หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 313)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Most of the work was done by _________________________________ carpenters.

(งานส่วนใหญ่ถูกทำโดย __________________________________________ ช่างไม้)

(a) we

(b) mine

(c) us    (พวกเรา)

(d) ours

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากลดรูปมาจาก  “………was done by us who are carpenters”  (.........โดยเรา  ผู้ซึ่งเป็นช่างไม้)  ทั้งนี้  หลัง  “Preposition”  (By, For, Of, On, In, At, Among, Between, etc.)  ต้องอยู่ในรูปกรรม  (Us, Them, You, Me, Him, Her, It)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการจะบอกว่า  “ถูกทำโดยช่างไม้ของเรา”  จะต้องใช้โครงสร้าง  “………. was done by our carpenters”

 

2. _______________________________ secretaries would like to help with the project.

(เรา __________________________ (ผู้ซึ่งเป็น) เลขานุการ  อยากจะช่วยทำโครงการนี้)

(a) We    (เรา)

(b) Us

(c) Ours

(d) Them

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “We who are secretaries”  (เราผู้ซึ่งเป็นเลขานุการ)  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “เลขานุการของเรา”  จะต้องใช้โครงสร้าง  “Our secretaries

 

3. Donald, as well as the other trainees, has expressed _________________ willingness to assume responsibility.

(โดนัลด์  เช่นเดียวกับผู้เข้ารับการอบรมคนอื่นๆ  ได้แสดงความเต็มใจ ______________ ที่จะ (เป็นผู้) รับผิดชอบ)

(a) their

(b) his    (ของเขา)

(c) him

(d) hers

ตอบ   -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  เมื่อประธาน  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as, With, Together with, Along with, Including, Besides, Plus, Like, Not, Accompanied by”  ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (ในที่นี้  คือ  “Donald”)  และต้องใช้รูปสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ หรือกรรมของประธานตัวหน้านี้ด้วย  ซึ่งในที่นี้  คือ  “His”  เช่น

  • My dog as well as my cats eats its special food twice a day.

(สุนัของผม  เช่นเดียวกับแมวของผม  กินอาหารพิเศษของมันวันละ  ๒  ครั้ง)

(ใช้กริยา  “Eats”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “Its”  ตาม  “My dog”)

  • John along with his friends spends much of his time swimming.

(จอห์น  เช่นเดียวกับเพื่อนของเขา  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

(ใช้กริยา  “Spends”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “His”  ตาม  “John”)

 

4. We have not yet received the machine ___________________________ we ordered.

(เรายังมิได้รับเครื่องจักร __________________________________________ เราสั่งซื้อ)

(a) who

(b) what

(c) that    (ซึ่ง, ที่)

(d) whom

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้  “That”  หรือ  “Which”  แทนสิ่งของ  (Machine)  หรือสัตว์

 

5. Mr. Kate wants to meet _____________________ wrote the article about the Himalayas.

(มิสเตอร์เคทต้องการพบ _________________ ซึ่งเขียนบทความเกี่ยวกับเทือกเขาหิมาลัย)

(a) whatever

(b) whoever    (ใครก็ตาม)

(c) whomever

(d) whichever

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  (Whoever wrote the article about the Himalayas)

 

6. The collapse of the stock market in 1929 signaled the beginning of the Depression. 

(การล้มลงหรือทรุดลง-ภาวะทรุดโทรม    ของตลาดหุ้นในปี  ๑๙๒๙  ส่งสัญญาณการเริ่มต้นของการถดถอยทางเศรษฐกิจ)  (ในอเมริกา)

(a) rise    {การเพิ่มขึ้น, การขึ้น (ของดวงอาทิตย์)}

(b) rebirth    (การเกิดใหม่, การเกิดอีกครั้ง)

(c) debt    (เด๊ท)  (หนี้สิน)

(d) failure    (เฟ้ล-เย่อร์)  (ความเสื่อมถอย, ภาวะล้มละลาย, ความล้มเหลว-ไม่สำ เร็จ, ความไร้ผล, การสอบตก, บุคคลหรือสิ่งที่ล้มเหลว)

(e) fluctuation    (การขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การไม่มีเสถียรภาพ, การผันแปร, การแกว่งไปมา)

 

7. His qualifications for the research assistantship are indisputable.

(คุณสมบัติของเขาสำหรับการเป็นผู้ช่วยวิจัยเป็นสิ่ง    ที่โต้แย้งไม่ได้-ที่ปฏิเสธไม่ได้-ที่ไม่อาจเถียงได้)    (คือเหมาะสมอย่างมากๆ)

(a) fraudulent    (ฟร้อ-ดู-เลิ่นท)  (หลอกลวง, ฉ้อโกง, ฉ้อฉล)

(b) outstanding    (เด่น, มีชื่อเสียง, สำคัญ, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ค้าง, ยังไม่ได้ ชำระ, ยังคาราคาซังอยู่)

(c) unquestionable    (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัย, ไม่มีปัญหา, ไม่มีข้อยกเว้น  -  คือเหมาะสมอย่างยิ่ง)

