หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 317)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. When _________________ him about three months ago, he hadn’t got his degree yet.

(เมื่อ ____________________ เขาประมาณ  ๓  เดือนมาแล้ว  เขายังไม่ได้รับปริญญาเลย)

(a) that I met

(b) did I meet

(c) I met    (ผมพบ)

(d) to meet

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (I) และกริยา  (Met)  ของอนุประโยค  “When I met him about three months ago

 

2. ______________ since the beginning of the season, the villagers are expecting a good harvest.

(________________________ ตั้งแต่เริ่มต้นฤดู  ชาวบ้านกำลังคาดหวังการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลดี)

(a) The weather has been favorable

(b) The favorable weather has been

(c) The favorable weather

(d) As the weather has been favorable    (เพราะว่าอากาศเอื้ออำนวย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “As”  ในที่นี้  หมายถึง  “เพราะว่า”  ดูคำอธิบายความหมายของ  "As"  จากประโยคข้างล่าง

                                     ๑. เพราะว่า, เนื่องจากว่า  (= Because)  (เป็น  “Conjunction”)

  • As she is very tired, she’ll stay home.

(= She’ll stay home as she is very tired.)

(เนื่องจากเธอเหนื่อยมาก  เธอจะพักอยู่กับบ้าน)

  • As he has no money, he can’t buy a new home.

(= He can’t buy a new home as he has no money.)

(เพราะว่าเขาไม่มีเงิน  เขาจึงไม่สามารถซื้อบ้านหลังใหม่)

  • She bought herself an iron, as she felt she couldn’t keep borrowing Anne’s.

(เธอซื้อเตารีดให้ตัวเองตัวหนึ่ง  เพราะเธอรู้สึกว่าเธอไม่สามารถหยิบยืมเตารีดของแอนได้เรื่อยๆ)

  • He thinks he would like to teach, but as his subjects are Greek and Roman he’s not likely to find a job.

(เขาคิดว่าเขาอยากจะสอนหนังสือ  แต่เพระว่าวิชาของเขาคือภาษากรีกและโรมัน  เขาคงมิอาจจะหางานได้)

  • As he had been up since 4 a.m. he was no doubt now very tired.

(เนื่องจากว่าเขาตื่นนอนตั้งแต่ตี  ๔  เขาเหนื่อยมากอย่างไม่ต้องสงสัยเลยในขณะนี้)

                                      ๒. ขณะที่, เมื่อ  (= While)  (เป็น  “Conjunction”)

  • I met my old friend as I was going home.

(ผมพบเพื่อนเก่าขณะที่ผมกำลังกลับบ้าน)

  • We watched our friends as they jumped on the train.

(เรามองดูเพื่อนของเรา  ขณะที่พวกเขากระโดดขึ้นรถไฟ)

  • She wept bitterly as she told her story.

(เธอร้องไห้อย่างขมขื่นขณะที่เธอเล่าเรื่องของเธอ)

  • As the company’s employees retire, they are replaced by their colleagues.

(เมื่อพนักงานของบริษัทเกษียณ  พวกเขาถูกแทนที่โดยเพื่อนร่วมงาน)

  • Jot down notes on thoughts as they come.

(จดโน้ตความคิด (ของคุณไว้) เมื่อมันเกิดขึ้นมา)

                                     ๓.  อย่างที่, ตามที่, เหมือนกับ  (= In accordance with)   (เป็น “Conjunction”)

  • She sings as her mother does.

(เธอร้องเพลงอย่างที่แม่ของเธอร้อง)

  • Do as I tell you.

(จงทำตามที่ผมบอก)

  • As you know, no one likes it.

(เหมือนกับที่คุณรู้นั่นแหละ  ไม่มีใครชอบมันเลย)

  • Parts would be replaced as necessity dictated.

(ชิ้นส่วนจะถูกทดแทนตามที่ความจำเป็นบอกไว้)

  • The project has been completed as (it was) planned.

(โครงการแล้วเสร็จตามที่วางแผนไว้)

  • The applicants filled in the form as (they were) required.

(ผู้สมัครกรอกแบบฟอร์มตามที่กำหนด)

  • He became a doctor as his father did.

(เขาเป็นหมอเหมือนกับพ่อของเขา)

  • Leave it as it is.

(ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ)  (อย่างที่มันเป็นอยู่)

                                      ๔. ในฐานะ, ในลักษณะ, ในรูป, เป็น  (= In the role of = In the capacity of)  (เป็น “Preposition”)

  • I was treated as a friend, not as a stranger.

