หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 312)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It seemed to Mrs. Simpson that the butter smelled somewhat ________________ and she could not serve it to her guests.

(สำหรับมิสซิสซิมสัน  มันดูเหมือนว่าเนยเหลวนั้นมีกลิ่นค่อนข้าง _______________ และเธอไม่สามารถเสิร์ฟมันให้กับแขกของเธอ)

(a) badly

(b) bad    (ไม่ดี, เลว, ร้าย, ผิดศีลธรรม, ไม่เหมาะสม)

(c) worse    (เลวกว่า, แย่กว่า)  (ไม่เลือกข้อนี้เพราะไม่ใช่การเปรียบเทียบ)

(d) worsely    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Smell”   (เมื่อมีความหมาย  “มีกลิ่น”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think she is very suitably dressed.  She looks extremely _______________ to me.

(ผมไม่คิดว่าเธอแต่งตัวได้เหมาะสมมากนัก  เธอมีท่าทาง ________________ อย่างมากสำหรับผม)

(a) commonly

(b) common    (ธรรมดา, สามัญ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) commonness    (ความเป็นธรรมดาสามัญ, ความพร้อมกัน-ร่วมกัน-เหมือนกัน)  (เป็นคำนาม)

(d) being common

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หลังคำกริยา  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked _____________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง ___________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger

(b) angry

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   ดังประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Let us _________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • I _______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ......................)

                                 ตัวอย่างที่  

  • Everything looks __________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ___________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                 ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ___________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _______________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                  ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ___________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                   ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะ  งุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed _________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • Her name sounds familiar to me.   (ชื่อของเธอฟังดูคุ้นๆหูผม)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

2. It is ___________ for you to stay in one place and get an education ______________ it is for you to travel all over.

(มัน _______ สำหรับคุณที่จะพักอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง  และได้รับการ ศึกษา (ที่นั่น) _______ สำหรับคุณที่จะเดินทางไปทั่ว)  (แล้วเรียนที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง)  (ข้อนี้แนะนำให้อยู่ที่เดียว เรียนที่เดียว  ดีกว่าจะย้ายไปเรียนในที่หลายๆแห่ง)

(a) as ___________ as

(b) best ___________ than

(c) better ____________ than    (ดีกว่า ......................... มากกว่า)

(d) the same _____________ as

 

3. Everyone started to ________________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ ________________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing”  เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing”  จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • She began ______________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to __________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer” สามารถตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

  • I prefer to read to to write.   

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                                      กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1) หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

4. She thinks we should leave now because it is wiser ________________ before    the traffic goes too heavy.

(เธอคิดว่าเราควรออกเดินทางตอนนี้  เพราะว่ามันฉลาดกว่ากัน ___________________ ก่อนที่การจราจรจะคับคั่งมากเกินไป)

(a) than leaving    (ไม่เลือกข้อนี้เพราะไม่ใช่การเปรียบเทียบ)

(b) to leave    (ที่จะออกเดินทาง)

(c) when leaving

(d) leave

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It is (was) + Adjective (ขั้นธรรมดา-ขั้นกว่า-ขั้นสุด) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • It is difficult to pass the exam.

(มันยากที่จะสอบผ่าน)

  • It is important to finish the work today.

(มันสำคัญที่จะทำงานให้เสร็จในวันนี้)

  • It is better to consult your parents.

(มันดีกว่าที่จะปรึกษาพ่อแม่ของคุณ)

  • It is worse to go there alone when you’re not familiar with the place.

(มันแย่กว่าที่จะไปที่นั่นตามลำพัง  เมื่อคุณไม่คุ้นเคยกับสถานที่)

  • It is best to be honest in whatever you do.

(มันดีทีสุดที่จะซื่อสัตย์สุจริตในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

 

5. A prominent speaker will precede the ceremony of the granting of the diplomas.  

(ผู้พูดที่มีชื่อเสียง-โด่งดัง  จะ    มาก่อน-นำหน้า-นำก่อน-เสริมหน้า  (หมายถึง  พูดก่อนหรือเกิดขึ้นก่อน)  พิธีมอบประ กาศนียบัตร)

(a) amplify    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

(b) counterfeit    (เค้าน-เทอะ-ฟิต)  (ทำปลอม, ทำเทียม, ของปลอม-เทียม,  ซึ่งปลอมหรือไม่ใช่ของแท้)

