was ill, I would have visited her.

( ______________ ผมได้รู้ว่าเธอป่วย  ผมคงจะได้ไปเยี่ยมเธอแล้ว)  (แต่ผมไม่รู้  จึงมิได้ไปเยี่ยม)

(a) Should

(b) Were

(c) Had    (ถ้า)

(d) If

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  โดยเป็นผันรูป  (Inversion)  มาจากโครงสร้าง  “If I had known she was ill”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________ I been richer, I would have bought a Rolls Royce.

(________________________ ผมรวยมากขึ้น  ผมคงจะได้ซื้อรถโรลส์รอยซ์ไปแล้ว)  (แต่ผมก็มิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ)

(a) Had    (ถ้า)

(b) Have

(c) If

(d) Having

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “ผมมิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ”  นอกจากนั้น  ประโยคข้างบนยังเป็นโครงสร้างแบบ   “Inversion”  (ผกผัน)  โดยแปลงมาจาก  “If I had been richer

                                       ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________ on time, they would have seen the entire show.

( ________________________________ ตรงเวลา  พวกเขาคงจะได้เห็นการแสดงทั้งหมด)

(a) If had they arrived

(b) Should they arrive

(c) Have they arrived

(d) Had they arrived    (ถ้าพวกเขาได้มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  และเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดตรงกันข้าม  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “พวกเขามิได้มาถึงตรงเวลา  พวกเขาจึงมิได้เห็นการแสดงทั้งหมด”   

                                      ตัวอย่างที่ 

  • ________________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

( ________________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไป” 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer ________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ____________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I _______, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม ___________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause”  แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต   เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                     จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

                                      นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would…………..............................exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..........................truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………….........................cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                      สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

 

3. I ____________________________________________ mountains before I came here.

(ผม ____________________________________________ ภูเขา  ก่อนที่ผมจะมาที่นี่)

(a) never saw

(b) have never seen

(c) had never been seeing

(d) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากการเคย หรือไม่เคยทำอะไร  โดยปกติใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} แต่ต้องให้  “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในอนุประโยคด้วย  ทั้งนี้ประโยคข้างบนมาจาก  “I have never seen mountains before I come here.” แต่เมื่อกริยาในอนุประโยคเปลี่ยนเป็น  “Came”  จึงต้องเปลี่ยนกริยาในประโยคใหญ่ให้  “Tense”  สอดคล้องกันด้วย  เป็น  “Had never seen”  คือ   “I had never seen mountains before I came here.

 

4. She bought him a new bicycle and he ___________________________________ to get it.

(เธอซื้อจักรยานคันใหม่ให้เขา  และเขา __________________________________ ที่ได้มัน)

(a) delightful

(b) was delightful    (น่ายินดี, น่าปลาบปลื้ม)

(c) delighted    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม)

(d) was delighted    (รู้สึกยินดี, รู้สึกปลาบปลื้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest, Excite, Amaze, Frighten, Disappoint, Satisfy, etc.”   ซึ่งเมื่อเติม  “Ing”   หมายถึง  “น่า..............”  แต่เมื่อเติม  “Ed”  หมายถึง  “รู้สึก...............”  เช่น

  • Exciting    (น่าตื่นเต้น)    Excited    (รู้สึกตื่นเต้น)
  • Interesting    (น่าสนใจ)    Interested    (รู้สึกสนใจ)
  • Frightening    (น่าตกใจกลัว)    Frightened    (รู้สึกตกใจกลัว)

 

5. The witnesses’ testimony absolved her from all blame for the accident.  

(คำให้การของพยาน    ปลดเปลื้อง-ทำให้พ้นผิด-ยกโทษ-ล้างบาป    เธอจากการตำหนิ (หรือความรับผิดชอบ) ทั้งปวงในเรื่องอุบัติเหตุ)

(a) jeopardized   (ทำให้เป็นอันตราย, ทำอันตราย, เป็นภัยต่อ, ทำร้าย)

(b) mitigated    (ทำให้บรรเทาเบาบาง, ทำให้ลดน้อยลง)

(c) exonerated    (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับผิดชอบหรือหน้าที่)

(d) implicated    (ทำให้พัวพัน, นำมาซึ่ง, เกี่ยวข้องกับ, มีส่วนร่วม)

(e) indoctrinated    (ปลูกฝังความเชื่อ, สอนให้ซึมซาบ, สั่งสอนทฤษฎี หลักการ ลัทธิ และอื่นๆ)

 