(d) invalid    (ไม่สมบูรณ์, ใช้การไม่ได้, ไม่มีผลบังคับ, โมฆะ, อ่อนแอ, ไร้กำลัง)

(e) gullible    (ซึ่งถูกโกงหรือหลอกลวงได้ง่าย)

 

8. Like many other swamp birds, blue herons use wild grasses for shelter.  

(เหมือนกับนกตามหนองน้ำ-บึงชนิดอื่นๆ  นกกระสาสีน้ำเงินใช้หญ้าป่าสำหรับเป็น    ที่กำบัง-ที่หลบภัย-ที่หลบซ่อน-ที่พักอาศัย-ที่ลี้ภัย-การป้องกันหรือหลบภัยจากสถานที่ดังกล่าว)

(a) laying eggs    (การวางไข่)

(b) nourishment    (เน้อ-ริช-เมิ่นท)  (อาหาร, สิ่งบำรุงเลี้ยง, การบำรุงเลี้ยง-บำรุงกำลัง)

(c) finding mates    (การหาคู่)

(d) cover    (สิ่งที่คุ้มกันภัย, สิ่งที่ปกคลุม, ฝาปิด)   

(e) subterfuge    (ซั้บ-เทอะ-ฟิวจ)  (คำอ้าง, ข้ออ้าง, วิธีการหลีกเลี่ยง, การบอกปัด, คำบอกปัด)

 

9. We need more people like Linda, _____________ work is always neat and well organized.

(เราต้องการคนมากขึ้นแบบเดียวกับลินดา _______________ งาน _______________ ประณีตและจัดระบบเป็นอย่างดีอยู่เสมอ)

(a) whose    (ผู้ซึ่ง ..................(งาน)..................... ของเธอ)

(b) who

(c) which

(d) whom

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  “ผู้ซึ่งงานของเธอ”

 

10. I don’t like this shirt.  Please bring me ______________________________________.

(ผมไม่ชอบเสื้อเชิร์ตตัวนี้  โปรดเอามาให้ผม ____________________________________ )

(a) the other

(b) other one

(c) another    (อีกตัวหนึ่ง)

(d) one

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other, The others”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • As soon as Frank finishes one job, he starts ___________________________ one.

(ในทันทีที่แฟรงค์ทำงานหนึ่งเสร็จ  เขาก็จะเริ่มต้น (ทำ)  __________________________ )

(a) others

(b) all other

(c) the others

(d) other

(e) another    (อีกงานหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (e)  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • ______________ children are very bold; _______________ seem easily frightened.

(เด็ก ____________ กล้าหาญมาก  (แต่) ____________ ดูเหมือนว่าตกใจง่าย  -  หรือขี้กลัว)

(a) Some of __________ other

(b) Some of __________ the others

(c) Some ___________ others    (บางคน ........................  เด็กคนอื่นๆ)

(d) Some ___________ another

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Some”  ใช้คู่กับ  “Others  

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Some children are very bright; __________________________________ are not.

(เด็กๆ บางคนฉลาดมาก  (แต่) __________________________________ มิได้ฉลาดมาก)

(a) the other

(b) the others

(c) others    (เด็กคนอื่นๆ)

(d) another

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and ______________ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช __________________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I have ____________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ ______________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง” 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • If you don’t want this pen, take ________________.  There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา ________ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • One of my English teachers is American, ________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                     อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                     นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                     สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _________________.   (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

(ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร} (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                      กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง)  (ที่เหลืออยู่)

                                     อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                      สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

11. Some people take up a hobby because it is fun; _________________ seek in hobbies relief from the tensions of life.

(บางคนมีงานอดิเรกเพราะมันสนุก __________________ แสวงหาจากงานอดิเรก  การลดความตึงเครียดในชีวิต)  (คือ  มีงานอดิเรกเพื่อลดความเครียดในชีวิต)

(a) the others

(b) another

(c) the other

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้  “Some”  คู่กับ  “Others”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมใน  ข้อ  ๑๐  ของข้อสอบชุดนี้

 

12. What factors have contributed _________________ the climatic changes of the Earth?

(ปัจจัยอะไรที่ _______________________ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก)

(a) on

(b) at

(c) with

(d) to    (“Contribute to”  =  มีส่วนก่อให้เกิด, มีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือ”)

 

13. The cashier was dismissed ______________ her post _______________ dishonesty.

(แคชเชียร์ถูกไล่ออก ______________ ตำแหน่งของเธอ _____________ ความไม่ซื่อสัตย์)

(a) from _____________ of

(b) by _____________ of

(c) from _____________ for    (จาก ....................... เพราะว่า-เนื่องจาก)

(d) from _____________ at

 

14. We should try to eliminate all vermin from our house.

(เราควรพยายามกำจัด    สัตว์เล็กๆหรือแมลงที่มีภัย-บุคคลที่น่ารังเกียจหรือเป็นภัยต่อสังคม    จากบ้านของเรา)  (“Vermin” รูปพหูพจน์ ไม่ต้องเติม “S”)

