หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 316)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Both girls are similar _____________________________ they love expensive clothes.

(เด็กหญิงทั้ง  ๒  คนคล้ายกัน _______________________ พวกเขาชอบเสื้อผ้าราคาแพง)

(a) as though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) even though    (แม้ว่า)

(c) in case    (ในกรณีที่)

(d) in that    (ตรงที่ว่า, ในเรื่อง)

 

2. All of them were surprised at Kim’s _________________________________________.

(พวกเขาทุกคนมีความประหลาดใจใน ___________________________________ ของคิม)

(a) being absence    (“Absence”  เป็นคำนาม  หมายถึง  “การไม่อยู่-ไม่มา, การขาดหายไป  -  จากงาน, การประชุม)

(b) absent

(c) being absent    (การไม่อยู่, การขาดหายไป)  (“Absent”  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ไม่อยู่, ไม่มา, ขาดหายไป”)

(d) having absent

ตอบ   -   ข้อ    (c)  (หรืออาจตอบ  Absence”)   เนื่องจาก  “Gerund”  (Verb + ing)   ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้แสดงความเป็นเจ้าของได้เหมือนคำนามทั่วๆ ไป  (เช่น  “Tom’s watch, A man’s house, A woman’s car, A boy’s toys, etc.)  ดังนั้น  จึงสามารถใช้รูป  “Gerund”  (Verb + ing)  แทนคำนามได้  (Jim’s walking, Tom’s swimming, My reading at night, etc.)  แต่เนื่องจาก  “Absent”   เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be”  จึงต้องใช้รูป  “Gerund”  กับ  “Be”  (เป็น  Being)  เช่น  “Kim’s being absent (= Kim’s absence), Kate’s being lazy (= Kate’s laziness), Their being thoughtful (= Their thoughtfulness)  เป็นต้น  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Would you mind ___________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ ___________________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • Does Betty object to _________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _____________________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting    (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                                       กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

    

3. Automatic machinery saves manufacturers’ space and ___________________________.

(เครื่องจักรกลอัตโนมัติประหยัดเนื้อที่และ ________________ ของผู้ประกอบการ-ผู้ผลิตสินค้า)

(a) some money

(b) any money

(c) the money

(d) money    (เงิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หลังเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ  (Apostrophe)  ไม่ต้องใช้  “Article”  (A, An, The)   ในกรณีนี้  คือ   Manufacturers’ space and money”

 

4. Lack of money means that the _____________________ of free clinics must be reduced.

(การขาดเงินหมายถึง _________________ ของคลินิกแบบให้การรักษาฟรีจะต้องถูกลดลง)

(a) amount    (จำนวน)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)   

(b) number    (จำนวน)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(c) degree    (ระดับ, ขอบเขต, องศา)

(d) quantity    (ปริมาณมาก, ปริมาณ)  (ใช้กับทั้งคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “The number of”  =  “จำนวนของ”  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  แต่ใช้กับกริยาเอกพจน์)  ส่วน  “The amount of”  =  “จำนวนของ”  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ  และใช้กับกริยาเอกพจน์)  ส่วน  “A quantity of”  =  “จำนวน, จำนวนมาก, ปริมาณ, ปริมาณมาก”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • The number of students is limited to fifty.

(จำนวนนักเรียนถูกจำกัดไว้ที่  ๕๐  คน)

  • The amount of water in the street was still too high.

(ปริมาณน้ำในถนนยังคงสูงเกินไป)

  • The amount of cooking gas is usable for another month.

(ปริมาณกาซหุงต้มยังสามารถใช้ได้อีกเดือนหนึ่ง)

  • We only need a very small quantity.

(เราเพียงแต่ต้องการปริมาณที่น้อยมาก)

  • Natural gas was discovered in large quantities beneath the North Sea.

(กาซธรรมชาติถูกค้นพบในปริมาณมากใต้ทะเลเหนือ)

  • He threw into the flames a quantity of leaves from a certain bush.

(เขาโยนใบไม้จำนวนหนึ่งจากพุ่มไม้เข้าไปในเปลวเพลิง)

  • The meat is produced in quantity and sold in Eastern Europe.

(เนื้อถูกผลิตในปริมาณมากและขายในยุโรปตะวันออก)

  • Materials are being seen in terms of quantity rather than quality.