(c) meditate    (ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ, ทำสมาธิ)

(d) lead; come before   (มาก่อน, เกิดขึ้นก่อน, นำ)

 

6. With an embrace, the mother soothed the hurt child.

(ด้วยการโอบกอด  แม่    ปลอบโยน-ปลอบขวัญ-ประโลมใจ-ทำให้บรรเทา-ลด    ลูกที่ได้รับบาดเจ็บ)

(a) lamented    (โศกเศร้า, คร่ำครวญ)

(b) furnished    (จัดหา, ติดตั้งเครื่องเรือนให้, เตรียมพร้อม)  

(c) comforted; calmed    (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ช่วยเหลือ, ทำให้สงบหรือเงียบเสียง)

(d) implicated    (พัวพัน, เกี่ยวข้อง, ทำให้ติดร่างแหเข้ามาด้วย, กล่าวหา)

 

7. The Civil Defense evacuated all inhabitants from the area where the storm was predicted to strike.

(หน่วยป้องกันฝ่ายพลเรือน    อพยพ-โยกย้าย-ถอนออก-ถอย-ขับออก-ขจัด    ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดจากพื้นที่  ซึ่งพายุได้ถูกทำนาย-คาดหมายว่าจะจู่โจม  -  หรือปะทะ)

(a) aided    (ช่วยเหลือ)

(b) warned    (เตือน)

(c) bickered    (ทะเลาะวิวาท, โต้เถียง, เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว, การทะเลาะวิวาท, การถกเถียงอย่างโกรธเคือง, เสียงทะเลาะวิวาท)

(d) removed    (ย้าย, โยกย้าย, เอาออก, ถอด, ขนของ, ลบ, ขจัด, กำจัด, ปลดเปลื้อง, ไล่ออก, ฆ่า, ลอบฆ่า, การเอาออก, การย้าย, การโยกย้าย)

 

8. I think it was a good seminar because __________ were exchanged among the participants.

(ผมคิดว่ามันเป็นการสัมมนาที่ดี  เพราะว่า ______ ได้ถูกแลกเปลี่ยนกันในบรรดาผู้เข้าร่วมสัมมนา)

(a) much more ideas    (“Much”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) many more ideas    (ความคิดมากขึ้นอย่างมากมาย)

(c) much number of ideas    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) many number of ideas    (ไม่ใช้รูปนี้)

 

9. The other day, I _______________ the woman who _______________ as the manager’s secretary before she got fired due to her dishonesty.

(เมื่อวันก่อน  ผม _______________ ผู้หญิงผู้ซึ่ง _______________ เป็นเลขานุการของผู้จัดการ  ก่อนที่เธอจะถูกไล่ออกเนื่องจากความไม่ซื่อสัตย์)

(a) met __________ has been working    (พบ ..................... ได้กำลังทำงาน)

(b) meet __________ would work

(c) met ___________ used to work    (พบ ......................... เคยทำงาน)

(d) have met ___________ had worked

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “The other day”  (เมื่อวันก่อน)  เป็น  “Adverb of time”  ที่แสดงอดีต  จึงต้องใช้กับกริยา  “Met”  หรือ  “Had met”  ส่วนตัวเลือกที่สอง  ต้องใช้  “Used to work”  (เคยทำงาน)  เนื่องจากปัจจุบัน  เธอถูกไล่ออกไปแล้ว

 

10. Can you give us a rough estimate on ___________________ we’ll pay for the damages?

(คุณจะบอก (ให้) ราคาที่ประเมิน (หรือ การประเมิน) อย่างคร่าวๆแก่เรา ว่าเราจะต้องจ่ายสำหรับค่าเสียหาย _________________ ได้หรือไม่)

(a) how often    (บ่อยเท่าใด)

(b) how many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(c) how much    (มากเท่าใด)  (ใช้ถามเกี่ยวกับราคา-ค่าใช้จ่าย  หรือกับคำนามนับไม่ได้)  (จะถือว่าลดรูปมาจาก  “How much money”  ก็ได้)

(d) how long    (นานเท่าใด)

 

11. If you tell me what _________________________________________, you can have it.

(ถ้าคุณบอกผมในสิ่งที่ ___________________________________ คุณเอามันไปได้เลย)

(a) you want something

(b) you want anything

(c) you want    (คุณต้องการ)

