หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 315)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Unless economic conditions improve next year, ______________ widespread unrest in the United States.

(ถ้าสภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า __________________ ความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ)

(a) there would be

(b) there is

(c) there should be

(d) there will be    (จะมี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   คือ  “Real present”  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  (คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยเพียงแต่  “If clause”  อยู่ในรูปปฏิเสธ  (“Unless”  =  If…………not)  สำหรับประโยคข้างบน  “ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า  จะเกิดความวุ่นวายไปทั่วในสหรัฐฯ”  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  จะใช้รูป  “Present simple tense”  (Improve)  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  ใช้รูป  “Present future tense”  (Will + Verb 1)  ซึ่งในกรณีนี้  คือ  “Will be”)

 

2. The harder the shrub is to grow, __________________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  _________________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)  หรือ   “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, __________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ____________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง    “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง.................”  ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, ____________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี  ________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the __________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, _________________ )

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, ______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย  ______________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.....................ก็ยิ่ง.................”   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ___________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                     ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, ______________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________________________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                    ตัวอย่างที่            (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)   เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

3. If you could have bought a record, what _____________________________________?

(ถ้าคุณสามารถที่จะซื้อแผ่นเสียงได้ (ในอดีต  แต่ก็มิได้ซื้อ) ____________________ อะไร )

(a) would you buy

(b) would you have buy

(c) would you have bought    (คุณคงจะได้ซื้อ)  (แผ่นเสียงเพลงอะไร)

(d) would you be buying

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  คือ  เหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นตามที่สมมติ  หรือ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  ถามว่า  “ถ้าคุณสามารถซื้อแผ่นเสียงในอดีต  คุณจะซื้อแผ่นเสียงเพลงอะไร”  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “คุณมิได้ซื้อแผ่นเสียง”  ซึ่งถือเป็นการถามแบบสมมติเท่านั้น  ใน  “If clause”  แบบที่  ๓  นี้  ตามปกติกริยาใน  “If clause”  จะให้รูป  “Had + Verb 3”  แต่สามารถอนุโลมใช้  “Could + Have + Verb 3”  ได้  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  ใช้รูป  “Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3”  (ในประโยคข้างบน  คือ  “Would you have bought”)  (เนื่องจากอยู่ในรูปคำถาม)

 

4. Cindy worked just so much ________________________________________________.

(ซินดี้ทำงานมาก _____________________________________________________ )

(a) like what she was told to

(b) as she was told to    (เท่ากับที่เธอถูกบอกให้ทำ)

(c) as to what she tried to do

(d) like she was told to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้คำคู่   “So………as, Either……….or, Neither………..nor, Not only……….but also”

 

5. Rats are nocturnal animals and tend to sleep during the day.

(หนูเป็นสัตว์ออกหากินเวลากลางคืน  และ    มีแนวโน้ม-โน้มเอียง-มักชอบ    หลับในระหว่างกลางวัน)

(a) are certain   (แน่นอน  -  คือต้องทำอย่างนั้น (นอนกลางวัน) อย่างแน่นอน)

(b) are afraid    (กลัว)

(c) are prone    (มีแนวโน้ม, ชอบ, มีใจเอนเอียง, นอนคว่ำ, หมอบลง, นอบน้อมเกินไป)

(d) are reluctant    (ไม่เต็มใจ)

(e) are recalcitrant    (ดื้อรั้น, ดื้อดึง, ไม่เชื่อฟัง, ไม่อ่อนน้อม, หัวแข็ง, หัวรั้น)

 

6. Since the rhinoceros does not perspire, it cools off by wallowing (ว้อล-โล่) in mud or water.   

(เนื่องจากแรดไม่มีเหงื่อออก  มันทำให้ตัวเย็นขึ้นโดยการ    กลิ้ง-กลิ้งตัว-เกลือกกลิ้ง-หมกมุ่น    ในโคลนหรือน้ำ)

(a) swimming    (ว่ายน้ำ) 

(b) rolling    (กลิ้ง, หมุนตัว)    

(c) fighting    (ต่อสู้)

(d) dozing    (งีบหลับ, เคลิ้มหลับ, สัปหงก)   

(e) escalating    (ขยาย, เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)

 

7. The preeminence of the newspaper as a daily source of information has been undermined as a result of the rapid expansion of the audiovisual media.  