(วัสดุกำลังถูกมองในแง่ของปริมาณมากกว่าคุณภาพ)

  • The food supply has grown less, in quantity and quality, as an economic slowdown begins.

(ปริมาณอาหารได้เพิ่มขึ้นน้อยลง  ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ  เมื่อการถดถอยทางเศรษฐกิจเริ่มต้นขึ้น)

 

5. The prices of gold and oil fluctuate daily.

(ราคาทองและน้ำมัน    ขึ้นๆลงๆ-เปลี่ยนแปลง-ไม่คงที่    เป็นรายวัน)

(a) stabilize    (ทำให้มีเสถียรภาพ, ทำให้มั่นคง)

(b) augment    (อ๊อก-เมิ่นท)  (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่มขึ้น)

(c) diminish    (ลดลง, ทำให้ลดลง)

(d) alter    (เปลี่ยนแปลง, ผันแปร, แก้ไข, ดัดแปลง)

 

6. The proposed environmental amendment has not yet been ratified by all participating countries.

 (การแก้ไข-ปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ถูกเสนอขึ้นมา  ยังมิได้รับการ    ให้สัตยาบัน-รับรอง    โดยประเทศที่เข้าร่วมประชุมทุกประเทศ)

(a) promulgated    (พร้อม-เมิล-เกท หรือ โพร-มั้ล-เกท)  (ประกาศใช้เป็นกฎหมาย, ประกาศอย่างเป็นทางการ, เผยแพร่, สอน)

(b) debunked    (ทำลายชื่อเสียง, กล่าวอ้างที่ผิดหรือเกินความจริง

(c) approved    (อะ-พรูฟว)  (ให้สัตยาบัน, เห็นด้วย, ยืนยันด้วย, พอใจ)

(d) skimmed    (ตักเอาผิวหน้าออกจากของเหลว, มองอย่างผ่านๆ, ดูอย่างผิวเผิน, มองผ่านไปอย่างรวดเร็ว, อ่านอย่างลวกๆ, แฉลบผิวหน้าไป, เฉียดผ่านไป)

(e) repudiated    (ปฏิเสธ, ไม่ยอมรับ, บอกปัด, ทอดทิ้ง)

 

7. This is the fifth consecutive weekend that I have spent working, and I am a bit fed up with it. 

 (นี่เป็นสุดสัปดาห์ที่ ๕    ติดต่อกัน-ติดๆกัน-ต่อเนื่องกัน-ตามกันมา-เป็นลำดับ     ที่ผมได้ใช้เวลาทำงาน  และรู้สึกสะอิดสะเอียน (เบื่อ, รังเกียจ) นิดหน่อยกับมัน)  (หมายถึง  กับการทำงานวันสุดสัปดาห์)

(a) lengthy    (ยืดเยื้อ, ยาวนาน, ใช้เวลามาก)

(b) laborious    {ใช้แรงงานมาก, (งาน) หนัก, ยาก, ลำบาก, ต้องใช้ความพยายามมาก, อุตสาหะ}

(c) successive    (ต่อเนื่อง, ติดๆกัน, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, ตามหลัง, รับช่วง)

(d) tedious    (น่าเบื่อ, น่ารำคาญ)

(e) prolific    {โพร-ลิฟ-ฟิค)  (ออกลูกมาก, มีลูกมาก, มีผลดก, แพร่หลาย, อุดมสมบูรณ์, (นักเขียน-นักประพันธ์) มีผลงานมาก}

 

8. When a person needs to take this medicine, _______________________ directions first.

(เมื่อบุคคลจำเป็นต้องกินยา ________________________________ คำแนะนำเป็นสิ่งแรก)

(a) you will have to read

(b) he must to read

(c) you have to read

(d) he has to read    (เขาจำเป็นต้องอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้สรรพนาม  “He”  แทน  “A person”  หรืออาจตอบ  “He must read”  (เขาจะต้องอ่าน)  ก็ได้

 

9. Frank told me that his offer of help was ______________________________________.

(แฟรงค์บอกผมว่า  ข้อเสนอให้ความช่วยเหลือของเขา __________________________ )