(a) genocide    (การฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์)

(b) rodents    (สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก กระแต บีเวอร์ กระต่าย ฯลฯ)

(c) small animals like fleas, bedbugs, lice, rats, mice, etc.   (สัตว์เล็กๆ เช่น หมัด-เห็บ, ตัวเรือด, เล็น-ไร-โลน, หนู)

(d) culprits    (ผู้กระทำผิด, นักโทษ, ผู้ร้าย, จำเลยในคดีอาญา)

 

15. Lenin was the disciple (ดิ-ไซ้-เพิ่ล) of Marx but not his slave.

(เลนินเป็น    สาวก-ศิษย์-ผู้ติดตาม    ของมาร์กซ์  มิใช่ทาสของเขา)

(a) cannibal    (คนกินเนื้อคน, ซีอุย, สัตว์ที่กินเนื้อพวกเดียวกันเอง)  (เสือ สิงโต หมี  ไม่จัดอยู่ในประเภทนี้  เพราะกินเนื้อสัตว์ประเภทอื่น)

(b) discipline    (ดิส-ซิ-พลิน)  (วินัย, ระเบียบวินัย, ข้อบังคับ, การฝึกฝน, การลงโทษ, สาขาวิชา, วินัยทางศาสนา)

(c) victim    (เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย, ผู้รับบาป, ผู้ถูกโกง, ผู้ถูกหลอก, สิ่งมีชีวิตที่ถูกบูชายัญ)

(d) student; follower    (นักเรียน-ลูกศิษย์, ผู้ติดตาม-สาวก-ผู้รับใช้-ผู้สนับสนุน-บริวาร)

 

16. We could scarcely believe the damage caused by the vandals.

(เราแทบไม่เชื่อในความเสียหาย  ที่ถูกทำให้เกิดขึ้นโดย    ผู้ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ  -  ทั้งแบบที่ตั้งใจและมิได้ตั้งใจ)  (คือ เสียหายมากจนแทบไม่น่าเชื่อ)

(a) autopsy    (อ๊อ-ทอพ-ซี)  (การชันสูตรศพ, การผ่าศพ, ชันสูตรศพ, ผ่าศพ)

(b) catastrophes    (คะ-แทส-โทร-ฟี่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร, จุดจบ)

(c) holocausts    (ฮ้อล-โล-คอสท)  (ความหายนะ, การทำลายจนหมดสิ้น, การเผาบูชาจนสิ้น)  ( “Holocaust” หมายถึง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซี ในสงครามโลกครั้งที่ ๒)

(d) destroyers; persons who willfully or ignorantly destroy or damage beautiful things    (ผู้ทำลาย, บุคคลผู้ซึ่งทำลาย หรือทำความเสียหายสิ่งสวยงามต่างๆโดยเจตนา หรือสะเพร่า)

 

17. She was unable to tell us ____________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ______________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ(c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -     ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                    ตัวอย่างที่  

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า)  ด้วย “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ   “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                     ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                      ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)   ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  “The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

หมายเหตุ   –    จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”   จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่” หรือ “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค   (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

18. He denied ___________________________________________________________.

(เขาปฏิเสธ________________________________________________________ )

(a) that he had not murdered the old man

(b) that he had murdered the old man.    (ว่าเขา (มิได้) ฆ่าชายแก่คนนั้น)

(c) to murder the old man.

(d) to have murdered the old man.

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  {Deny + (That) + Subject + Verb (บอกเล่า)}

กล่าวคือ  ประโยคข้างบน จะแปลตรงๆว่า  “เขาปฏิเสธว่า เขาฆ่าชายแก่คนนั้น”  ซึ่งผิดกับภาษาไทยที่นิยมพูดว่า  “เขาปฏิเสธว่า  เขาไม่ได้ฆ่าฯ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • He denied that he was involved and demanded an apology.

(เขาปฏิเสธว่าเขา (มิได้) เกี่ยวข้องด้วย  และเรียกร้องการขอโทษ)

  • Bill denied doing anything illegal.   (Deny + Verb +ing)

(บิลปฏิเสธการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย)  (คือ บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย)

  • The government denied the workers social equality.

(รัฐบาลปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่คนงาน)  (คือ ไม่ยอมให้สิ่งนี้แก่คนงาน)

  • She has denied me access to some information. (Deny + กรรมรอง + กรรมตรง)

(เธอไม่ยอมให้ผมเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง)

 

19. ____________________________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(_______________________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless    (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether    (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง   “Whether”   และ   “If”   เช่น

  • I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)      

 

20. I left home very quickly ________________________________________ miss the train.

(ผมออกจากบ้านอย่างรวดเร็วมาก _____________________________________ ตกรถไฟ)

(a) so that not to

(b) so that not

(c) so as not

(d) so as not to    (เพื่อจะได้ไม่)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  หรือใช้อีกรูปหนึ่ง คือ   “in order not to

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้