หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 309)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. James Baker _______________________________ math throughout his college life.

(เจมส์ เบเกอร์ ________________ วิชาคณิตศาสตร์  ตลอดชีวิตในมหาวิทยาลัยของเขา)

(a) bored    (ทำให้เบื่อ)

(b) was bored of

(c) was bored by

(d) was bored with    (เบื่อหน่ายกับ, รู้สึกเบื่อหน่ายกับ)

 

2. She looks so happy because she was awarded a prize _____ the best short story of the year.

(เธอดูมีความสุขมากเพราะว่าเธอได้รับรางวัล ________________ นิยายเรื่องสั้นที่ดีที่สุดแห่งปี)

(a) although she wrote    (แม้ว่าเธอเขียน)

(b) to have written

(c) for having written    (สำหรับได้เขียน)

(d) that she wrote

 

3. There will be a thunderstorm tomorrow morning _________________ the weather forecast.

(จะมีฝนตกหนักซึ่งมีพายุฟ้าคะนองเช้าวันพรุ่งนี้ _________ พยากรณ์อากาศ  __________)  (.............ตามที่................(พยากรณ์อากาศ)................กล่าวไว้)

(a) over

(b) on

(c) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

(d) according to    (สอดคล้องกับ, ตามที่......................กล่าวไว้)

 

4. The parents wanted to go for a ride; the children, ________________ the other hand, wanted to stay home and play with their friends.

(พ่อแม่ต้องการจะไปขี่รถ (ขี่ม้า) เล่น  พวกลูกๆ __________________  ต้องการจะอยู่กับบ้าน  และเล่นกับเพื่อนๆ ของตน)

(a) in

(b) on    (“On the other hand”  =  ในทางตรงกันข้าม, ในอีกด้านหนึ่ง)

(c) by

(d) from

 

5. The student revised his paper carefully, following the professor’s suggestions.  

(นักเรียนคนนั้น    เปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์-แก้ไขหรือปรับปรุงใหม่    รายงานของเขาอย่างรอบคอบ  ตามคำแนะนำของอาจารย์)

(a) copied    (ลอกเลียน, เลียนแบบ, ถ่ายสำเนา)

(b) outlined    (ร่างเค้าโครง, ร่างภาพคร่าวๆ, สรุปความ)

(c)scrutinized    (พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน)

(d) retyped    (พิมพ์ใหม่อีกครั้ง)  (ความหมายของข้อนี้)

 

6. The water trickled over the edge of the basin.

(น้ำ    หยด-หยดติ๋งๆ-ไหลเป็นหยด    อยู่เหนือขอบอ่างล้างหน้า-อ่างน้ำ)

(a) poured rapidly    (เท-ริน-หลั่งอย่างรวดเร็ว)

(b) flooded    {(น้ำ) ท่วม, (ข้อมูลข่าวสาร) ท่วมท้น}

(c) rushed     (เร่งรีบ, ทำอย่างเร่งรีบ, ทำอย่างฉุกละหุก, พรวดพราด, วิ่ง, วิ่งเข้าไป, ถลัน)

(d) dripped steadily    (ไหลเป็นหยดอย่างสม่ำเสมอ)

 

7. The judge sentenced the convicted man.

(ผู้พิพากษา    ตัดสิน-พิพากษาลงโทษ    ชายผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิด)

(a) sympathized with    (เห็นอกเห็นใจกับ.......)

(b) gave high praise to    (ยกย่องสรรเสริญอย่างมากแก่.....)

(c) gave a pardon to    (ให้อภัย-ยกโทษให้กับ.........)

(d) passed judgment upon    (ผ่านคำตัดสิน-พิพากษาไปยัง.................)

 

8. Don’t leave your clothes _____________________________ about on the bedroom floor. 

(อย่าทิ้งเสื้อผ้าของคุณ ______________________________ เกลื่อนกลาดบนพื้นห้องนอน) 

(a) lie    (วาง, นอน, ตั้ง, พิง)  (อีกความหมาย คือ พูดปด, โกหก) 

(b) lay    (วางลง, ปู, ลาด, ออกไข่)

(c) lying    (วาง, นอน, ตั้ง, พิง)  (อีกความหมาย คือ พูดปด, โกหก)

(d) laying    (วางลง, ปู, ลาด, ออกไข่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Leave +  กรรม + Verb + ing”  =  “ทิ้งกรรมให้..............