(a) to refuse completely

(b) given to refuse

(c) refused to him politely

(d) politely declined    (ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Was declined)  และกริยาวิเศษณ์  (Politely)  ของอนุประโยค  “That his offer of help was politely declined”  หรืออาจตอบ  “………..was politely rejected”  (ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ)  ก็ได้

 

10. A comet is distinguished from other bodies in the solar system __________________.

(ดาวหางถูกมองว่าแตกต่างจากดาวอื่นๆ ในระบบสุริยะ ___________________________ )

(a) is appearing

(b) is its appearance

(c) by its appearance    (โดยลักษณะที่ปรากฏภายนอกของมัน)

(d) it is appearing

 

11. However much ____________________________________________, it will be worth it.

(ไม่ว่า ___________________ มากอย่างไรก็ตาม  มันก็จะคุ้มค่า (สมราคา) กับราคานั้น)  (หมายถึง  ไม่ว่าจะแพงเท่าใด  ก็คุ้มค่าหรือสมราคา)

(a) does the watch cost

(b) costs the watch

(c) the watch will cost

(d) the watch costs    (นาฬิกามีราคา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “However”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________________, she is unhappy.

(___________________________________________________, เธอไม่มีความสุข)

(a) However she is wealthy

(b) However wealthy she may be    (ไม่ว่าเธออาจจะร่ำรวยอย่างไรก็ตาม)

(c) However wealth she has

(d) However she has wealth

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “However + Adjective + Subject + Is (are, was, were), + Subject + Verb)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง  โดยเปรียบเทียบกับ  “Whatever”

                                     ตัวอย่างที่ 

  • _____________________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น ______________________ คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever    (ใครก็ตาม)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever     (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever     (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้   “Whatever” จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด __________________________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน   อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

12. Tony may __________________________________________, but we must go at once.

(โทนี่อาจจะ _____________________________________ แต่เราจะต้องไปในทันทีทันใด)

(a) stay lately

(b) stay a little

(c) stay late    (พักอยู่นานออกไป  หรืออยู่จนดึก)  (เป็นปัจจุบัน)

(d) have stayed very late    (ได้พักอยู่นานมาก หรือจนดึกมาก)  (เป็นอดีต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  เนื่องจาก  “Late”  (สาย, ล่าช้า, จนดึก)  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  สำหรับใน  ข้อ  (c)   ใช้แบบกริยาวิเศษณ์  เพราะขยายกริยา  “Stay”  ส่วน  “Lately”  เป็น  “Adverb of time”  หมายถึง  “หมู่นี้, เร็วๆนี้

 

13. The geyser, one of the most unusual phenomena in nature, is beautiful to behold.  

(น้ำพุร้อน  -  ปรากฏการณ์พิเศษสุดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ  -  มีความสวยงามที่จะ    มองดู-เห็น)

(a) view    (มองดู, สังเกต, สำรวจ, ตรวจสอบ)

(b) narrate    (เล่าเรื่อง, บรรยาย, เล่าเหตุการณ์ ประสบการณ์ หรืออื่นๆ)

(c) illustrate    (แสดงให้ดูด้วยภาพ)

(d) intimidate    (อิน-ทิ้ม-มิ-เดท)  (ขู่ขวัญ, ขู่, คุกคาม, ทำให้กลัว)

(e) perpetrate    (กระทำผิดกฎหมาย, ทำชั่ว, ก่อกรรมทำเข็ญ)

 

14. Granite crystals are large enough to be seen with naked eyes.

(ผลึกหินแกรนิตใหญ่พอที่จะถูกมองเห็นด้วยตา    เปล่า-ไม่ได้สวมแว่น-เปลือย-เปลือยกาย-ไม่นุ่งผ้า-ล่อนจ้อน-ไร้ใบ-ไร้ขน-ปราศจากความช่วยเหลือ)

(a) candid    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ปราศจากอคติ, เป็นธรรม, ซื่อตรง, ด้วยน้ำใสใจจริง)

(b) discerning    (ดิ-เซิ้ร์น-นิ่ง)  (เข้าใจ, รู้ดี, หยั่งรู้)

(c) mellifluous    (ไพเราะ, หวานเหมือนน้ำผึ้ง, คล่อง, ไหลเหมือนน้ำผึ้ง)

(d) unaided    (ไม่มีเครื่องช่วย  -  ในที่นี้คือแว่น)