(ความเหนือกว่า-ดีกว่า-เด่นกว่า-มีอำนาจหรืออิทธิพลมากกว่า-ความดีเลิศ-ความเด่นชัด    ของหนังสือพิมพ์ในฐานะแหล่งข่าวสารข้อมูลรายวัน  ได้ถูกทำลายทีละน้อย (ทำให้อ่อนลง)  อันเป็นผลลัพธ์มาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสื่อที่มีภาพและเสียง)

(a) shortcoming    (จุดอ่อน, ข้อด้อย, ข้อบกพร่อง, ความล้มเหลว, ปมด้อย)

(b) superiority    (ความเหนือกว่า-ดีกว่า, ความดีเลิศ, ความยอดเยี่ยม)

(c) rank    (ตำแหน่ง, ชั้น, ยศ, แถว, ขบวน)

(d) advantage    (ประโยชน์, ความได้เปรียบ, คุณประโยชน์, โอกาส, จุดดี, จุดเด่น)

(e) compassion    (ความสงสาร, ความเวทนา, ความเห็นอกเห็นใจ)

 

8. The ship changed its course ________________________________ there was a storm.

(เรือเปลี่ยนเส้นทาง _______________________________________________ มีพายุ)

(a) on account of    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) due to    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) because of    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) because    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “The ship changed its course on account of (=due to = because of) a storm.”  (เรือเปลี่ยนเส้นทางเนื่องจากพายุ)  ก็ได้

 

9. If I ___________________________________ in this uniform, I won’t feel so conspicuous.

(ถ้าผม ____________________ เครื่องแบบชุดนี้  ผมคงจะไม่รู้สึกเป็นที่สนใจอย่างมาก)  (เพราะสวมเครื่องแบบนี้  เลยรู้สึกเป็นที่เตะตา)

(a) am not dressed

(b) don’t dress    (มิได้สวม)

(c) wasn’t dressed

(d) didn’t dress

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   ทั้งนี้  ใช้  “Dress”  (สวมใส่, แต่งตัว, แต่งตัวให้, สวมเสื้อผ้าให้, แต่งหน้าสลัด, ทำ (ความสะอาด) แผล, ทำความสะอาดเนื้อเพื่อปรุงอาหาร)  ในรูป  “Active voice”  ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

  • When he had shaved and dressed, he went down to the kitchen.

(เมื่อเขาได้โกนหนวดและแต่งตัวแล้ว  เขาก็ลงมาที่ครัว)

  • He still dressed like the bank manager he had been.

(เขายังคงสวมชุดเหมือนกับผู้จัดการธนาคารที่เขาเคยเป็น)

  • I really must try to make him change the way he dresses.

(ผมต้องพยายามอย่างมากที่จะให้เขาเปลี่ยนวิธีการแต่งตัว)  (คือ  เปลี่ยนสไตล์ในการแต่งตัว)

  • He helped her dress the children.

(เขาช่วยเธอแต่งตัวลูกๆ)

  • They always dressed for dinner.

(พวกเขาใส่ชุดสำหรับอาหารค่ำเสมอ)  (แต่งตัวเสมอเมื่อกินอาหารค่ำ)

  • Don’t dress the salad until we are ready to eat.

(อย่าเพิ่งแต่งหน้าสลัด  จนกว่าเราพร้อมที่จะกิน)

  • She carried him to her house, where his wounds were dressed.

(เธออุ้มเขาไปที่บ้านของเธอ  ที่ซึ่งบาดแผลของเขาได้รับการทำความสะอาด)

  • We bought dressed crab in a supermarket yesterday.

(เราซื้อปูที่ทำความสะอาดแล้ว (พร้อมนำมาปรุงอาหาร) ที่ซูเปอร์มาเก็ตเมื่อวานนี้)

 

10. The kidnappers said to her that _________________ she gave them the money and saw her family again or she died.

(ผู้ที่ลักพาตัวพูดกับเธอว่า __________________ เธอให้เงินพวกเขาและได้กลับไปเจอครอบครัวอีกครั้ง  ก็ เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) unless

(b) neither

(c) either    (“Either....…or…….”  =  ไม่...............ก็............. อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) not only

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่   “………..either she gave them ……..   ………or she died”  (...........ไม่เธอให้เงิน...................ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  (Either she gave  คู่กับ  or she died)  ดูเพิ่มเติมการใช้ (“Either......or…...”    จากประโยคข้างล่าง

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(หากไม่  ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  ก็ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหลัง คือ  “plain laziness”)

  • Either John or his sister is coming to my party.

(ไม่ จอห์น ก็ น้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

  • Either you give me your wallet or I kill you.” said the robber to Jim.

(“ไม่ คุณให้กระเป๋าสตางค์ของคุณแก่ผม  ก็  ผมฆ่าคุณ  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)”  นักจี้กล่าวกับจิม)

 

11. He is always boasting about ____________________________________________.

(เขากำลังคุยโม้โอ้อวดอยู่เสมอเกี่ยวกับ _____________________________________ )

(a) how a beautiful wife he has

(b) how a figure his beautiful wife has

(c) what his wife has a beautiful figure

(d) what a beautiful figure his wife has    (ภรรยาของเขามีรูปร่าง-ทรวดทรงที่สวยงามอะไรเช่นนั้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (About)  จึงต้องเรียงในรูปบอกเล่า  “…………his wife has”  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบในโครงสร้างอื่นๆได้  เช่น

  • He is always boasting about how beautiful his wife is.
  • He is always boasting about what a beautiful wife he has.

