หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 308)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________ through the drawers, I found a letter which I had put there years before.

(________________ ลิ้นชัก  ผมพบจดหมายฉบับหนึ่ง  ซึ่งผมได้ใส่ไว้ที่นั่นหลายปีก่อนหน้านั้น)

(a) Because I looked

(b) When I looked

(c) While I looked

(d) While I was looking    (ในขณะที่ผมกำลังค้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “While”  นำหน้าอนุประโยคที่อยู่ในรูป  “Continuous Tense”  (Present or Past)  ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับ  “Tense”  ของประโยคใหญ่

 

2. Even though ________________ some bad qualities, Frank is quite popular with his friends.

(แม้ว่า ________ คุณสมบัติไม่ดีบางอย่าง  แฟรงค์เป็นที่นิยมชมชอบอย่างมากกับเพื่อนๆของเขา)

(a) he has that

(b) he had

(c) he has    (เขามี)

(d) does he have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นประธาน  (He)  และกริยา  (Has)  ของประโยคย่อย  และต้องใช้  “Tense”  ของกริยาให้สอดคล้องกับกริยาของประโยคใหญ่  (Is)

 

3. I can’t tell the difference _____________ cheap and expensive wine, so don’t waste your money _____________ an expensive bottle.

(ผมไม่สามารถบอกความแตกต่าง ____________ ไวน์ราคาถูกและแพง  ดังนั้น  อย่าใช้เงินของคุณอย่างสิ้นเปลือง _____________ ไวน์ขวดราคาแพง)  (เพราะรสชาติอาจไม่ดีไปกว่าไวน์ราคาถูก)

(a) from ____________ with

(b) of ____________ for

(c) between ___________ on    (ระหว่าง ........................... กับ)

(d) among ___________ by

 

4. The student, not _________________ the answer to the question, really hoped that the teacher wouldn’t ask him.

(นักเรียน  -  ไม่ _____________ คำตอบของคำถาม  -  หวังอย่างยิ่งว่าครูจะไม่ถาม (คำถาม) เขา)

(a) know

(b) knew

(c) to know

(d) knowing    (รู้, ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “The student, who did not know the answer to the question,………..”

 

5. Smoking is prohibited (โพร-ฮิ้บ-บิท) in many university classrooms in the United States.  

(การสูบบุหรี่ถูก    ห้าม-ขัดขวาง-ป้องกัน    ในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยจำนวนมาก  ในสหรัฐฯ)

(a) permitted    (อนุญาต, ยอมให้ทำ)

(b) juxtaposed     (จั๊ค-สทะ-โพซ)  (วางข้างๆ, วางชิดกัน, วางแนบ)

(c) banned    (ห้าม, ประกาศห้าม, สั่งห้าม, ประณาม, สาปแช่ง)

(d) rummaged    (รื้อค้นกระจุยกระจาย)

 

6. The parliament had created a violent controversy over a commercial treaty.  

(รัฐสภาได้ก่อให้เกิด    การโต้เถียง-การโต้คารม-ความขัดแย้ง-การทะเลาะวิวาท    อย่างรุนแรง  เกี่ยวกับสนธิสัญญาพาณิชย์)

(a) debauchery    (ดิ-บ๊อ-เชอะ-รี่)  (ความลุ่มหลงในสุรายาเมา, ความลุ่มหลงในโลกีย์ วิสัย, การล่อลวงไปในทางที่เสียหาย)

(b) dispute    (ดิส-พิ้วท)  (การโต้เถียง, การทะเลาะ, ความขัดแย้ง, โต้เถียง, ทะเลาะ, โต้แย้ง, ต่อสู้, แข่งขัน)

(c) seminar    (การสัมมนา, การประชุมสัมมนา, การประชุมของกลุ่ม)

(d) colloquium    (คะ-โล้-เควี่ยม)  (การประชุมหรือสัมมนาที่มีแต่ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รอบรู้)

 

7. The young man was so bashful that he did not speak to the pretty girl.  

(ชายหนุ่มคนนั้น    อาย-เหนียมอาย-กระดาก-ประหม่า-ขวยเขิน    มากเสียจนกระทั่ง  เขาไม่พูดกับเด็กหญิงสาวสวยคนนั้น

(a) shy    (ขี้อาย, อาย, เหนียมอาย, ขี้ประหม่า, ขี้ตื่น, ตกใจง่าย, ขี้ขลาด, ใจฝ่อ)

(b) haughty    (ฮ้อท-ที่)  (หยิ่งยโส, โอหัง, อวดดี, จองหอง)

(c) moribund    (ม้อ-ริ-บันด)  (ใกล้ตาย, จวนตาย, ร่อแร่, จวนจะสูญพันธุ์, จวนจะ หมด, ไม่เจริญ, อยู่กับที่)

