หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 314)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We might still catch the train if we _________________________________________.

(เราอาจยังคงไปทันรถไฟ  ถ้าเรา ___________________________________________ )

(a) make hurry    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) haste    (ความเร่งรีบ)  (เป็นคำนาม)

(c) make haste    (เร่งรีบ, รีบไป, รีบทำ)

(d) hastily

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูการใช้  “Haste”  (Noun)  และ  “Hasten”  (เป็นคำกริยา หมายถึง  “รีบ, รีบทำ, รีบไป, เร่ง, ทำให้เร่งรีบ, เร่งเร้า”)  จากประโยคข้างล่าง

  • I immediately regretted my haste.

(ผมเสียใจในทันทีในความรีบร้อนของผม)  (ผมน่าจะค่อยทำค่อยไป  จะได้ผลดีกว่าที่ผ่านมา)

  • The old men began interrupting each other in their haste to explain what had happened.

(ชายชราพวกนั้นเริ่มขัดจังหวะกันเอง  ในความรีบร้อนที่จะอธิบายว่าอะไรได้เกิดขึ้น)

  • The reports that the battle had started were read in haste.

(รายงานที่ว่าการสู้รบได้เริ่มขึ้นแล้ว  ถูกอ่านอย่างรีบเร่ง)

  • Make haste all of you and get ready.

(รีบเร่งเข้านะทุกคน  และเตรียมพร้อมด้วย)

  • Two factors hastened the formation of the new party.

(ปัจจัย  ๒  ประการเร่งเร้าการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่)

  • The government hastened to increase the oil price to discourage wasteful use of fuel.

(รัฐบาลรีบเร่งขึ้นราคาน้ำมัน  เพื่อสะกัดกั้นการใช้เชื้อเพลิงอย่างสิ้นเปลือง)

  • He hastened back into the forest.

(เขารีบกลับเข้าไปในป่า)

  • Mr. Nixon hastened to remark that he was not against television.

(มิสเตอร์นิกสันรีบกล่าว (เพิ่มเติมเพื่อมิให้คนเข้าใจผิด) ว่าเขามิได้ต่อต้านโทรทัศน์)

 

2. John said that he had run in order ________________________________________.

(จอห์นกล่าวว่าเขาวิ่งเพื่อที่จะ ___________________________________________ )

(a) that he can catch the bus

(b) to the bus he could catch

(c) to catch the bus    (ให้ทันรถประจำทาง)

(d) so as to catch the bus

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “………had run so as to catch the bus” (.............วิ่งเพื่อให้ทันรถประจำทาง)   ก็ได้  หรืออาจตอบตามโครงสร้างข้างล่าง  แต่ทั้งนี้คำกริยาในอนุประโยคที่ตามหลังข้อความ  “So that, In order that”  (เพื่อที่ว่า) นิยมใช้  “May  (อาจจะ), Might, Should  (ควรจะ) ไม่นิยมใช้  “Will, Would, Can, Could”  แต่ทั้งนี้ต้องให้  “Tense”  สอดคล้องกับ  “Tense”  ในประโยคใหญ่ด้วย

  • John said that he had run in order that he might (should) catch the bus.

(จอห์นกล่าวว่าเขาวิ่ง  เพื่อที่ว่าเขาอาจจะไปทันรถประจำทาง)

  • We come to school so that we may (should) learn.

(เรามาโรงเรียน  เพื่อที่ว่าเราอาจจะได้เรียนรู้)

 

3. Returning to my apartment, _______________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ____________________________________________ )

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( _________________________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม _____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ___________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                     ตัวอย่างที่  

  • ____________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(______________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                     ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                       สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                           สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                    ตัวอย่างที่  

  • __________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(______________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

4. ____________________ that the formation of the sun, the planets, and other stars began with the condensation of an interstellar gas cloud.