 

9. Americans today are marrying at an earlier age than their parents and grandparents ________.

(คนอเมริกันในปัจจุบันกำลังแต่งงานเร็วกว่า (ที่อายุน้อยกว่า)  พ่อแม่และปู่ย่าของตน  _________)

(a) are

(b) were

(c) did    (แต่งงาน) 

(d) do

(e) were used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นการใช้   “Verb to do” (Did)  แทนคำกริยาที่กล่าวถึงมาก่อนแล้ว  (Marry)   โดยเป็นเรื่องในอดีต  (พ่อแม่-ปู่ย่า แต่งงาน)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า   “Used to” (เคย)  (หมายถึง เคยแต่งงาน)   ก็ได้   แต่ไม่ใช้   “Were” เนื่องจากแทน   “Were marrying”  ซึ่งหมายถึง  “กำลังแต่งงานในอดีต”  ซึ่งผิด  เพราะประโยคนี้ต้องการเพียงบอกว่า  พ่อแม่-ปู่ย่า  “แต่งงาน” (ในอดีต)  เท่านั้น   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

 A:  “Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

 B:  “________________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ  “Went”   จึงต้องใช้  “Did” แทน)

 

10. _____________________________________________________ you all the money?

(___________________________________________________ เงินทั้งหมดนี้แก่คุณ)

(a) Who do you think gave    (ใครนะที่คุณคิดว่าให้)

(b) Who do you  think giving

(c) Whom do you think gave

(d) Whom do you think giving

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องเอา  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, etc.)  ขึ้นต้นประโยค  ก่อน  “Verb to do” (Do, Does, Did)  และต้องใช้    “Who”  เนื่องจากเป็นประธานของกริยา (แท้) ในประโยคใหญ่  (Gave)

 

11. Haywood is the village _________________________________________________.

(เฮย์วูดเป็นหมู่บ้าน ___________________________________________________ )

(a) where he was born in

(b) which he was born

(c) in which he was born    (ซึ่งเขาเกิด)

(d) which he was born there

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับข้อนี้อาจตอบว่า  “Where he was born”  หรือ “Which he was born in”  (Where = in which)  ก็ได้

 

12. The officer compelled the suspect to wait at the scene of the crime.  

(เจ้าหน้าที่ตำรวจ    บังคับ-ผลักดัน-เกณฑ์-ต้อน    ผู้ต้องหา-ผู้ต้องสงสัย  ให้รออยู่ที่สถานที่เกิดอาชญากรรม)

(a) beseeched   (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง)

(b) inspired    (ดลใจ, เร้าใจ, ปลุกปั่น, กระตุ้น, ผลักดัน, ทำให้เกิด, หายใจเข้า)

(c) tortured    (ทรมาน, ทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่กายและจิตใจ, บิดหรืองอ, การทรมาน, ความเจ็บปวด, ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

(d) forced    (บังคับ, ผลักดัน, ใช้กำลัง, รุน, ดัน, ยัดเยียด, เร่ง, กำลัง, แรง, พลัง, อำ นาจ, อนุภาพ, อำนาจจูงใจ, กองทัพ, อำนาจจิต, พลังจิต)

 

13. The leader of the lost group appealed to them not to panic (แพ้น-นิค).

(ผู้นำของกลุ่มที่หลงทางขอร้องพวกเขา (คนในกลุ่ม) มิให้    ตกใจกลัว-อกสั่นขวัญหาย-ความตกใจกลัว-ความหวาดกลัว-ความอกสั่นขวัญหาย)

(a) instigate    (ปลุกเร้า, ปลุกระดม, ยั่วยุ, กระตุ้น)

(b) intervene    (แทรกแซง, ก้าวก่าย, ยุ่ง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง, เกิดขึ้นระหว่าง)

(c) fear    (กลัว, หวาดกลัว, ความกลัว, ความหวาดกลัว)

(d) exasperate    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

 

14. Mrs. Spinner was uneasy about letting her son play in the vicinity of the railroad tracks.

(มิสซิสสปินเน่อร์    เป็นทุกข์-เป็นห่วง-วิตกกังวล-กระสับกระส่าย-ไม่สบายใจ    เกี่ยวกับการปล่อยให้ลูกชายของเธอเล่นในบริเวณของรางรถไฟ)

(a) placid    (แพลส-ซิด)  (เงียบสงบ, จิตสงบ)

(b) anxious or restless    (กังวลใจ-ห่วงใย-เป็นทุกข์  หรือ  กระสับกระส่าย)

(c) genteel    (ซึ่งได้รับการอบรมอย่างดี, งดงาม, สละสลวย, สุภาพ, เกี่ยวกับสังคมผู้ดี)

(d) wrathful    (ร้อธ-ฟูล  หรือ  ร้าธ-ฟูล)  (โกรธ, โกรธเคือง, โมโห)

 

15. Ceylon is _____________________________________________ the south of India.  

(ประเทศศรีลังกาอยู่ _______________________________________ ทิศใต้ของอินเดีย)

(a) in

(b) to    (ทาง) 

(c) at

(d) below

(e) under

 

16. You had your house repaired last month, _________________________________?

(คุณให้ (ผู้อื่น) ซ่อมแซมบ้านให้เมื่อเดือนที่แล้ว, _______________________________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) isn’t it

(d) hadn’t it

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประโยคข้างบน  อยู่ในโครงสร้างแบบ  “Causative use”   คือ  “ใครใช้ให้ใครไปทำอะไร”  หรือ  “ใครใช้ให้อะไรถูกกระทำโดยใคร”  ดังนั้น   “Have”  ในประโยคนี้  จึงเป็นเพียงกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง   ดังนั้น  ในส่วน  “Tag” เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ   “Have”  จากประโยคข้างล่าง 

                                    ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________ your hair cut yesterday?