(d) upset    (ถูกก่อกวน, สับสน, ว้าวุ่น, ใจไม่สงบ, ยุ่งเหยิง)

 

8. Please don’t forget _______________________________________ me your address.

(กรุณาอย่าลืม ______________________________________ ที่อยู่่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ที่จะส่ง)

(c) sending    (การส่ง)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะทำสิ่งนั้น”  คือ  “มิได้ทำเพราะลืม”   ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =  “ลืมการทำสิ่งนั้น”  คือ  ทำสิ่งนั้นเป็นเวลานานมาแล้ว  จนลืมว่าเคยทำสิ่งนั้น   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่เมื่อตามด้วย  “Verb + ing”  และ  “To + Verb 1”  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง 

                              ตัวอย่างที่ 

  • I clearly remember __________________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed __________________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน _________________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) __________________)  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ......................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  (Remember + To + Verb 1  =  จำได้ หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น)   สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  + “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง 

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We never forget ______________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม __________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring 

(b) bringing     (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)  

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers _______ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ ________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried ____________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง __________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  (การกินหอยทากไม่ต้องใช้ความพยายาม  ประโยคข้างบนจึงควรหมายถึง  “ลอง”)  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Thai people always _______________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ______________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                  ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ___________________________________________ at once.

(เห็นครู ______________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Try _____________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี   ๒  ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget ____________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                   ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried ___________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง _____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • As soon as it stops ___________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • While we were walking in the park, she often stopped ____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   นื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                  ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I remember that restaurant; we stopped there ___________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                   ตัวอย่างที่  ๑๓

  • How did the cat get into the house?  I remember ______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

9. I can’t cut this material.  It’s too thick.  Nevertheless, Jimmy advises me to try ___________ bigger scissors. 

(ผมไม่สามารถตัดวัสดุชิ้นนี้ได้  มันหนาเกินไป  อย่างไรก็ตาม  จิมมี่แนะนำผมให้ลอง ________ กรรไกรตัวใหญ่ขึ้น)

(a) use

(b) used

(c) to use

(d) using    (ใช้)

(e) to using

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Try using”  =  “ลองใช้”  ส่วน  “Try to use”  =  “พยายามที่จะใช้”  (ข้อนี้ต้องการหมายถึง  ให้ลองใช้กรรไกรตัวใหญ่ขึ้น  เนื่องจากกรรไกรตัวเล็ก  ไม่สามารถตัดได้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมใน  ข้อ  ๘  ของข้อสอบชุดนี้

 

10. I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _______________________________ )

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient ____________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ___________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _______________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

11. The customer doesn’t like this necktie.  He prefers the one _____________________.

(ลูกค้าไม่ชอบเน็คไทเส้นนี้  เขาชอบเส้น ______________________________ มากกว่า)

(a) which is on the counter    (ซึ่งอยู่บนเคาน์เตอร์)

(b) is on the counter

(c) which it is on the counter

(d) which on the counter

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  ทำหน้าที่ขยายกรรม  (The one)

 

12. After Orlando had been the victim of a cheat, he was wary of those who said they wanted to help him.

(หลังจากที่ออลันโดได้ตกเป็นเหยื่อของการต้มตุ๋น  เขา    ระมัดระวัง-ระวังตัว-รอบคอบ-คอยเฝ้าดู    บุคคลผู้ซึ่งพูดว่า  พวกตนต้องการจะช่วยเหลือเขา)  (เนื่องจากเคยถูกต้มมา แล้ว  จึงระวังคนที่จะมาเสนอความช่วยเหลือให้)

(a) ostentatious    (โอ้อวด, เอาหน้า)

(b) cautious    (ค้อ-ชัส)  (ระมัดระวัง, รอบคอบ, ละเอียด)

(c) perpetual    (ตลอดไป, ตลอดกาล, ถาวร, ต่อเนื่อง, ตลอดฤดู, ตลอดปี)

(d) disdainful    (ดูหมิ่น, ดูถูก, เหยียดหยาม)

 

13. Jim’s spontaneous resentment at the mention of his sister was noted by some of his colleagues.  

(ความไม่พอใจ-ขุ่นเคืองใจของจิมที่    เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ-เป็นไปเอง-โดยสัญชาติ ญาณ-เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ    เมื่อมีการกล่าวถึงน้องสาวของเขา  ถูกสังเกตเห็นโดยเพื่อนร่วมงานของเขาบางคน)

(a) not planned or arranged, natural    (ไม่ได้มีการวางแผนหรือเตรียมการ, เป็นธรรมชาติ)