(__________________________ ว่าการก่อตัวของดวงอาทิตย์  ดาวเคราะห์  และดาวอื่นๆ  เริ่มต้นด้วยการรวมตัวกันแน่นของเมฆที่เป็นกาซ (ที่อยู่) ระหว่างดวงดาว)

(a) Believing

(b) To believe

(c) The belief    (ความเชื่อ)  (เป็นคำนาม)

(d) It is believed    (มันถูกเชื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (It)  และกริยา  (Is believed)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

5. Geronimo was a renowned (ริ-เนานด์) chief of the Apache tribe.

(เจอโรนิโมเป็นหัวหน้าเผ่าที่    มีชื่อเสียง-มีกิตติศัพท์เลื่องลือ    ของเผ่าอปาเช่)

(a) a youthful    (ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่ม)

(b) a knowledgeable    (มีความรู้)

(c) an eminent    (เอ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, มีชื่อเสียง, สูงส่ง)

(d) an inventive    (ซึ่งชอบประดิษฐ์คิดค้น)

(e) gracious    (กรุณา, ปรานี, เมตตา, สุภาพ, มีมารยาท, สง่างาม, สวยงาม, เรียบร้อย)

 

6. The breach (บรีช) between devoted and commercial artists first became apparent in the nineteenth century.

(การแตกแยก-การแตกแยกของความเป็นมิตร-การฝ่าฝืน-การทำลาย    ระหว่างศิลปินที่อุทิศตัวเพื่องาน และ ศิลปินเชิงพาณิชย์ (คือผลิตผลงานเพื่อขาย) เริ่มเห็นได้ชัดเจนเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่  ๑๙)

(a) collusion    (การสมรู้ร่วมคิด, การสมคบคิดกันกระทำความผิด)

(b) duel    (ดู๊-เอิ้ล)  (การดวลกัน, การต่อสู้กันตัวต่อตัว)

(c) exchange    (การแลกเปลี่ยน)   

(d) rift    (การแตกแยกของมิตรภาพ, ความแตกต่างของความคิดเห็น, การแตกร้าว, รอยแตก, รอยแยก, ช่อง, ร่อง)

(e) accord    (ความสอดคล้อง, ความสามัคคี, ข้อตกลง, เสียงดนตรีที่ประสานกัน)

 

7. Walt Whitman was the great emancipator of the form and spirit of American poetry.  

(วอล์ท วิธแมน  เป็น    นักปลดปล่อย    ผู้ยิ่งใหญ่ในด้านรูปแบบและจิตวิญญาณของบทกวีอเมริกัน)

(a) designer    (นักออกแบบ)

(b) liberator    (ผู้ปลดปล่อย  -  เรื่องเสรีภาพ หรือ อื่นๆ)

(c) custodian    (ผู้ปกครอง, ผู้อารักขา, ผู้ที่เก็บรักษา)

(d) enthusiast    (ผู้กระตือรือร้น, ผู้มีใจจดใจจ่อ)

(e) pacifist    (ผู้รักสันติภาพ)

 

8. Earthworms occur ____________________ adequate moisture and food and the necessary soil conditions are found.

(ไส้เดือนเกิดขึ้น ____________________ (ซึ่ง) พบว่ามีความชื้นและอาหารเพียงพอ  และมีสภาพดินที่จำเป็น  -  หรือเอื้ออำนวย)  (แปลตามประโยค  คือ  ............... (ซึ่ง) ความ ชื้นและอาหารที่เพียงพอ  และสภาพดินที่จำเป็น (ต่อไส้เดือน) ถูกพบ)

(a) and

(b) but

(c) wherever    (ที่ใดก็ตาม)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

 

9. She demands that the children __________________________________________ her.

(เธอเรียกร้อง-ต้องการ  ว่าพวกเด็กๆ ___________________________________ เธอ)