(ผมได้รับการปฏิบัติในฐานะเพื่อน  มิใช่ฐานะคนแปลกหน้า)

  • I always thought of myself as a very understanding father.

(ผมคิดถึงตัวเองอยู่เสมอในฐานะพ่อที่เข้าอกเข้าใจ (ลูกๆ) เป็นอย่างมาก)

  • You regard the whole thing as a joke.

(คุณมองว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องตลก)

  • He worked there as a teacher.

(เขาทำงานที่นั่นในฐานะครู)

  • The sudden change had come as a shock to her.

(ความเปลี่ยนแปลงอย่างทันใดเป็นเรื่องน่าตกอกตกใจสำหรับเธอ)

  • They met in London almost as strangers.

(พวกเขาพบกันในลอนดอนเกือบจะในฐานะคนแปลกหน้า)  (คือ  ตอนเจอกัน  แทบจะไม่รู้จักกันมาก่อนเลย)

  • She was offered a job as a secretary.

(เธอได้รับการเสนองานเป็นเลขานุการ)

  • He was dressed as a pilot.

(เขาแต่งตัวเป็นนักบิน)  (สวมชุดนักบิน)

  • The rock served as a hammer when the campers forgot to bring one with them.

(หินก้อนนี้ทำหน้าที่ (ถูกใช้) เป็นค้อน  เมื่อผู้ไปพักแรมลืมนำค้อนติดตัวไปด้วย)

                                    ๕. เท่ากันกับ, พอๆกันกับ  (As………as)  (= To the same degree that)  (เป็น “Conjunction”)

  • I’m as good a cook as she is.

(ผมเป็นพ่อครัวที่เก่งเท่าๆ กับเธอ)

  • Has everyone eaten as much as he wants?

(ทุกคนได้กินมากเท่าที่ตนเองต้องการหรือเปล่า)

  • The meal was as marvelous as the conversation.

(อาหารวิเศษเท่าๆกับการสนทนา)  (อาหารอร่อย  เท่าๆกับคุยสนุก)

  • She is as attractive as her sister.

(เธอมีเสน่ห์พอๆกับน้องสาวของเธอ)

  • He isn’t as tall as his father.

(เขาไม่สูงเท่ากับพ่อ)

  • They have as much money as (they have) power.

(พวกเขามีเงินมากเท่าๆกับมีอำนาจ)

  • Treat the patient as soon as possible.

(รักษาคนป่วยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้)

  • The living-room was as crowded as ever.

(ห้องรับแขกมีคนมากเท่าๆกับที่เคยมี)

  • There were as many as 500 baboons.

(มีลิงบาบูนมากถึง  ๕๐๐  ตัว)

  • They beat their wings as fast as 80 times a second.

(พวกมันกระพือปีกเร็วเท่าๆกับ  ๘๐  ครั้งต่อวินาที)

  • She sings as well as she dances.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอๆกับเต้นรำ)

  • Laura has as many friends as Jenny.

(ลอร่ามีเพื่อนมากเท่าๆกับเจนนี่) 

  • We don’t drink as much wine as they do.

(เราไม่ดื่มไวน์มากเท่ากับที่พวกเขาดื่ม)

                                       ๖. ถึงแม้ว่า  (= Though = Although)  (เป็น “Conjunction”)

  • Quickly as they walked, they couldn’t catch the train.

(ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเดินเร็ว  พวกเขาตกรถไฟ)

  • Diligent as he was, he didn’t pass the exam.

(แม้ว่าเขาจะขยัน  เขาสอบตก)

  • Sick as she was, she went to school.

(แม้ว่าเธอป่วย  เธอไปโรงเรียน)

  • Clever as they were, they couldn’t solve the problem.

(แม้ว่าพวกเขาจะฉลาด  พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้)

  • Much as she loves him, she will not marry him.

(แม้ว่าเธอจะรักเขามาก  เธอจะไม่แต่งงานกับเขา)

 

3. Temperature, the simplest weather element to measure, is probably ______________ used than any other kind of data.

(อุณหภูมิ  -  องค์ประกอบของดินฟ้าอากาศที่ง่ายที่สุดที่วัดได้  -  เป็นไปได้ว่าถูกใช้ ________ ข้อมูลชนิดอื่นใด)

(a) frequently

(b) as frequently

(c) most frequently    (บ่อยที่สุด)

(d) more frequently    (บ่อยกว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างข้อมูลอุณหภูมิ  และข้อมูลชนิดอื่นๆ

 

4. The spy was instructed to stay _________________ he was until he had been given further information.

(สายลับได้รับการแนะนำ (หรือสั่ง) ให้พักอยู่ _________________ เขาอยู่  จนกว่าเขาจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติม)  (ให้อยู่กับที่  จนกว่าจะได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้าย)