(d) do you want

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้า ที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง คือ “Me”)  จึงต้องเรียงในรูปบอกเล่า  “Subject + Verb”  (You want)

 

12. Hardly ______________________________________ speaking when the door opened.

(___________________ ยังไม่ทัน _________________ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (ผมยังพูดไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผม .............(ยังไม่ทัน) ................ จบ)

ตอบ   -   ข้อ    เนื่องจากเมื่อนำ  มาขึ้นต้นประโยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำคำนี้  จะต้องเรียงโครงสร้างประโยค  คือ  “Hardly + กริยา (พิเศษ) + Subject + กริยา (แท้)  เช่น   “Hardly had I come (กริยาช่องที่  ) into the room”  หรือ  “Hardly did I come (กริยาช่องที่  ) into the room”  (ทั้ง  ๒  ประโยค  หมายความว่า  “ยังไม่ทันที่ผมจะเข้ามาในห้อง” หรือ  “Never have I seen such a beautiful place.”  (ผมไม่เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้นมาก่อน)  เป็นต้น  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Seldom __________________________________________________________.

(_____________________________ ไม่ใคร่จะ ____________________________ )

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  .............(ไม่ใคร่จะ)................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ______________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither __________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                   ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                     ตัวอย่างที่  

  • Not only _______________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                     ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + Have + I + Seen + Such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้พบเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

13. The war ended when the armistice (อ๊าร์-มิ-ทิส) was signed.

(สงครามยุติเมื่อ    การสงบศึกชั่วคราว-การพักรบ-การหยุดรบ    ได้รับการลงนาม)

(a) reprisal    (ริ-ไพร้-เซิ่ล)  (การโต้ตอบด้วยกำลัง, การแก้แค้น, การยึดทรัพย์สินเพื่อเป็นการโต้ตอบ)

(b) contract    (สัญญา, ข้อตกลง, หนังสือสัญญา)

(c) nomination    (การเสนอชื่อเข้ารับเลือกตั้ง, การแต่งตั้ง)

(d) truce    (ทรูส)  (การพักรบ, การสงบศึก, สัญญาพักรบ-สงบศึก, การหยุดพักชั่วคราว)

 

14. The child groped (โกรพ) for the light switch.

(เด็ก    คลำหา-ค้นหาอย่างไม่แน่ใจ    สำหรับสวิทช์ไฟ)  (คือ  คลำหาสวิทช์ในที่มืด)

(a) reached confidently    (เอื้อมมือถึงอย่างมั่นใจ)

(b) searched blindly    (ค้นหาอย่างมองไม่เห็นหรือไม่สามารถมองเห็นได้  -  คือค้นหาในที่มืด)

(c) listened attentively    (ฟังอย่างเอาใจใส่-ตั้งใจ)

(d) requested for    (ร้องขอ, เรียกร้อง)

 

15. Detectives used precaution before entering the bomb’s vicinity.

(นักสืบใช้    การระมัดระวังล่วงหน้า-การป้องกันหรือระมัดระวังไว้ก่อน-มาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า    ก่อนเข้าไปในบริเวณของระเบิด)

(a) foresight; measures taken beforehand    (การมองเห็นหรือความคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่วงหน้า, มาตรการที่ใช้ล่วงหน้า (เพื่อป้องกันมิให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น)  -  หมายถึง การระมัดระวังล่วงหน้านั่นเอง)

(b) vandalism    (การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชนแบบคนมือบอน หรือเพื่อความสนุก, การทำลายศิลปะ  วัฒนธรรม หรือ วรรณคดีของชาติอื่น)

(c) specimen    (ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เช่น  เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ)

(d) scandal    (เรื่องอัปยศ, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องน่าอับอาย)  (เช่น  การทุจริต  การคบชู้สู่สาว  การลอบทำแท้ง)

 

16. There are a few things that ought to ____________________________ while I’m away.

(มีอยู่ ๒ หรือ ๓ เรื่องที่ควร _________________________________ ในขณะที่ผมไม่อยู่)

(a) do    (ทำ)

(b) have done    (ได้ทำแล้ว)

(c) be done    (ถูกทำ)