(a) obeys

(b) obeyed

(c) obeying

(d) obey    (เชื่อฟัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากกริยาในอนุประโยคที่ตามหลังกริยา  “Demand, Require, Insist, Suggest, Advise, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   โดยเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ___________________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน) ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I __________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ___________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • He suggested ________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ______________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                   ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _______________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ___________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ___________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                    ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ___________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ______________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I ______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                     ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                       ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student ___________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                      ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we _____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                       ๑. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

(เธอร้องขอว่า  เธอควรได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง)

 

                                     ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

10. Though this study proves that there is no life on Mars, ________ people still think there is.

(แม้ว่าการศึกษาครั้งนี้พิสูจน์ว่า  ไม่มีชีวิตบนดาวอังคาร  ผู้คน ____________ ยังคงคิดว่ามี)

(a) a great deal    (จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) much    (จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a great many    (จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) many a    (จำนวนมาก, ไม่น้อย)  (ใช้กับคำนามนับได้  เอกพจน์)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “People”  เป็นคำนามพหูพจน์  หรืออาจตอบ  “A great number of, A large number of, A number of, Many, A lot of, Lots of, Plenty of”  (ทุกคำหมายถึง  “จำนวนมาก”  ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)  ก็ได้  ดูการใช้คำต่างๆจากประโยคข้างล่าง

  • A great deal of money was spent on the project.

(เงินจำนวนมากถูกใช้ไปกับโครงการ)

  • There is a great deal of rice sold in this shop.

(มีข้าวมากมายจำหน่ายในร้านนี้)

  • There is too much water in the dam.

(มีน้ำมากเกินไปในเขื่อน)

  • Much work has been done to help the poor.

(งานมากมายถูกทำเพื่อช่วยเหลือคนจน)

  • Many a man has told the same story.

(คนจำนวนมากได้เล่าเรื่องซ้ำๆกันนี้)

 

11. In Sweden all real estate belongs to the Crown, and there is __________ as private land.

(ในสวีเดน  อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดเป็นของกษัตริย์  และ ____________ เช่นที่ดินส่วนตัว)

(a) as not owners

(b) no such thing    (ไม่มีสิ่ง)

(c) not private owners

(d) as private owners

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “……..and there is no owner of private land”  (และไม่มีเจ้าของที่ดินส่วนตัว)

 

12. Because Jim’s and Tom’s working hours coincide (โค-อิน-ไซ้ด), and they live in the same vicinity, they depart from their homes at the same time.

(เพราะว่าชั่วโมงทำงานของจิมและทอม    เกิดขึ้นพร้อมกัน-ตรงกัน-สอดคล้องต้องกัน-เข้ากันสนิท-ทับกันสนิท-ลงรอยกัน    และพวกเขาอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน  พวกเขาจึงออกจากบ้าน (ไปทำงาน) ในเวลาเดียวกัน)

(a) differ    (แตกต่างกัน)

(b) vanquish    (แว้น-ควิช)  (ปราบ, ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ)

(c) occupy the same time; occupy the same place in space; correspond exactly; agree    (เกิดขึ้นเวลาเดียวกัน, เกิดขึ้นสถานที่เดียวกันหรือซ้อนทับกัน, เข้ากันสนิทหรือทับกันสนิท, ลงรอยกัน)

(d) topple    {โค่นล้ม (รัฐบาล, ต้นไม้), ทำให้ล้มลง, ล้มลง, คว่ำลง, โอนเอนทำท่าจะล้ม, หกคะเมน}

 

13. Not wishing to act hastily, the governor pondered the problems for days.  

(ไม่ปรารถนาจะทำอย่างรีบเร่ง  ท่านผู้ว่าฯ    ไตร่ตรอง-พิจารณา-ครุ่นคิด-คำนึง    ปัญหาเป็นเวลาหลายวัน)

(a) cannibalized   {(คน) กินเนื้อคน, (สัตว์) กินสัตว์จำพวกเดียวกัน, ใช้อะไหล่จากเครื่องหนึ่งไปใส่ให้กับอีกเครื่องหนึ่ง)}