6. James was fraught with remorse after his silly statements.

(เจมส์เต็มไปด้วย    ความสำนึกผิด-ความเสียใจอย่างมากต่อความผิดที่ได้กระทำไป-ความเห็นอกเห็นใจ    ภายหลังจากคำพูดโง่ๆของเขา)

(a) equanimity    (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

(b) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจอย่างเหลือล้น, ความปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบปลื้ม-ปิติสุข, ความเคลิบเคลิ้ม)

(c) atrocity    (อะ-ทรอส-ซิ-ที่)  (ความโหดร้าย, ความชั่วร้าย, ความน่ากลัว, ความดุร้าย, สิ่งชั่วร้าย, การกระทำที่ชั่วร้าย)

(d) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว)

(e) vendetta    (เวน-เด๊ท-ท่ะ)  (ความอาฆาตแค้นส่วนตัวหรือระหว่างตระกูล, ความพยาบาทอันยาวนาน)

 

7. A number of people including children have been maimed for life by these bombs.  

(ผู้คนจำนวนมากรวมทั้งเด็กๆ  ได้ถูก     ทำให้พิการบาดเจ็บทางกาย-ทำให้เสียแขนขาหรือส่วนของร่างกาย-ทำให้พิการ-ทำให้เสื่อมเสีย    ไปตลอดชีวิต  โดยระเบิดเหล่านี้)

(a) massacred     (สังหารหมู่)

(b) assaulted     (จู่โจม, โจมตี, ทำร้าย, ข่มขืน)

(c) extradited    {ส่ง (ผู้ร้าย) ข้ามแดน, ทำให้ (ผู้ร้าย) ถูกส่งข้ามแดน}

(d) assassinated    (ลอบสังหาร, ลอบฆ่า)

(e) disfigured    (ทำให้เสียโฉม, ทำให้ผิดรูปร่าง)

 

8. I sent him two cards because I forgot ________________________________ one already.

(ผมส่งการ์ด (แต่งงาน ฯ) ให้เขา  ๒  ใบ  เพราะว่าผมลืม ___________________ ไปแล้ว  ๑  ใบ)  (คือ  ส่งซ้ำไปอีกใบ  รวมเป็นสองใบ)

(a) to send    (ที่จะส่ง)  (คือ  มิได้ส่งเพราะลืม)

(b) to have sent    (รูปนี้ไม่มีใช้กับ กริยา “Forget”)

(c) having sent    (การได้ส่ง  -  ไปแล้ว)

(d) being sent    (การถูกส่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “ลืมการได้เคยส่งการ์ดไปให้แล้ว  ๑  ใบ  จึงส่งไปให้ซ้ำอีกใบหนึ่ง”  โดยเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Perfect participle”  คือ  ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”  (สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Forget sending” ก็ได้)  ทั้งนี้  “Forget to send”  (ลืมที่จะส่ง  คือ มิได้ส่ง)  ส่วน  “Forget sending”  (ลืมการส่ง  -  คือส่งไปแล้ว  แต่ลืมไปว่าเคยได้ส่ง)  หรือ  “Forget having sent”  (ลืมการได้ส่งไปแล้ว)  (ความหมายเหมือนกับ “Forget sending”  แต่ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทที่ตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง  (อย่างไรก็ตาม  โครงสร้าง  “Perfect participle” สามารถใช้ได้เฉพาะกับกริยา “Forget”  และ “Remember” เท่านั้น  มิสามารถใช้กับกริยา  “Stop”  และ  “Try”  ได้)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I clearly remember ________________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed __________________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน _________________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) __________________ )  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ......................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  (Remember + To + Verb 1  =  จำได้ หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น)   สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  + “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • We never forget _______________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม __________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers ______ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ __________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried ____________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • Thai people always ________________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                      ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ____________________________________________ at once.

(เห็นครู ____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Try _______________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง ________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget ______________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                     ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried ___________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                       ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Please don’t forget _____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • As soon as it stops _____________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                       ตัวอย่างที่  ๑๒

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด __________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                         ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I remember that restaurant; we stopped there ________________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๔

  • How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน   เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying (= having bought) him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting (= having met) me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

9. He was an eloquent man, _____________________________ both German and French.

(เขาเป็นคนพูดคล่อง ______________________________ ทั้งภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส)

(a) speaks

(b) spoke

(c) spoken

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (who spoke both German and French)  หรือจากข้อความ  “and spoke both……….......….