(b) malignant    (มะ-ลิก-เนิ่นท)  (มีเจตนาร้าย, ร้าย, มีภัย, อันตรายมาก, ถึงตาย, มักทำให้ตายได้)

(c) lackluster    (ไม่มีชีวิตชีวา, ไม่สดใส, ไม่สง่าผ่าเผย, มัว, ไม่วาว)

(d) quarrelsome    (คว้อ  หรือ  คว้า-เริล-เซิ่ม)  (ชอบทะเลาะวิวาท, ชอบหาเรื่อง, ขี้ทะเลาะ, พาล)

 

14. Because Richard was a radical, the Conservative Party would not accept him as a candidate.  

(เพราะว่าริชาร์ดเป็น    คนหัวรุนแรง-หัวรุนแรง-สุดขีด    พรรคอนุรักษ์นิยมจึงไม่ยอมรับเขาเข้าเป็นผู้สมัครเข้าแข่งขัน)  (เพื่อชิงตำแหน่งผู้แทน หรือ นายกเทศมนตรี)

(a) pacifist    (ผู้รักสันติภาพหรือความสงบ)

(b) pessimist    (คนมองโลกในแง่ร้าย)    

(c) bully    (คนขี้รังแก หรือชอบข่มเหงผู้อื่น)

(d) person with extreme opinion or an extremist    (บุคคลที่มีความคิดเห็นรุนแรงหรือสุดโต่ง  หรือ  คนสุดโต่ง)

 

15. The police were baffled as to who was responsible for the homicide (ฮ้อม-มิ-ไซด).  

(ตำรวจรู้สึกสับสน-งุนงง  เกี่ยวกับว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ    การฆาตกรรม-การฆ่าคน-ฆาตกร)  (คือสับสนว่า  ใครเป็นคนลงมือฆ่า)

(a) bankruptcy    (การล้มละลาย)

(b) felony    (เฟ้ล-โล-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม  วางเพลิง  ข่มขืน)

(c) murder    (การฆาตกรรม, สิ่งที่ยากมากหรืออันตรายมาก, ฆ่า, ฆ่าอย่างป่าเถื่อน, ทำลาย, ทำให้เสียหรือเสื่อม)

(d) fiasco    (ฟี-แอส-โค)  (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง)   

 

16. This is a man’s handkerchief, not ________________________________________.

(นี่เป็นผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย  มิใช่ __________________________________________)

(a) a woman

(b) a woman’s    (ของผู้หญิง)

(c) of a woman    

(d) of a woman’s

 

17. The tailor told the young man that he had not enough __________________ for a suit.

(ช่างตัดเสื้อบอกชายหนุ่มคนนั้นว่า  เขามี ___________ ไม่เพียงพอสำหรับ (ตัด) เสื้อผ้าชุด)

(a) cloth    (คลอธ)  (ผ้าเป็นชิ้นๆ)  (ยังมิได้ตัดชุด)  )  (เป็นนามนับไม่ได้)

(b) clothe    (โคลธ)  (สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)  (เป็นคำกริยา)

(c) clothes    (โคลธซ)  (เสื้อผ้า, เครื่องนุ่งห่ม)  (เป็นพหูพจน์)

(d) clothing    (โคลธ-ธิง)  (เครื่องนุ่งห่ม, เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย)  (เป็นนามนับไม่ได้) 

 

18. We can catch the half-past eight train and _____________________ in London by ten. 

(เราสามารถจับรถไฟเที่ยวแปดโมงครึ่ง  และ _______________ในลอนดอนตอนสิบโมง)  

(a) are

(b) is

(c) be    (อยู่, ถึง)

(d) to be

(e) being

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจาก   “Can be”  คู่กับ  “Can catch

 

19. ______________________________________________ would like to live peacefully.

(_____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -    ข้อ   (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • _________________________________ outside of the cities is used for farming.

(_______________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ  “Is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่           (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –    ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

  • the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                 ตัวอย่างที่         (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน)  (แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

20. He hasn’t been able to get a good job ___________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ ________________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of     (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี............)

(d) notwithstanding    (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ  -   ข้อ  (d)  “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วย วลี หรือ คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ  ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

  • In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

  • On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

  • He could not go to university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้)  (คือ  มีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

  • In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

  • Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

  • The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

 

21. Is there ____________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความไข้ได้ป่วย ______________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much    (มาก)

(d) few

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  ๑

  • Please give me some __________________________________ about rice exports.

(โปรดให้ _______________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ   -   ข้อ  (C)   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                                    ตัวอย่างที่  

  • That is _________________________________________________________.

(นั่นเป็น __________________________________________________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

- a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

- a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

- a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

- an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

- a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

- a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

- a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

- a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้