(b) considered carefully    (พิจารณา-ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ)

(c) regretted    (ริ-เกร้ท-ทิด)  (เสียใจ, สลดใจ, ความเสียใจ, ความสลดใจ) 

(d) demoralized    (ทำให้เสียขวัญ-เสียกำลังใจ, ทำให้ระส่ำระสาย)

 

14. After Mary’s wrath (ร้อธ หรือ แร้ธ หรือ ร้าธ  แต่นิยมอ่าน “ร้อธ”) subsided, we were able to tell her what happened.  

(หลังจาก    ความโกรธเคือง-โมโห    ของแมรี่สงบลง  เราจึงสามารถบอกเธอว่าอะไรได้เกิดขึ้น)

(a) rage; fury; very great anger    (ความเดือดดาล-บันดาลโทสะ, ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ, ความโกรธอย่างมาก)

(b) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว)

(c) pinnacle    (ยอด, ยอดภูเขา-ตึก-เจดีย์ ฯลฯ, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ส่วนที่เป็นยอดแหลม)

(d) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

 

15. He was so busy so he had his servant ______________________________ the shoes.

 (เขามีงานยุ่งมาก  ดังนั้น  เขาจึงให้คนรับใช้ __________________________ รองเท้าให้)

(a) shining

(b) shine    (ขัด)

(c) shined    (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Shine”)

(d) shone     (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Shine”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นไปตามโครงสร้างใน   “Causative use”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something”  (ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • What would you _________________________________________ me do for you?

(คุณจะ ___________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have    (ใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?” ดูเพิ่มเติมเรื่อง   “Causative use”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ____________________.

(วันนี้   ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  __________________________ )

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • He had the cook ____________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                      ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _______________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Somethingคือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                     ตัวอย่างที่  

  • What would you have me __________________________________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                       สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่  ) + Something”  หรือ  (= Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

            1. Subject + Have + Someone + Do + Something  (กรรมของ  verb  “Do”)

            2. Subject + Get + Someone + To do + Something  (กรรมของverb  “Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                      ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                      อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + Have (Get) + Something + Done + (By someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

16. I haven’t __________________________________________________ money left now. 

(ผมไม่มีเงินเหลือ _________________________________ เลยขณะนี้)  (ไม่มีเงินเหลือเลย)

(a) no

(b) some

(c) none

(d) any    (บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ   ดูการใช้  “Any”   ในประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • We had hardly __________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน ________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ,  บ้าง)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้   คือ

                                      ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                            และเมื่อใช้   “Any” ป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  ะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                            อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                            ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                             ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                    ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb”  ขั้นกว่า  เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

17. Now ready-made __________________________________ trade is booming in Bangkok.

(ปัจจุบัน  การค้า ____________________ สำเร็จรูป  กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ)

(a) cloth    (คลอธ)  (ผ้าเป็นชิ้นๆ ยังไม่ได้ตัดชุด)

(b) clothes    (เสื้อผ้า)

(c) clothing    (เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย)

(d) clothed    (สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)   

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นิยมใช้  “Ready-made clothes”  (เสื้อผ้าสำเร็จรูป)

 

18. Anne took the blind man _________________________ and helped him across the road. 

 (แอนจูง ______________________________________ คนตาบอด  และช่วยเขาข้ามถนน)

(a) with a hand

(b) by her hand

(c) by hand

(d) by the hand    (มือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Take someone by the hand”  =  “จูงมือ

 

19. I had _____________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _________________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no    (ไม่)

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have no idea” =  “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

20. If you want to _______________ a really good cook, you have to give him a lot of money.

(ถ้าคุณต้องการ ________ พ่อครัวฝีมือดีจริงๆ  คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินให้เขาเป็นจำนวนมาก)

(a) rent    (เช่า)

(b) lend    (ให้ยืม)

(c) borrow    (ขอยืม)  

(d) hire    (จ้าง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้