                                             ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • _____________ he thinks sensible turns out to be ridiculous in other people’s eyes.

(______________________ เขาคิดว่าฉลาด (มีเหตุผล-มีไหวพริบ) กลายเป็นน่าหัว เราะเยาะ (น่าขัน-ไร้สาระ) ในสายตาของผู้อื่น)

(a) That

(b) Which

(c) What    (สิ่งที่, อะไรที่)

(d) When

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What he thinks sensible)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Turns out”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I wonder what ___________________________.  I feel that we have been a bit late.

(ผมสงสัยว่า (ขณะนี้) ___________________ อะไร  ผมรู้สึกว่าเราล่าช้าไปนิดหน่อยแล้วนะ)

(a) it is time

(b) time is it

(c) time it is    (เป็นเวลา)

(d) is it time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความ  “What time it is”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Wonder”  โดยต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  (What time it is)   

                                     ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ____________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน (ในขณะนี้)  ผมจะใช้คืน _______________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What I owe)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Pay”

                                      ตัวอย่างที่ 

  • __________________ astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought is indicated by their apparent universality.

(_____________________ วิชาโหราศาสตร์และอัลเคมี (การเล่นแร่แปรธาตุ)  อาจจะถูกถือว่าเป็นแง่มุมพื้นฐานของความคิด  ได้รับการบ่งชี้โดยความเป็นสากลที่เห็นได้ชัดเจนของมัน)  (คือ  ของทั้ง  ๒  วิชา)

(a) Both are

(b) What both

(c) Both

(d) That both    (ที่ว่าทั้ง)  (คือ  ทั้ง  ๒  วิชา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That both astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is indicated”  เป็นกริยา  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The fact ____________________ money orders can usually be easily cashed has made them a popular form of payment.

(ข้อเท็จจริง ____________________ ธนาณัติโดยปกติแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย  ทำให้มัน (ธนาณัติ) เป็นรูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมกัน)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) is that

(d) which is

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that money orders can usually be easily cashed”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี   “Has made”  เป็นกริยา

                                    ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(______________________ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความ   “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยาและส่วนขยายกริยา

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                      ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  ส่วนกรรมรอง  คือ  “Us” จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                    ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

  • That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                      ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                       ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                      ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

12. The police took drastic (แดรส-ทิค) measures to end the crime wave.

(ตำรวจใช้มาตรการที่    รุนแรงมาก-ดุเดือดมาก-เข้มงวดมาก-อย่างสุดขีด    เพื่อยุติคลื่นอาชญากรรม)

(a) lenient    (ลี้-เนี่ยนท หรือ ลี้น-เยิ่นท)  (ผ่อนผัน, โอนอ่อน, กรุณา, ปรานี)

(b) mendacious    (โกหก, มดเท็จ, ไม่ซื่อสัตย์, ไม่แท้, ปลอม)

(c) very strong and severe; very significant and noticeable   (เข้มข้นและรุนแรงมาก, สำคัญมากและสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน)   

(d) precocious    (แก่แดด, แก่เกินวัย, โตเกินวัย, ฉลาดเกินวัย)

 

13. Hurricanes often devastate the coffee crop, Haiti’s principal exports.  

(พายุเฮอริเคนมักจะ    ทำลาย-ล้างผลาญ    อยู่บ่อยๆ จำพวกพืชกาแฟ  ซึ่งเป็นสินค้าออกสำคัญของประเทศเฮติ)

(a) scatter    (กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, ทำให้กระจัดกระจาย, ทำให้แตกกระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน, การทำให้กระจัดกระจาย-แตกกระเจิง, การสาด-โปรย-หว่าน)

(b) fertilize    (ทำให้เจริญพันธุ์, ผสมพันธุ์,  เพิ่มความอุดมสมบูรณ์, ทำให้ที่ดินอุดมสมบูรณ์, ทำให้มีลูก, ทำให้เกิดผล)

(c) fracture    (ทำให้แตก-ร้าว, แตกร้าว, ร้าว, การแตกร้าว, การแยก, รอยแตกร้าว,  กระดูกหัก)

(d) annihilate    (อะ-ไน้-ฮิ-เลท)  (ทำลายล้าง, บดขยี้)

 

14. The rivalry (ไร้-เวิล-รี่) between the two construction companies was obvious.

(การแข่งขันกัน-การชิงดีชิงเด่น-การเป็นคู่ต่อสู้กัน-การตีเสมอ    ระหว่างบริษัทก่อสร้าง  ๒  แห่งนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน)

(a) cooperation    (ความร่วมมือ)