(a) that

(b) which

(c) where    (ในที่ซึ่ง)

(d) what

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเกี่ยวกับสถานที่  สำหรับข้อความ  “Where he was”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่คล้ายเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb of place)  ของกริยา  “Stay

 

5. She was not cognizant of the ramification of her mistake.

(เธอมิได้ตระหนักถึง (รู้ถึง, รับรู้)    ผลลัพธ์-การแตกกิ่งก้านสาขา-กิ่งก้าน-สาขา    ของความผิดของเธอ)

(a) damage    (ความเสียหาย, ค่าเสียหาย, ทำให้เสียหาย)

(b) result    (ผลลัพธ์)

(c) severity    (ซี-เวี้ย-ริ-ที่)  (ความรุนแรง, ความหนักหน่วง, ความเข้มงวดกวดขัน, ความเคร่ง, การเอาจริงเอาจัง, การลงโทษอย่างรุนแรง)

(d) repetition    (การทำซ้ำ, การพูดซ้ำ, สำเนา, เรื่องซ้ำ, จำลอง, การท่อง, การบรรเลงซ้ำ)

(e) scandal    (เรื่องอัปยศ, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องฉาวโฉ่, เรื่องน่าอับอาย, การนินทาป้ายร้าย)

 

6. The most common parental admonition surely is “Don’t stay out late.”  

(การตักเตือน-คำตักเตือน    ของพ่อแม่  ที่ธรรมดาสามัญ (หรือเหมือนๆกัน) มากที่สุด  แน่นอน คือ “อย่าออกไปข้างนอก (บ้าน) จนดึกจนดื่นนะ”)

(a) offering    (สิ่งที่เสนอให้-ถวายให้, ของบูชา, ของขวัญ, สิ่งที่เสนอให้ตรวจดูหรือเพื่อขาย, การเสนอ-มอบ-ถวาย-บูชา)

(b) reprimand    (การประณาม, การกล่าวหาอย่างรุนแรง, ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

(c) warning    (การเตือน)

(d) prohibition    (การห้าม, ข้อห้าม, คำสั่งห้าม, ข้อละเว้น, การห้ามผลิตและขายสุรา)

(e) ultimatum    (คำขาด, คำสุดท้าย, ข้อสรุป)

 

7. Being depressed makes him lethargic (ลิ-ธ้าร์-จิค) and unable to get out of bed in the morning.  

(การซึมเศร้าทำให้เขา    เฉื่อยชา-เซื่องซึม-ง่วง-ง่วงเหงาหาวนอน-เมินเฉย-เฉยเมย    และไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้า)

(a) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, ขี้เกียจ, เกียจคร้าน, (เศรษฐกิจ) ฝืดเคือง)

(b) ignorant    (ไม่รู้, ไม่รู้เรื่อง, ไม่รู้ข่าวคราว, ไม่ได้รับการศึกษา, โง่เขลา)

(c) diminutive    (เล็ก, จิ๋ว, กระจุ๋มกระจิ๋ม, แคระ, คนรูปร่างเล็ก, คนแคระ, สิ่งที่เล็ก)

(d) vainglorious    (เว้น-กลอ-เรียส) {ยโส (ไว้ยศ, ถือตัว, หยิ่ง) เกินขนาด, โอ้อวด, โว}

(e) trustworthy    (น่าไว้วางใจ, เชื่อถือได้)

 

8. As you don’t have a cigarette left, let me offer you _____________________________.

(เพราะว่าคุณไม่มีบุหรี่เหลืออยู่  อนุญาตให้ผมให้ ______________________ แก่คุณเถอะ)

(a) it

(b) such

(c) one    (บุหรี่    มวน)

(d) either

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากใช้  “One”  แทนคำนามนับได้  เอกพจน์  (A cigarette) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำอีกครั้ง  สำหรับความหมายของ  “As”  ดูรายละเอียดใน  ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้  

 

9. When she was young, she ___________________________________ perfectly lovely.

(เมื่อเธอยังเป็นเด็ก (สาว) เธอ __________________________ น่ารักอย่างมาก  -  ไม่มีที่ติ)

(a) had to be    (จำเป็นต้อง)  (ใช้กับอดีต)

(b) must be    (จะต้อง)  (ใช้กับปัจจุบัน และอนาคต)

(c) must have been    (จะต้อง)  (ใช้กับอดีต)

(d) has been    (ใช้กับอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากผู้พูดประโยคนี้  มั่นใจมากว่า  “เธอจะต้องน่ารักมาก  เมื่อตอนเป็นเด็ก”  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “Must + Have + Verb 3”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The streets are all wet.  It ________________________________ during the night.