 

10. Free movie tickets will be sent to __________________________________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง ____________________________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคประเภท  “Noun clause” (whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของPreposition “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

  • If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

  • Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

  • I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

 

11. Kate is more beautiful than ________________________________ girl I have ever met.

(เคทสวยกว่าเด็กหญิง ______________________________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other    (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

  • Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง  ๓  ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน  “ขั้นกว่า”  และ  “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี   “Other”  เนื่องจาก   “Bangkok”  เป็น   “City”   ในประเทศไทย  แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครง สร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ๒  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”  ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

                                      อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์   เนื่องจาก  “Any”  ใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง   “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

  • Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any” แสดงจำนวน)

  • Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any” แสดงจำนวน)

                                       ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

  • He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

  • He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                                       แต่หลัง   “No other”  หรือ   “No”   ใน  “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์  หรือพหูพจน์ก็ได้  แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย  เช่น  “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

  • No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

  • No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

  • No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

 (ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล  ทรัมพ์)

 

12. If you need an extra bed for your guest, you can use one _______________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง _______________)

(a) of us

(b) of our

(c) of ours   (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ  ตัวอย่างข้างล่าง

  • He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

  • That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

  • It is an unavoidable duty of ours.         

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

  • It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                                       อนึ่ง  ในประโยคในข้อ   ๕  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง  ๑  ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                                       นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + Is (Was) + Adjective + Of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

13. Unless the plant gets water for its roots to absorb, it will perish (เพ้อ-ริช).

(ถ้าพืชไม่ได้น้ำสำหรับรากของมันเพื่อดูดซึมเข้าไป  มันจะ    ตาย-แตกดับ-สาบสูญ-ย่อยยับ-เหี่ยวแห้ง-เน่าเปื่อย)

(a) disperse    (กระจาย, ทำให้กระจาย, (ฝูงชน) สลายตัว, ทำให้ (ฝูงชน) สลายตัว, ทำให้แพร่หลาย, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

(b) die    (ตาย)

(c) transgress    (ละเมิด, ฝ่าฝืน, ลุกล้ำ, ล้ำเขต, กระทำผิด)

(d) humiliate    (ฮิว-มิ้ล-ลี-เอท)  (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ)

(e) vandalize    (แว้น-เดิล-ไลซ)  (ทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน, ทำลายวัฒนธรรมและศิลปะวรรณคดี)

 

14. The majority of our club members would not consent to raise the dues.  

(สมาชิกชมรมของเราส่วนใหญ่  จะไม่    ยินยอม-เห็นชอบ-อนุญาต    ให้ขึ้นค่าธรรม เนียม)

(a) agree; approve    (ตกลง-ยินยอม, เห็นชอบ-เห็นพ้อง-อนุมัติ)

(b) anticipate    (คาดหมาย, มุ่งหวัง, คาดการณ์ล่วงหน้า, ทำนาย)

(c) surrender    (ยอมแพ้, ยอม, ยอมจำนน, ยอมตาม, ตามใจ, สละ, ละทิ้ง, คืน, ยกเลิก, มอบตัว, การยอมแพ้-ยอมจำนน-ยอมตาม-มอบตัว-สละ-ละทิ้ง)

(d) contravene    {ขัดแย้ง, ต่อต้าน, ละเมิด (กฎหมาย)}

(e) vanish    (แว้น-นิช)  (อันตรธาน, หายไป, สูญสิ้น, จากไป, ไม่มีอยู่, กลายเป็นศูนย์)

 

15. Some people denounce the government for probing into their private lives.  

(คนบางคน    ประณาม-ปรักปรำ-กล่าวโทษ-ติเตียน-ประกาศเลิก-บอกเลิก    รัฐบาลในเรื่องตรวจสอบ-สืบสวนเข้าไปในชีวิตส่วนตัวของพวกเขา)

(a) galvanize    (กระตุ้น, กระตุ้นโดยกระแสไฟฟ้า)

(b) ostracize    (เนรเทศ, ขับออก, ขจัดออก, เอาออกไปจากสังคม, เอาออก, ตัดสิทธิ์, ลิดรอนสิทธิ์)

(c) condemn    (ประณาม, ตำหนิ, ตราหน้า, ด่าว่า, ประกาศหรือตัดสินว่ามีความ ผิด, ประกาศว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้, บีบบังคับ, ยึดทรัพย์เป็นของสาธารณะ)

(d) interrogate    (สอบถาม, ซักถาม)

(e) oust    (เอ๊าซท)  (ขับออก, ขับไล่, ไล่ออก, ปลดออก, ชิง, เบียด, แย่ง, เพิกถอน)

 

16. Please put these books back _____________________________________ they belong.

(โปรดนำหนังสือเหล่านี้กลับไปเก็บ _____________________________ ที่มันเคยวางอยู่)

(a) to

(b) where    (ณ สถานที่)

(c) whom

(d) who

 

17. __________________________________________ you may say, I still think I am right.