(___________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have” ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยาธรรมดา  และต้องใช้   “Verb to do”   ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธและคำถาม   จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • They ______________________________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา __________________________________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  มื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ 

                                   ตัวอย่างที่  

  • You had your car overhauled last week, _______________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ____________________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use”  มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”   ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                                                สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

                                    ๑. ใน  “Present perfect tense”   เช่น

  • He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                                    ๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

  • She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                                   ๓. ในกรณีที่   “Have”  หมายถึง  “มี”  เช่น

  • They had a beautiful house, hadn’t they?

(หมายเหตุ   -   ในกรณี   “Have”  แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?”)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”  หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                                           อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๕  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ   ดังประโยคข้างล่าง

                                   ๑. เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

                                  ๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                                     ๓. เมื่อหมายถึง  “ประสบ, พบ, เจอ”  เช่น

  • You had a good time at the party, didn’t you?

(คุณพบ (ได้รับ) ความสนุกสนานที่งานเลี้ยง ใช่หรือไม่)

  • They had a lot of fun at the beach last summer, didn’t they?

(พวกเขาประสบ (ได้รับ) ความสนุกสนานมากมายที่ชายหาดเมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว  ใช่หรือไม่)

  • She has difficulties studying English, doesn’t she?

(เธอประสบความยากลำบากในการเรียนภาษาอังกฤษ  ใช่หรือไม่)

                                     ๔. เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                                     ๕.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

  • She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

 

17. She asked for _____________________________________________ these apples.

(เธอขอแอปเปิ้ลเหล่านี้ ________________________________________________)

(a) some more

(b) any more

(c) some more of    (เพิ่มขึ้นอีก)

(d) any more of

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูรายละเอียดการใช้   “Some”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • May I have __________________________________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ ___________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

  • Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

  • Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

  • Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

                                     คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”   เช่น

  • Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

  • I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

                                     นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

  • Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

  • When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

  • Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                                    สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

  • Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

  • I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

  • There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                                     และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น    

  • The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

  • The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

  • It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

  • We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

                                     Some” ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

  • There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

  • I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

  • There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                                      และ   “Some”  มื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ จำนวน หรือ สิ่งของนั้นๆ   แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

  • She is living at some place in Chiang Mai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

  • They are buying some cars.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                                      นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง..........)  ด้วย   เช่น

  • Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

  • Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคาแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

 

18. I shall send her these _________________________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม ________________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่ ๒ เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He bought ________________________________________________________.

(เขาซื้อ ______________________________________________________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                  ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

19. I wish I ____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้   “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  ๑

  • I wish you ______________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I _________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish today _____________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb” แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                     ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                    ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                    ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb”  เป็น  “Would” “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                     อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                     สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

20. They ___________________________________________________ for the program.

(พวกเขา __________________________________________ ต่อโครงการ-รายการ)

(a) responsible    (รับผิดชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) should be responsible    (ควรรับผิดชอบ)

(c) should responsible

(d) should response    (response –ริส-พ้อนซ– เป็นคำนาม หมายถึง “คำตอบ, การตอบ, การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Responsible”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be”  ดังนั้น  จึงต้องใช้เป็น  “Should be, Shall be, Will be, Would be, Can be, Could be, Must be, May be”   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • I shall be there before noon.

(ผมจะอยู่ที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • We should be careful when we cross the street.

(เราควรระมัดระวัง  เมื่อเราข้ามถนน)

  • She will be glad to get a new job.

(เธอจะดีใจที่ได้งานใหม่)

  • They can be helpful in time of need.

(พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้  ในเวลาที่ต้องการ)

  • It could be dangerous to swim across that river.

(มันอาจมีอันตรายที่จะว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • We must not be late for the class.

(เราจะต้องไม่ไปเรียนสาย)

  • He may be too confident about the future of his company.

(เขาอาจจะมั่นใจมากเกินไป  เกี่ยวกับอนาคตของบริษัท)

  • She might be reluctant to accept your offer.

(เธออาจไม่เต็มใจที่จะรับข้อเสนอของคุณ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้