(ถนนเปียกไปทั่ว _____________ ในระหว่างเวลากลางคืน)  (คือ  พูดประโยคนี้ในตอนเช้า)

(a) must be raining

(b) must have been rain

(c) had to rain

(d) must have rained    (ฝนคงจะได้ตกไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากผู้พูดประโยคนี้มีความมั่นใจว่า  ฝนคงจะได้ตกแน่นอนในตอนกลางคืน  เพราะในตอนเช้า  ถนนเปียกไปทั่ว  ดูเปรียบเทียบกับการใช้  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่มิได้ทำ)  หรือ  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

              A:  “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

              B:  “I know.  I shouldn’t _____________________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

  1. have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ___________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น)  (เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                      จงเปรียบเทียบกับ   “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว)    จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

                                          ตัวอย่างที่  ๕

  • What terrible coffee!  She _________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ____________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)  (เสร็จไปแล้ว  ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  (ผู้พูดมีความมั่นใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น)  สำหรับประโยคข้างบน เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาอย่างมั่นใจของผู้พูดประโยคนี้   ดังประโยคตัว อย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)  (ผู้พูดมั่นใจ  โดยสังเกตจากอาการที่เขาแสดงออกมา)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว)  (เป็นการคาด การณ์เหตุการณ์ในอดีต  โดยผู้พูดเชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  สังเกตจากเหตุผลแวดล้อมที่ว่า  เธอซื้อบ้านหลังใหม่)

 

10. Eddy seemed to become nervous when _____________________________________.

(เอ๊ดดี้ดูเหมือนจะวิตกกังวล  เมื่อ ___________________________________________ )

(คือ  เริ่มวิตกเมื่อดูนาฬิกา)

(a) the clock strikes nine    (นาฬิกาตีเก้าโมง)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(b) he noticed the time    (เขาสังเกตเวลา)  (ดูเวลา)

(c) he heard the clock struck

(d) the time was telling    (ไม่ได้ความหมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาต้องเป็นอดีต  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาแสดงอดีต  (Seemed)  ในประโยคใหญ่  (Main clause) หรืออาจตอบโครงสร้างอื่นๆ  แต่ต้องใช้กริยาให้ถูกต้อง  เช่น  ข้อ  (a) The clock struck nine  (นาฬิกาตีเก้าโมง)  หรือ (c) He heard the clock strike  (เขาได้ยินนาฬิกาตี

 

11. A: How many times a year do you go home?

(คุณกลับบ้านปีละกี่หน)

     B: _____________________________________________________________.

(a) As long as I can    (นานเท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

(b) As often as I can    (บ่อยเท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

(c) As soon as I can    (ในทันทีที่ผมสามารถทำได้)

(d) As little as I can    (น้อยเท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากถามว่า  “ปีละกี่ครั้ง”  จึงต้องตอบ  “บ่อยเท่าที่จะทำได้

 

12. Jane’s gloomy nature hinders her relationships with other people.

(ลักษณะ-นิสัยแบบ  ซึมเศร้า (ห่อเหี่ยวใจ, มองโลกในแง่ร้าย) ของเจน    เป็นอุปสรรค-ขัดขวาง-กีดขวาง-หยุดยั้ง    ความสัมพันธ์ของเธอกับคนอื่นๆ)

(a) exterminates    (ทำลายสิ้น, กำจัดให้สิ้น, ถอนราก, ขุดรากถอนโคน 

(b) contaminates    (ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้เกิดมลภาวะ)

(c) hampers    (เป็นอุปสรรค, ขัดขวาง, หยุดยั้ง, ทำให้ชะงัก, สอดแทรก, ตัด, สิ่งกีดขวาง)

(d) decapitates    (ตัดศีรษะ)

(e) sympathizes    (เห็นอกเห็นใจ)

   

13. I detest Chinese food but I won’t deprive you of the chance to eat it.  

(ผม    เกลียด-ไม่ชอบอย่างมาก    อาหารจีน  แต่ผมจะไม่กีดกัน-ตัดสิทธิ์โอกาสในการกินอาหารจีนของคุณ)

(a) capitulate    (ยอมแพ้, ยอมจำนน)

(b) improvise    (ทำแบบไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน, ทำอะไรหรือแต่งโคลงในแบบทันทีทันควัน, ว่ากลอนสด)

(c) pamper    (ตามใจ, เอาใจ, พะเน้าพะนอ, ป้อยอ, ให้ท้าย, ทำให้พอใจ)