(b) compromise    (ค้อม-พระ-ไมซ)  (การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน, การตกลงกันได้, สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง, ประนีประนอม, ยอม, พัวพัน, อ่อนข้อให้อย่างเสียเกียรติ)

(c) competition    (การแข่งขัน, การชิงชัย, การดิ้นรนต่อสู้ในการดำรงชีพ, ผู้แข่งขัน)

(d) probity    (โพร้-บิ-ที่ หรือ พร้อบ-บิ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, ความซื่อตรง, ความตรงไปตรงมา)

 

15. She does not know how ___________________________________________ she is.

(เธอไม่รู้ว่าเธอ __________________________________________________ เพียงไร)

(a) attractive    (มีเสน่ห์)

(b) attract    (ยั่วยวนใจ, ดึงดูดใจ, ทำให้หลงใหล)

(c) attraction    (เสน่ห์, ความดึงดูดใจ)

(d) attractively

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้คำคุณศัพท์  (Attractive)   กับ  “Verb to be” (Is)  แต่ใช้กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  กับคำกริยาทั่วไป  เช่น   “………..how quickly she walks

 

16. Every piece of goods on display has its ____________________________ attached.

(สินค้าทุกชิ้นที่ตั้งแสดงไว้  มี ________________________________ ของมันติดอยู่ด้วย) 

(a) cost    (ราคาทุน, ต้นทุน)

(b) price    (ราคาขาย)

(c) worth    (ค่า, คุณค่า, ประโยชน์) 

(d) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า)     

 

17. We can build buildings hundreds of feet high in a short time by using modern ___________.

(เราสามารถสร้างอาคารสูงหลายร้อยฟุตในเวลาอันสั้น  โดยใช้ _________________ ทันสมัย)

(a) mechanic    (ช่างเครื่องยนต์)

(b) machine    (เครื่องจักร)  (เป็นนามนับได้)

(c) machinery    (เครื่องจักรกล)  (เป็นนามนับไม่ได้)

(d) mechanical    (เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “A modern machine”  หรือ  “Modern machines”   เนื่องจากนามนับได้  (Machine)   ไม่สามารถอยู่ลอยๆได้  ต้องมี  “Article” (A, An, The)  นำหน้า  หรือไม่ก็ทำเป็นรูปพหูพจน์  สำหรับ  “The”  จะใช้ต่อเมื่อมีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไปเท่านั้น

 

18. Nick was delighted to be elected ___________________________________________.

(นิคมีความยินดี-ปลาบปลื้มที่ได้รับเลือกเป็น ___________________________________ )

(a) the president

(b) a president

(c) president    (ประธาน, ประธานาธิบดี)

(d) being president

ตอบ   -   ข้อ   (C)   ไม่ต้องมี  “Article” (A, The)

 

19. How tall _____________________________________________________________!

(____________________________________ และสูงอะไรเช่นนั้น)  (คุณช่างสูงเสียจริง) 

(a) you are grown

(b) are you grown

(c) you’ve grown    (คุณช่างโต)
(d) have you grown

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ประโยคอุทาน  ต้องเรียงประโยคแบบบอกเล่า  คือ ประธานอยู่หน้ากริยา  และเมื่อ   “Grow” หมายถึง  “เติบโต”  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  (ในข้อนี้ อยู่ในรูป  “Present perfect tense”)  (จึงไม่เลือก ข้อ  ซึ่งเป็น “Passive voice”)   ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง ____________________________________________________ )

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}

                                        ตัวอย่างที่  

  • What _________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี _____________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard    (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้  “A” นำหน้า

                                      ตัวอย่างที่  

  • ______________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ ___________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

  • What long hair you’ve got !

(เธอช่างมีผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

                             สรุป     

  • What + A + Adjective + Noun (Singular) + Subject + Verb

(What a beautiful girl she is!)

(เธอเป็นเด็กหญิงที่สวยจัง)

  • What + Adjective + Noun (Plural) + Subject + Verb

(What old houses those people have!)

(คนเหล่าโน้นมีบ้านที่เก่าจัง)

  • How + Adjective + Subject + Verb to be (Is, Are, Was)

(How generous his father was!)

(พ่อของเขาช่างมีใจเอื้อเฟื้อเสียจริง)

  • How + Adverb +Subject +Verb

(How slowly they walked!)

(พวกเขาเดินช้าอะไรเช่นนั้น)

 

20. We shall start now, _____________________________________________________?

(เราจะเริ่มกันตอนนี้เลย, _________________________________________________ )

(a) shall we

(b) shan’t we    (ใช่ไหม)

(c) shalln’t we    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) shall not we    (ในส่วน “Tag”  ต้องใช้รูปย่อเสมอ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นรูปปฏิเสธของ  “Shall not”   (Shall not  =  “Shan’t)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้