(e) cautious    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

 

15. At least six times since the end of the last ice age, the Mississippi River has dramatically altered its course.

(อย่างน้อยที่สุด  ๖  ครั้ง  ตั้งแต่การสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย  แม่น้ำมิสซิสซิปปี้ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางเดิน (ไหล) ของมัน     อย่างรุนแรง-อย่างกะทันหัน-อย่างตื่นเต้นเร้าใจ)

(a) constantly    (อย่างสม่ำเสมอ)

(b) inevitably    (อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

(c) radically    (อย่างรุนแรง, อย่างสุดขีด)

(d) inadvertently    (อย่างไม่ตั้งใจ, อย่างเลินเล่อ, อย่างประมาท, อย่างขาดความสนใจ)

(e) brutally    (อย่างทารุณโหดร้าย)

 

16. I’ve been playing tennis for two hours.  I just can’t play _________________________ .

(ผมได้เล่นเทนนิสติดต่อกันมา  ๒  ชั่วโมงแล้ว  ผมไม่สามารถเล่น _________________ )

(a) yet

(b) already

(c) any more    (ต่อไปอีกแล้ว,  มากกว่านี้อีกแล้ว)

(d) no more    (ใช้ไม่ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  “Can’t”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Any”   จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • We had hardly _________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน ________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                     ๑.  ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)   เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                      และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                       อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                               ๑.๑  มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                              ๑.๒  แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                               ๑.๓  แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                      ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้   “Some” ทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                      ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า   เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

17. I shall leave _____________________________________________ Germany tomorrow.

(ผมจะจาก ______________________________________________ เยอรมันวันพรุ่งนี้)

(a) to

(b) from

(c) in

(d) for    (ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Leave for Germany”  =  “จากไปประเทศเยอรมัน”  (ไม่ใช้ “To”)   ส่วน   “Leave Germany”  =  “ออกจากประเทศเยอรมัน”  (เพื่อจะไปประเทศอื่น)   อย่าใช้  “Leave from Germany

 

18. This is my hat, and that is ________________________________________________.

(นี่คือหมวกของฉัน  และนั่นคือ ____________________________________________ )

(a) her     (ของเธอ)  (ใช้ขยายหน้าคำนาม)

(b) hers     (ของเธอ  หมายถึง  หมวกของเธอ)

(c) her’s     (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) hers’     (รูปนี้ไม่มีใช้)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Possessive pronoun”  (Hers, His, Mine, Yours, Theirs, Ours, Its)  ใช้ขยายหลัง  “Verb to be”  (Is, Am, Are, Was, Were)  ส่วน   “Possessive adjective” (Her, His, My, Your, Their, Our, Its)  ใช้ขยายหน้าคำนาม

 

19. You ought not __________________________________________________ that again.

(คุณไม่ควร ________________________________________________ อย่างนั้นอีก)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ทำ)

(d) to doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Ought + To + Verb 1”  =   “ควร...............”   ส่วน  “Ought + Not + To + Verb 1”  “ไม่ควร.............”

  • You ought to study harder.

(คุณควรขยันเรียนให้มากขึ้น)

  • She ought not to come home so late.

(เธอไม่ควรกลับบ้านดึกมากนัก)

 

20. We came here _________________________________________________________.

(เรามาที่นี่ _________________________________________________________ )

(a) by horseback

(b) on horseback    (บนหลังม้า)

(c) on a horseback

(d) on the horseback

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ไม่ต้องมี  “Article”  (A, The)

                                      สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   Live on”  (มีชีวิตอยู่ด้วย, มีชีวิตอยู่ด้วยการกิน)  -  “Some animals live on grass.”  (สัตว์บางชนิดมีชีวิตอยู่ด้วยการกินหญ้า),   “Agree + On  หรือ To”  ใช้กับ  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”  -  “He agreed to my idea.”  (เขาเห็นด้วยกับความคิดของผม),     “Agree + With”  =  “เห็นด้วยกับบุคคล”  -  “I agree with you on your proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องข้อเสนอ),     on a rainy day”  (ในวันที่ฝนตก)  -  “We don’t usually go out on a rainy day.”  (เรามักไม่ออกไปข้างนอกในวันที่ฝนตก),   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.   (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา  ๓  สัปดาห์),   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้