(d) have been done    (ถูกทำไปแล้ว)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะมี ๒ – ๓ เรื่องที่ควร  “ถูกทำ”   กล่าวคือจะทำเองไม่ได้   ส่วนที่ไม่ใช้ ข้อ (d)  เพราะดูจาก  “There are”  คือ   เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรือ อนาคตที่เรื่องนั้น  “ควรจะถูกทำ  -  ในปัจจุบันหรือในอนาคต”   อย่างไรก็ตาม   ถ้าเป็นเรื่องในอดีต  โดยเปลี่ยนเป็น  “There were”  จะต้องตอบข้อ  (d)  คือ  “ควรจะได้ถูกทำไปแล้ว”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้อง การบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   เช่น  ในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีความ หมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”   (แต่ในความเป็นจริงคือ   “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + To + Have + Verb 3”   ดังตัวอย่างต่อ ไปนี้

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                สำหรับประโยคข้างบนทั้งหมด  อยู่ในรูป  “Active voice”  คือ ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จะต้องใช้รูป  “Passive voice”  โดยแยกออกเป็น

                                     ๑. ควรถูกทำในปัจจุบันหรืออนาคต  {Subject + Should (Ought to) + Be + Verb 3}  เช่น

  • The room should (ought to) be cleaned before the meeting.

(ห้องควรถูกทำความสะอาดก่อนการประชุม)  (คือทำในตอนนี้ หรือในอนาคต ก่อนมีการประชุม)

  • The film should (ought to) be seen before it moves out of the theater.

(ภาพยนตร์ควรถูกชม  ก่อนมันย้ายออกจากโรง)  (คือ ถูกดูในปัจจุบัน หรือ อนาคต ก่อนหนังออกจากโรง)

                                      ๒. ควรถูกทำในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ (หรือถูกกระทำ)  {Subject + Should (Ought to) + Have + Been + Verb 3}  เช่น

  • The students should (ought to ) have been punished for their laziness.  

(นักเรียนควรถูกลงโทษไปแล้ว  สำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา)  (ควรถูกลงโทษในอดีต  แต่ก็มิได้ถูกลงโทษ)

  • The house should (ought to) have been sold before it was burnt down.  

(บ้านควรถูกขายไปก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้)  (เป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ขาย  จนกระทั่งถูกไฟไหม้หมด)

 

17. Nobody has come to see us since we ________________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ___________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since”  (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2) เสมอสำหรับ “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”   อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ   “Present perfect tense”  หรือ   “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

  • He has read since the morning.  (since +วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m(since +วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (since +วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.  (since +วลี)

(ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)  (since +วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.  (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.  (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย  –  ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

18. He rushed into the room, looking as if he_______________________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา _______ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ   -  ข้อ   (c)   สำหรับเหตุการณ์ในอดีต   อนุประโยคที่นำด้วย   “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense” (had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   ให้ใช้  “Past simple tense” (Verb 2)   และ  ในกรณีเป็น  “Verb to be”   ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • He acted as though he ______________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ____________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were     (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่       {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • (1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -    ข้อ  ๒  แก้เป็น   “as if หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ“Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ   หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                                     ตัวอย่างที่  

  • He spends his money _______________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน ________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though” หรือ   “As if”  (นำหน้าอนุประโยค)  หมายถึง   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)  จึงใช้  “Were”  กับประธาน  “He” (หรือใช้ “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ   เช่น  Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ   ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

  • She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เห็น)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

19. What ________________________________________________ when he saw you?

(_________________________________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ “Verb to do” (Do, Does, Did) สร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  จากกริยา ในที่นี้ คือ  “Say”  ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

  • When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

  • Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

  • What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

  • How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

 

20. He doesn’t believe in spoken agreements.  He always insists on __________________ .

(เขาไม่เชื่อในข้อตกลง-สัญญาโดยทางวาจา  เขายืนกรานเสมอในเรื่อง _______________)

(a) have them written

(b) have them write

(c) having them in writing    (มีมัน (ข้อตกลง-สัญญา) เป็นลายลักษณ์อักษร)

(d) having them writing

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “In writing” หมายถึง “เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน”สำหรับวลีที่ใช้  “In”  ได้แก่  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”(สนใจใน), “qualified in  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

21. Mary does not know _____________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า ______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • He asked me _____________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ___________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if     (หรือไม่)

(e) weather    (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.) ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือปล่าว”  กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do) หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ  “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If” หรือ “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                        ในกรณีที่ประโยค “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                      สำหรับในกรณีที่ ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา   “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

                ตัวอย่างที่              {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะ ได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –    ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค   “Direct speech” (Where is it hiding?)   มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย   “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถามดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going?  (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going.  (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้