(__________________ คุณอาจจะพูด ________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

18. You must work harder _____________________________________________ now on.

(คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น (ขยันทำงาน หรือ เรียนหนังสือให้มากขึ้น) _____ บัดนี้เป็นต้นไป)

(a) since

(b) until

(c) up to

(d) from    (ตั้งแต่, นับตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “From now on”  =  “นับจากนี้เป็นต้นไป”  

                                       สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “From”ได้แก่“Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),เป็นต้น

                                      สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From” ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),   เป็นต้น

                                      ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้  “From” ได้แก่  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วยมากขึ้นไปอีก  เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.  (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),  “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก), “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),  เป็นต้น

 

19. A: “What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

     B: “None, they are ___________________________________________________.”

(ไม่มี  มัน ________________________________________________________ )

(a) like

(b) in the same

(c) the same    (เหมือนกัน)

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจใช้   “they are similar”  “they are alike”   หรือ  This is like that”  “This is the same as that”   ก็ได้

 

20. The teacher said he was not accustomed ____________________________ insolence.

(ครูพูดว่า  เขาไม่คุ้นเคย-เคยชิน _________ การทะลึ่ง-อวดดี-ไร้มารยาท)  (ของนักเรียน)

(a) by

(b) from

(c) to    (กับ)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be (Get) accustomed + to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน” + “คำ นาม”  หรือ  “วลี”  หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)

                                         สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ   “To”   ได้แก่  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ)  -  “His office is very close to my home.”  (ที่ทำงานของเขาอยู่ใกล้บ้านผมมาก),  cruel  (โหดร้ายกับ)  -  “Nobody likes those who are cruel to animals.”  (ไม่มีใครชอบคนที่โหดร้ายต่อสัตว์),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ)  -  “She was hostile to her ex-husband’s family.”  (เธอมุ่งร้าย-ปองร้ายต่อครอบครัวของอดีตสามี),  obvious  (ชัดเจนแก่)  -  “It is obvious to me that she didn’t like her job.”  (มันเห็นได้ชัดกับผมที่ว่า  เธอไม่ชอบงานของเธอ),  obedient  (เชื่อฟังต่อ)  -  “Those students are obedient to their teacher.”  (นักเรียนพวกโน้นเชื่อฟังครูของตน),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ)  -  “Her behavior last night was peculiar to everyone.”  (พฤติกรรมของเธอเมื่อคืนนี้  เป็นที่ประหลาดใจกับทุกคน),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ)  -  “They are very kind to me.”  (พวกเขากรุณาต่อผมมาก),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธา-จงรักภักดีต่อ)  -  “They are very faithful to their King.”  (พวกเขาจงรักภักดีต่อกษัตริย์มาก) ,  junior  (อาวุโสน้อยกว่า)  -  “That soldier is junior to me in rank.”  (ทหารคนนั้นอาวุโสน้อยกว่าผม  ในเรื่องยศ),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  “I’m senior to them in the army.”  (มอาวุโสมากกว่าพวกเขาในกองทัพ),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ),  familiar  (คุ้นเคยกับ),  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  “They are accustomed to hot weather.”  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ)  -  “It is necessary to do one’s best.”  (มันจำเป็นที่คนเราต้องทำให้ดีที่สุด),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  “She is identical to her younger sister.”  (เธอเหมือนกับน้องสาวเป๊ะ),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ)  -  “His secretary’s performance is satisfactory to him.”  (การทำงานของเลขาฯ เป็นที่พอใจต่อเขา),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)  -  “Everyone must be loyal to his country.”  (ทุกคนต้องจงรักภักดีต่อประเทศของตน)  เป็นต้น

                                      สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   happen  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว), occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)  -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  -  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)  -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)  -- The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย)  -  “I look forward to meeting my old friend next week.”  (ผมตั้งตาคอยที่จะพบเพื่อนเก่าในสัปดาห์หน้า),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ)  -  “Let me introduce you to my friends.”  (อนุญาตให้ผมแนะนำตัวคุณกับเพื่อนๆ ของผม),  reduce  (ลดลงจนต้อง)  -  “The price was reduced to half on Christmas Day.”  (ราคาถูกลดลงเหลือครึ่งเดียวในวันคริสต์มาส),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  -  “We are (get) used to getting up early.”  (เราคุ้นเคยกับการตื่นนอนแต่เช้า  -  ในปัจจุบัน),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  -  “I was (got) accustomed to hot weather when I worked in South Africa.”  (ผมคุ้นเคย-เคยชินกับอากาศร้อน  เมื่อผมทำงานในประเทศแอฟริกาใต้  -  เป็นอดีต),   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้