(d) abhor    (เกลียดชัง, รังเกียจ, ชิงชัง)  (ความหมายดีกว่า “Disdain”)

(e) disdain    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม, รังเกียจ, การดูถูก-ดูหมิ่น-รังเกียจ)

 

14. When the fight was over, the underdog emerged (อิ-เมิ้ร์จ) the winner.   

(เมื่อการต่อสู้จบสิ้นลง  ผู้ที่เสียเปรียบ-ผู้ที่เป็นเบี้ยล่าง    ปรากฏออกมา-โผล่ออกมา-ออกมา-มีตัวตน    เป็นผู้ชนะ)  (มวยรองบ่อนกลับเป็นฝ่ายชนะ)

(a) emigrated    (อพยพ, อพยพออกนอกประเทศ)  

(b) remunerated    (ริ-มิ้ว-เนอะ-เรท-ทิด)  (จ่ายให้, ชดใช้, ตอบแทน, ให้รางวัล)

(c) came into view; came out; appeared    (ปรากฏหรือโผล่ออกมาให้เห็น, ออกมา, ปรากฏ)

(d) remonstrated    (เร้ม-เมิน-สเทรท หรือ ริ-ม้อน-สเทรท)  (คัดค้าน, ทัดทาน, ประท้วง, โต้แย้ง, คัดค้านหรือโต้แย้งด้วยเหตุผล)

(e) conquered    (ค้อง-เค่อะ)  (ปราบ, เอาชนะ, พิชิต, ได้ชัยชนะ, ยึดได้)

 

15. It is _________________________________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก ____________________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติม  “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I am ________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) ___________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.
  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.
  • I am not strong enough to lift this heavy stone.
  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.
  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                                          ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

16. _________________________________________ was to take down the flag at five p.m.

(_______________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + his (her, my, the) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์ (is, was)  ตาม  “One” + ส่วนขยาย  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • He is __________________________________________________ on the project.

(เขาเป็น __________________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “One of the + noun (plural)” (หนึ่งในบรรดา.............)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม  “One”   เช่น

  • One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

  • One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                                         ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

  • She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

17. One of my English teachers is American, _______________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  {ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน}   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                          อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                           นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”   เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                         สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _______________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

 (ความหมาย  คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)}  ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.    (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร} (หมาย ถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                         กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)                 

                                        อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                        สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

18. He ________________________________________________ his vacation very much. 

(เขา _________________________________________ การไปเที่ยวในวันหยุดอย่างมาก)

(a) have enjoying

(b) having enjoyed

(c) had enjoyed

(d) is enjoying    (กำลังสนุกสนานกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต่ถ้าประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ควรตอบในรูป  “Past simple tense”   “Enjoyed” (Verb 2)   มิใช่  ข้อ  (c) “Past perfect tense

 

19. He expects to be in Europe ___________________________________ next September.

(เขาคาดหวังว่าจะอยู่ในยุโรป ______________________________ เดือนกันยายนปีหน้า)

(a) at

(b) on

(c) by    (ใน, ประมาณ)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)    สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  -  “I contacted her by telephone.”  (ผมติดต่อกับเธอโดยทางโทรศัพท์),  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  “I met my old friend by chance last week.”  (ผมพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  “She took my book by mistake.”  (เธอเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  -  คือคิดว่าเป็นของเธอ), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  “They learn new vocabularies by heart.”  (พวกเขาเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ โดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง, โดยการบังคับ)  -  “If you are not willing to come, I’ll make you come by force.”  (ถ้าคุณไม่เต็มใจมา  ผมจะทำให้คุณมาโดยการบังคับ),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  “She lives by herself.”  (เธออาศัยอยู่ตามลำพัง  -  คืออยู่คนเดียว)  -  “He did it (by) himself.”  (= He himself did it.”  (เขาทำมันตามลำพัง  -  คือไม่มีใครช่วย),  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)    เป็นต้น

  

20. How long did it ________________________________________ them to finish typing?

(มัน _______________________________ เวลาพวกเขานานเท่าใด  ที่จะพิมพ์ดีดให้เสร็จ)

(a) take    (ใช้,  กิน)

(b) let

(c) need

(d) use

ตอบ   -   ข้อ   (a)  มาจากโครงสร้าง  “It + Takes (Took) + Someone + Time + To + Verb 1 + Something”  (It took me 5 days to travel from San Francisco to New York by bus.)  (ผมใช้เวลา  ๕  วัน  ในการเดินทางจากซาน ฟรานซิสโกไปนิวยอร์คโดยรถประจำทาง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้